วันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2557

สัมผัสทั้ง 7 กับ Sensory Integration รากฐานการเรียนรู้และเป็นอยู่อย่างมีความสุขของลูก

8 ต.ค. 2014

เคยตั้งคำถามกับตัวเองบ้างมั้ยค่ะว่า ทำไมลูกฉันดูเยอะ เลือกมากไปทุกสิ่ง ป้ายเสื้อต้องตัดออก ให้ลองชิมลองกินของใหม่ก็ปฏิเสธ เดินแป็บเดียวก็หกล้ม หรือบางครั้งก็กลัวไม่กล้าจับของที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

แต่ก่อนคิดว่า คงเพราะลูกเราขี้กลัว หรือขี้รำคาญ เดียวก็หายไปเอง ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ต่อพอฮั่นเริ่มเข้ามาเรียนที่รุ่งอรุณ ก็เริ่มได้ยินเกี่ยวกับเรื่อง sensory  มากขึ้น  ตอน อ.1 โดนคุณครูทักว่าฮั่นเลือกกิน ไม่ยอมอะไรแปลก เพราะไม่ค่อยได้ใช้ sensory ในปาก ตอนนั้นก็ยังไม่ค่อยเข้าใจว่ามันเกี่ยวกันยังไง คุณครูแนะนำให้นวดกระพุ้งแก้ม หรือลำคอจะช่วย ก็ทำตาม  คิดไปว่าก็คงเป็นปัญหาด้านการสัมผัสรับรู้จาก sense ทั้ง 5 คือ  รับรส มองเห็น ได้ยิน ดมกลิ่น และสัมผัส อะไรประมาณนั้น

จนกระทั่ง ที่โรงเรียนส่งจดหมายมาว่า ห้องเล่นลูกรัก หรือที่เรียกติดปากว่า ห้องOT (Occupational Therapy) กับกลุ่มพ่อแม่อาสากำลังจะจัดอบรมเรื่อง "เข้าใจลูก พัฒนาลูกด้วย Sensory Integration:SI" ตัดสินใจลงเรียนโดยไม่คิดอะไรมาก หวังว่าคงได้อะไรกลับมาปรับใช้กับฮั่น และธันธันที่กำลังเริ่มโต เริ่มอยากรู้อยากเห็น   

การอบรมครั้งนี้ มีอ.ดร.สรินยา ศรีเพชราวุธ   ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้าน SI และเป็นผู้ช่วยก่อตั้งห้อง OT ที่โรงเรียน นอกจากนี้ ท่านอาจารย์ยังเป็นหนึ่งในสองท่านที่ Certified การประเมินด้าน SI แบบสากลแรกของประเทศไทย  ทั้งอาจารย์และทีมผู้ช่วยน่ารักมาก อธิบายและแชร์ประสบการณ์ตรงในการทำงานห้อง OT   

ก่อนจะเข้าใจว่า SI ว่าคืออะไร มีความสำคัญอย่างไรกับการใช้ชีวิต อาจารย์ได้เปิดโลกอีกโลกให้เราได้รับรู้ว่า ประสาทความรู้สึก มันไม่ได้มีแค่ 5 นะที่เรารู้จักกันดีอย่างการรับรู้ผ่าน การมองเห็น (Visual) การได้ยิน (Auditory) การรับรส(Gustatory)  การดมกลิ่น (Olfactory) และการสัมผัส (Tactile) มันยังมีอีก 2 Senses ที่สำคัญมาก นั้นก็คือ 


>ระบบประสาทรับรู้การเคลื่อนไหวและสมดุล (Vestibular sense or Movement and Balance sense) ซึ่งมีส่วนที่รับรู้ความรู้สึกผ่านระบบประสาทที่อยู่ในหูชั้นใน  ทำให้เรารักษาสมดุลเมื่อร่างกายเปลี่ยนท่าทาง เคลื่อนไหวอย่างนุ่มนวล    

>ระบบประสาทรับรู้ผ่านกล้ามเนื้อ เอ็น ข้อต่อ(Proprioceptive sense or Body Position sense)  มีส่วนรับรู้ตำแหน่งและการเคลื่อนไหวร่างกาย กะระยะ ลงน้ำหนัก การทำอะไรได้โดยไม่ต้องมอง เช่น ทำมือแมงมุมไปเรื่อยๆ จนเหนือหัวตัวเอง เขียนหรือพิมพ์งานโดยไม่ต้องมอง

7 Senses

credit: makingsns.com


ลองคิดภาพเวลา เรากำลังเดินถือของอยู่ในห้าง ใส่สนสูงเดินด้วย แล้วเดินผ่านกองเสื้อผ้าลดราคา เราจะยังคงเดินต่อไป แต่เลี้ยวมองจนสุดคอเอียง  เหตุการณ์นี้ เราได้ใช้ประสาทการมอง ประสานกับ ประสาทการเคลื่อนไหวและสมดุล ทำให้เราสามารถเดินโดยไม่มองข้างหน้าได้ นอกจากนี้ ระบบ Proprioceptive ยังช่วยให้การลงน้ำหนักขาที่เลี้ยงตัวอยู่บนสนสูงได้อย่างไม่ล้ม


นี่แหละค่ะ คือ SI  ร่างกายรับรู้เหตุการณ์หรือ input ผ่านระบบประสาทรับรู้ทั้ง 7  ส่งผ่านให้สมองประมวลและสั่งการร่างกาย ได้เป็น output ออกมา เป็นการเคลื่อนไหว พฤติกรรม และการแสดงออกต่างๆ

อธิบายแบบมีหลักการหน่อย  SI คือ กระบวนการที่สมองประมวลและจัดการกับสิ่งเร้าหรือความรู้สึกที่เราได้รับผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 7 จากนั้น สมองจะสั่งการ และตอบสนองออกมาในรูปของพฤติกรรม หรือการเคลื่อนไหว หรือการแสดงความรู้สึก  ซึ่งหากระบบประสาทรับรู้ทำงานได้ปกติและมีประสิทธิภาพ สมองรับรู้และตอบสนองได้ดี เด็กจะสามารถใช้ชีวิตประจำวัน และมีทักษะในการใช้ร่างกาย เคลื่อนไหว และแสดงอารมณ์ได้อย่างเหมาะสมและมั่นคง เป็นพื้นฐานสำคัญต่อการเรียนรู้ และพัฒนาความสามารถในด้านต่างๆ  ในทางตรงกันข้าม หากระบบประสาทรับความรู้ส่วนไดส่วนหนึ่งทำงานไม่เหมาะสม หรือไม่เต็มประสิทธิภาพ สมองได้รับ input ที่มากไปหรือน้อยไป การตีความและส่งผลกระทบต่อให้เกิดปัญหาด้านพฤติกรรมและการเคลื่อนไหวนั้นเอง ว่าด้วย Concept โดยรวม

จากนั้น อาจารย์อธิบาย SI ที่สำคัญของเด็ก 3 ระบบประสาทความรู้สึก ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของเด็กในการเคลื่อนไหวและเรียนรู้ นั้นก็คือ ระบบประสาทสัมผัส หรือ "กายสัมผัส (Tactile)"  "Proprioceptive" และ "Vestibular"  ซึ่งในกรณีที่มีการรับรู้อย่างไม่เหมาะสมในระบบใดระบบหนึ่ง หรือรวมกันหลายระบบ ก็จะทำให้ลูกของเรามีปฏิกิริยา หรือตอบสนองสิ่งเร้าในระดับที่ไม่เหมาะสม อาจจะรับรู้ไว (Hypersensitive ) หรือช้า/ต่ำกว่าปกติ (Hypo-sensitive)

ระบบ
พฤติกรรมบ่งชี้
ผลกระทบ
กายสัมผัส Tactile
ไวต่อการสัมผัส
-หลีกเลี่ยงเสื้อผ้าบางชนิด
-หลีกเลี่ยงการกอด หรือสัมผัสตัวและใบหน้า
-ไม่ขอบการอาบน้ำ สระผม ตัดเล็บ ตัดผม
-ไม่ขอบสัมผัสวัสดุพื้นผิวที่ไม่คุ้นเคย
-กังวลเวลาคนเข้ามาใกล้
-บกพร่องในความสามารถรับรู้รูปทรงโดยการสัมผัส หรือแยกแยะสิ่งของที่แตกต่าง
-ทักษะการใช้มือ หรือร่างกายไม่ดี
-ปัญหาการคิดและวางแผนการเคลื่อนไหว
Vestibular
-หกล้มบ่อย
-นั่งตัวตรงได้ไม่นาน
-กังวลหรือกลัวเวลาเปลี่ยนท่าทางร่างกาย หรือเปลี่ยนสมดุลร่างกาย
-ถ้าเป็นพวกที่รับรู้ได้ช้า ก็จะแสวงหาสิ่งเร้า เช่น อยู่ไม่นิ่ง เคลื่อนไหวไปมา ชอบเล่นผาดโผน

-ใช้มือสองข้างทำงานรวมกันได้ไม่ดี เช่น ใช้กรรไกร ผูกรองเท้า
-บกพร่องในการประสานสัมพันธ์กันของร่างกายสองด้าน
-ยากลำบากในการรักษาสมดุลร่างกาย
Proprioceptive system
มีปัญหาคิดและวางแผนการเคลื่อนไหว Dyspraxia
-ใช้เวลานานในการทำกิจวัตรประจำวัน ลำดับหรือรู้จังหวะการเคลื่อนไหว
เช่น ติดกระดุม
-ไม่ชอบกีฬา มีปัญหากล้ามเนื้อมัดใหญ่
-มีปัญหากล้ามเนื้อมัดเล็ก ไม่ชอบเขียน ใช้มือเล่นต่อประกอบ
-ซุ่มซ่าม เจ็บตัวจากการหกล้มและสะดุด
-กะแรงในการใช้มือและร่างกายไม่เป็น
-ปัญหาเคลื่อนไหวหรือปรับท่าทางให้เหมาะสม


หากเด็กๆได้รับการพัฒนา SI อย่างเหมาะสมกับวัยแล้ว ผลที่ได้รับ คือ 
-มีสมาธิในการทำงานต่างๆ 
-ความสามารถในการจัดการกับสิ่งต่างๆได้
-เกิดความมั่นใจในตนเอง 
- มีความมั่นคงทางอารมณ์
-สามารถควบคุมตนเองได้
-ความสามารถทางการเรียน และการคิดเชิงนามธรรมและคิดแบบมีเหตุมีผล
- เกิดความถนัดของร่างกาย


คลิปนี้ช่วยอธิบายเรื่องของ Sensory processing disorder ได้เข้าใจง่ายขึ้น



ที่นี่ ช่วงบ่าย เราได้ลองเล่นกิจกรรมที่ออกแบบเพื่อพัฒนาเรื่อง SI ในแต่ละด้าน มี 3 ฐาน ตามระบบรับความรู้สึกทั้ง 3 ระบบ





ฐานแรกจะเป็นเกมเพื่อเพิ่ม sensory experience ในการเคลื่อนไหว (Obstacle course and activity for enhancing sensory experience for motor planning)  มีผสมผสานเกือบทุก Sense โดยเฉพาะ Proprioceptive กับ Vertibular เหมือนเล่นเกมบันซึเกะ พวกเกมวิบากเลย เริ่มจากการกระโดดข้ามท่อต่างระดับ

 

วิธีการเล่นของทุกเกมสามารถพลิกแพลง เพิ่มลดความยากง่ายตามทักษะของเด็ก ควรทำให้ไม่ยากจนเด็กรู้สึกไม่ท้าทาย หรือไม่ง่ายจนเด็กเล่นไม่ผ่าน ควรจะให้กระโดดสองขาคู่ เพื่อให้เด็กได้ใช้แรงขาได้อย่างเหมาะสม สามารถปรับให้ยากเป็นกระโดดขาเดียว หรือกระโดดไปตบมือไป โดยเพิ่มจำนวนตบมือไปเรื่อยๆ 
กระโดดเองก็เหนื่อยแล้ว 

ตามด้วย ด่าน Mission Impossible (อันนี้ตั้งเอง) เป็นการคิดวางแผนการเคลื่อนไหวร่างกายให้ไม่โดนเส้นเชื่อกที่พันกันเป็นใยแมงมุม 



ต่อด้วย ปีนข้าม Big ball ช่วยในเรื่องการปรับการทรงตัว และวางแผนการข้าม ถ้าช้าไปก็จะข้ามยาก  
จากนั้นไป ไม้คานทรงตัว เวลาเล่นแบบง่าย คือเดินต่อเท้าไปเรื่อยๆ  ถ้าให้ยากขึ้น ก็เดินไขว้ขาข้ามคานไป  ยากขึ้นไปอีกก็กระโดดข้ามคานสลับไปมา กระโดดขาคู่ ขาเดียวได้ทั้งนั้น 

และไปต่อที่ โบวลิ่งคน สมมติตัวเองเป็นลูกโบวลิ่งกลิ้งเองผ่านพื้นสัมผัสต่างๆ จากพรม เพิ่มการรับรู้ด้านการสัมผัส และต้องใช้เกือบทั้งหมดในการวางแผนการกลิ้ง การรักษาสมดุลย์ให้กลิ้งไปหลุดจากแนว เพื่อไปชนพินได้




เกมชักกะเย่อเลี้ยงตัวบนลูกบอล อันนี้ไม่ได้ถ่ายรูปมา ชักกะเย่อนี้สนุกดี สองฝ่ายจะได้นั่งบนลูกบอลรูปถั่วยักษ์แล้วก็ชักกะเย่อกันไป อันนี้มือไม่ว่างแล้วเลยไม่ได้ถ่ายรูปมา 

ก่อนย้ายฐาน ได้รวมทั้งกลุ่มเล่นพาราชูท  เกมนี้เล่นได้หลายคน วิธีเล่นเยอะ เปลี่ยนแปลงได้ เช่น เลี้ยงลูกบอลให้อยู่ในวง  เล่นเรียกชื่อ/สีเปลี่ยนตำแหน่ง พอเรียกปุ๊บ คนที่ถูกเรียกต้องวิ่งมุดด้านล่างเปลี่ยนตำแหน่ง เป็นต้น 




ฐานที่ 2 กิจกรรมพัฒนาการสัมผัส (Tactile Play) เปลี่ยนความกลัวให้เป็นกล้า ด้วยกิจกรรมสนุกๆ เริ่มจากแล่นรถในครีมโกนหนวด การหาสมบัติในบ่อถั่ว และข้าวสารบวกมักกะโรนี  และมีดินสังเคราะห์เหนียวๆ (จำชื่อไม่ได้) มีระดับความเหนียวจากน้อยไปมาก สำหรับเสริมสร้างกล้ามเนื้อมัดเล็ก และการสัมผัส  ปิดท้ายด้วยกิจกรรมเขียนหลังใบ้คำ  


ถังข้าวสารกับถังถั่ว หาลูกแก้วและของเล่น




แล่นรถบนโฟม


ก่อนเปลี่ยนฐาน คุณครูจะให้พ่อๆแม่ๆช่วยกันคิดว่า จะสามารถดัดแปลงของใช้ในบ้านอะไรมาทำเป็นเกม เพื่อพัฒนา Tactile  ที่คิดกันได้ก็มี เยลลี่ แป้งผสมน้ำ น้ำแข็ง 

ฐานสุดท้าย มี Scooter board games, Heavy work activities and Animal walks 
อันนี้ โหดสุด เราเล่นเองยังเหนื่อยเลย เป็นการประสานหลายๆ sensory เข้าด้วยกัน ต้องมีการวางแผนการเคลื่อนไหวที่ดี รวมทั้งเป็นกิจกรรมเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ซึ่งเป็นพื้นฐานของการเคลื่อนไหวและการใช้ชีวิตประจำวัน 

เกม Scooter board  ต้องใช้แรงขาในการถีบตัว เพื่อไปหยิบรูปภาพที่หนีบไว้ให้ได้ตามรูปที่บอก อันนี้ประสานประสาทรับรู้หลายส่วนมาก ต้องมีการวางแผนที่ดีและร่างกายที่แข็งแรง เราเล่นเองถีบตัวแถบจะไม่ถึงเส้น แถมดึงรูปไม่หลุดจากราวอีก 





เกมจับคู่พิสดาร  ผู้เล่นต้องวางเท้าไว้บนพื้นยก ถ้าที่บ้านอาจจะใช้โซฟาหรือเก้าอี้เตี้ยๆได้ แล้วจับคู่รูปภาพที่เหมือนกัน โดยต้องเคลื่อนย้ายตัวไปหยิบแต่ละชิ้นไปวางไว้บนรูปคู่กัน เหนื่อยมากเกร็งท้อง ทำเองจับคู่ได้แค่ สามคู่ ก็ไม่หมดแรงไม่ไหวแล้ว นี่ฉันบกพร่อง SI เหมือนกันหรือนี่ 


















จากนั้นมาลองทำ Animal walks มีท่าปู กับท่าแมงมุมจะคล้ายกับท่าปูแต่ก้นลงมาหน่อย เกร็งท้องมากค่ะ รู้เลยว่า มามี้ไม่ฟิตจริงๆ 


ท่าแมวน้ำ อันนี้ยากสุด ทำได้แค่คืบเดียวก็หมอบแล้ว


พอได้ลองแต่ละกิจกรรมแล้ว สำหรับเราซึ่งไม่ได้บกพร่องในเรื่องของ SI ยังรู้สึกว่าบางกิจกรรมก็ไม่ง่ายที่จะทำ แต่ว่าสนุกมาก ในมุมของการพัฒนาเด็ก เด็กจะสนุกมากและได้เสริมสร้าง sensory experienceได้อย่างเพลิดเพลินโดยไม่รู้ตัว แถมได้รู้ถึงความสำคัญในเรื่องความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและร่างกายของเด็ก 

ลองคิดย้อนกลับไป ถึงลูกๆของเรา หากเขามีความบกพร่องหรือยากลำบากใน SI เรื่องใดเรื่องหนึ่ง การเล่นทำกิจกรรม หรือดำเนินกิจวัตรประจำวันต่างๆของเขาคงผ่านไปได้อย่างยากเย็นมาก ไม่ต่างกับการเล่นเกมด้านบน  แถมถ้าพ่อแม่ไม่เข้าใจ และบังคับหรือให้ลูกทำสิ่งที่เขายังไม่สามารถรับมือหรือจัดการกับสิ่งต่างๆได้อย่างเหมาะสมแล้ว ลูกคงทุกข์ใจและเกิดความกลัวสิ่งนั้นไปนาน ยกตัวอย่างง่าย เช่น ประสบการณ์ไม่ดีเกี่ยวกับการว่ายน้ำ เด็กบางคนไวต่อการสัมผัสน้ำที่หน้ามาก เจอน้ำสาดเข้าหน้าก็ตกใจกลัว เมื่อลงสระเจอเด็กข้างๆตีน้ำใส่ เกิดความกลัว ไม่กล้าเล่นน้ำหรือลงสระไปโดยอัตโนมัติ 

อาจารย์อธิบายว่า หากสงสัยว่าลูกมีความบกพร่องในด้านใดด้านหนึ่ง สามารถนำลูกไปประเมินได้ค่ะ ทางห้อง OT จะมีวิธีการวินิจฉัยเป็นเช็คลิสในเบื้องต้น และเมื่อรู้แน่นอนว่าลูกบกพร่องหรือขาด SI ในด้านใด ทีมงานจะออกแบบกิจกรรมหรือให้คำแนะนำในการเสริมสร้างและพัฒนา SI นั้นๆ โดยพื้นฐานในการทำกิจกรรมจะเน้นความสนุก ไม่บังคับหรือกดดัน เนื่องจากจะส่งผลเสียต่อเด็ก  จะเน้นให้เพิ่มความเข้มข้นของกิจกรรมที่ละน้อย แต่สม่ำเสมอ เพื่อให้เด็กยอมรับและสมัครใจในการทำค่ะ   ทั้งนี้ คุณพ่อคุณแม่เองก็สามารถชวนลูกทำกิจกรรมง่ายได้ เราสามารถดัดแปลงวิธีการเล่นหรือกิจกรรมนั้นๆ เพิ่มหรือลดความยากง่ายให้เหมาะกับลูกของเราค่ะ หรือลอง search หา Occupational Therapy เพื่อหากิจกรรมเพิ่มเติมได้ค่ะ 

เมื่อมาอบรม ทำให้เข้าใจแนวการวางการเรียนการสอนของโรงเรียนรุ่งอรุณมากขึ้น เริ่มเชื่อมโยงกับสิ่งที่ครูเคยชี้ให้เราเห็นถึงลูก และมักให้เราสังเกตและประเมินการเดิน วิ่ง เล่น ใช้มือของลูก การใช้ร่างกาย และให้พ่อแม่ ทุกครั้งที่มาวันหยดน้ำ วันก่อนปิดภาคเรียนของเด็กๆ ซึ่งต่างจากโรงเรียนอนุบาลที่อื่นๆที่เน้นวัดผลคะแนนจากการเรียนหรือการสอบเป็นหลัก เรื่องร่างกายเป็นรอง  
การเรียนการสอนที่โรงเรียนออกแบบมา ทั้งสนามเด็กเล่น ต้นอรพินที่ให้เด็กปีนปาย สนามทราย และการใช้เครื่องครัวหรืออุปกรณ์จริงๆ เช่น หม้อ กระทะ  เพื่อให้เด็กได้รู้น้ำหนักที่แท้จริงของสิ่งของและสามารถเรียนรู้และจัดการกล้ามเนื้อ กะแรงในการใช้ได้จริงๆ แทนที่จะเล่นของเล่นพลาสติก  นอกจากนี้ กิจกรรมการเรียนรู้ อยู่เป็น ของเด็กอนุบาล เน้นเพิ่มทักษะร่างกายผ่านการดำเนินชีวิตในกิจวัตรประจำวันอย่างง่ายๆ นอกจากจะสร้างเสริมประสบการณ์ ความรับผิดชอบแล้ว ที่สำคัญเพื่อเปิดโอกาสให้ลูกได้ใช้ร่างกายอย่างเหมาะสม ซึ่งเด็กๆขาดมากเมื่ออยู่ในบ้านที่มีคนรับใช้ หรือคนคอยช่วยเหลือในทุกเรื่องในบ้าน

ได้ความรู้มากมาย ถึงเวลาเราต้องกลับไปสังเกตลูกให้มากขึ้น เปิดโอกาสให้ลูกได้สัมผัส Sensory experience เพิ่มขึ้น กิจกรรมมากมายผุดขึ้นมาในหัวเต็มไปหมด อยากพาลูกเล่นแล้ว 


  




วันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2557

Mamy's lab: follow up เรือน้ำแข็งสี episode 2

มาลองกันต่อกับการทำเรือน้ำแข็ง
คราวนี้สีเยอะขึ้น รูปร่างมีแปลก แตกต่างกว่าเดิม 
ฮั่นสนใจทำใบเรือ และกระดงเรือ พอติดเสร็จก็ไปเล่นกันในห้องน้ำ เพราะคราวก่อนเลอะเทอะบ้านมาก

ฮั่นเตรียมทำธงมาสองสามอัน ตั้งใจติดเพราะครั้งก่อนธงไม่แขึงแรง แป๊บเดียวก็หลุดและตกน้ำ




ติดเสร็จพร้อมเอาไปลอย

ภาพก่อนติดธง ครั้งนี้ทำเรือให้เตี้ยๆฐานกว้าง เพื่อให้ลอยได้

เรือสีแดง

ลงมือลอย ไม่ต้องพูดอะไรมาก เล่นกันมันส์

เรือสีขาวท้องแบนกว่ากว้างกว่าเลยไม่ล้มเหมือนสีแดง เรือละลาย น้ำในกะลามังก็เปลี่ยนสีตาม


เรือสีเขียวกะสีดำลงน้ำ ฮั่นทำคลื่น

ธันเริ่มสนใจการตักน้ำมากกว่าเล่นเรือ

เรือละลายเกือบหมด เหลือเรือสีดำ ฮั่นเอามาใส่กล่องให้ลอยต่อ

เล่นเสร็จช่วยกันล้างถ้วยและกะลามัง ธันๆก็โดนจับอาบน้ำต่อเพราะเปียกไปทั้งตัว เด็กถูกใจได้เล่นแก้ร้อน แม่มันเหนื่อยน้อยหน่อยเพราะเก็บล้างง่ายอยู่ใยห้องน้ำ 

ข้อสังเกตจากการfollow up การทำศิลปะ
-ธันไม่เอาสีน้ำแข็งเข้าปาก โดยไม่ต้องบอก
-ธันรู้ว่าจะเอาสีออกมาจากถ้วยยังไง และนำเอาสีนำ้แข็งกลับเข้าถ้วยเมื่อยังไม่ได้ใช้
-ธันสนใจการเคลื่อนไหวของเรือ ในตอนที่ฮั่นทำคลื่น แสะอยากทำตามบ้าง
- ธันสนใจการตักน้ำและเทน้ำเข้าออกในถ้วย
-ฮั่นเล่นพลิกแพลงกับเรือในกะลามัง 
-ยังชวนฮั่นสังเกตเรือรูปร่างต่างกันว่าอันไหนน่าจะลอยได้นาน ไม่สำเร็จ  คุณชายเล่นมั่วเอามันส์จนน้ำแข็งละลายก่อนสอน  







วันที่เหนื่อยล้า

14-Oct-2014
อดหลับ อดนอน หลายค่ำคืน
ลูกร้อง แม่ แม่ ให้ตื่นทั้งคืน
ร่างกาย ปั่นป่วน ปรับเลือดลม
แขนขา หมดแรง หยิบจับ
สมองมึน เหมือน อยู่ในความฝัน


เมื่อเจ้าวายร้ายที่รักตัวน้อยผล็อยหลับ
แม่ขอพักกาย พักสายตาข้างๆ
ได้ปิดการรับรู้ ได้หยุดกังวล หรือย้ำคิด
ปล่อยให้ร่างกายเยียวยาตัวเอง

ตื่นมาเห็นเจ้าตัวน้อยยังหลับไหล
มองซ้ายมองขวา น่าหมั่นไส้
แอบหอมแก้มให้ชื่นใจ
พลังแม่กลับมาทันที

วันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2557

รีวิวหนังสือพ่อแม่ ทำอย่างไร พี่น้องไม่ทะเลาะกัน Siblings Without Rivalry

ทำอย่างไร พี่น้องไม่ทะเลาะกัน  Siblings Without Rivalry  
How to help your children live together
So you can live too

credit: chulabook


ข้อมูลหนังสือ
ผู้เขียน:  อเดล เฟเบอร์  เอเลน มาซลิซ
แปลโดย:  ศรีสุชา พิศาลบุตร แมคเคบบ์
ชนิดกระดาษ : กระดาษถนอมสายตา 
สำนักพิมพ์ : บี มีเดีย, สนพ.
เดือนปีที่พิมพ์ : 6/2009
จำนวนหน้า: 251

คำชวนอ่าน (ปกหน้า)

วิธีสร้างความปรองดองและลดความขัดแย้ง ระหว่างพี่น้องในครอบครัว เพื่อให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข รักกัน ช่วยเหลือดูแล และพึ่งพากันได้


ความเห็นส่วนตัว


เหมือนดังที่ปกหลังมีเกริ่นไว้ว่า สิ่งสุดยอดปรารถนาของพ่อแม่นั้นก็คือ ลูกๆรักกัน  

"คงไม่มีเรื่องใดสำหรับพ่อแม่ที่จะเป็นทุกข์หรือเศร้าใจมากไปกว่าการที่เห็นลูกๆ ของตนทะเลาะกัน
 สิ่งที่เป็นความคาดหวังสูงสุดของพ่อแม่ คือได้เห็นลูกๆอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข และช่วยเหลือพึ่งพากันได้ในอนาคต"


จับหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่านหลังจากธันธันเริ่มโต เริ่มมิใช่น้องน้อยน่ารักของฮั่นเหมือนตอนเป็นเบบี้ ที่บ้านเริ่มต้องค่อยห้ามฮั่นไม่ให้ทำน้องแรงๆหลังจากธันธันไปทลายของเล่นพี่บ้าง หรือต้องคอยแยกลิงทั้งสองออกเมื่อเริ่มแย่งของกัน ไม่เว้นแม้กระทั่งแย่งแม่กัน  ฮั่นเริ่มมีอารมณ์ปรวนแปรง่าย โดยเฉพาะต้นเหตุที่มาจากน้อง เลยคิดว่าคงถึงเวลาที่ต้องใช้ตัวช่วยเพื่อลดความปวดหัวเรื่องพี่น้องทะเลาะกัน อย่างน้อยก็เตรียมการแต่เนิ่นๆ ดีกว่ามาแก้ที่หลัง  

แต่ชีวิตจริงๆ เราเจอปัญหาลูกทะเลาะกันไม่เว้นวัน ลูกที่เคยน่ารัก กลับทำตัวร้ายกาจอย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น หนังสือเล่มนี้ ช่วยคลายข้อสงสัยให้กับพ่อแม่ได้อย่างเข้าใจง่ายและจับต้องได้

ลองอ่านเหตุการณ์จำลองและคิดตามนะคะว่า ตัวเราจะมีปฏิกิริยาหรือความรู้สึกต่อคำพูดของสามี/ภรรยาอย่างไร

  "สามีพาภรรยาคนใหม่ซึ่งเด็กกว่า ตัวเล็กกว่า น่ารักกว่า มาที่บ้าน จากนั้น ภรรยาใหม่อยากได้เสื้อผ้า สามีเข้าไปหยิบเสื้อคุณมาให้ บอกว่าเล็กแล้วคุณใส่ไม่ได้" 

เออ ลองคิดไป ทำไป เรานี้อยากจิกหัวตบภรรยาคนใหม่มาก

นี้เป็นแบบฝึกหัด "ต้นเหตุของความร้ายกาจของเด็ก" หนึ่งในกิจกรรมที่เราจะได้ลองทำ ซึ่งผู้เขียนได้ยกมาให้ทดลองทำกันเพื่อให้เข้าใจว่า สิ่งที่ผู้เข้าร่วมตอบออกมาก็ไม่ต่างอะไรกับความคิดของลูกที่เป็นพี่เลย  เวรกรรม เราเริ่มเข้าใจแหล่ะว่า ฮั่นรู้สึกยังไง หึหึ


อเดล กับเอเลน เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารระหว่างผู้ใหญ่กับเด็ก ทั้งสองได้ร่วมกันเขียนหนังสือ จัดกลุ่มสัมมนาเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ของเด็กและครอบครัว มีชื่อเสียงโด่งดังมาก  สำหรับหนังสือเล่มนี้ถือเป็นหนังสือหนึ่งในหลายเล่มของทั้งคู่ ที่มียอดขายมากกว่า 3 ล้านเล่มและแปลเป็นภาษาอื่นๆ กว่า 20 ภาษา ให้มันรู้กันไปเลยว่า พี่น้องทะเลาะกันเป็นปัญหาสุดแสนคลาสสิคที่เกิดขึ้นทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะฝรั่ง หรือคนไทย หรือชาติไหนๆในโลกหล้าจริงๆ

ผู้เขียนได้รวบรวมเรื่องราวจากประสบการณ์ตรงในการเลี้ยงลูกของตนเอง ประสมประสานความรู้ที่ได้รับจากนักจิตวิทยาชื่อดัง  มีการศึกษา ทำแบบสำรวจจากเด็กและครอบครัวเพิ่มเติม รวบรวมปัญหาจากที่ไปจัดบรรยาย และการจัดทำ workshop กับพ่อแม่ในหัวข้อดังกล่าว  ซึ่งพบได้อย่างชัดเจนว่าปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องในบ้านเป็นปัญหาอันดับต้นๆที่พ่อแม่ทุกคนสนใจ กลั่นกรองออกมาเป็นหนังสือเล่มนี้ ซึ่งเสนอเนื้อหาในแต่ละหัวข้อโดยสอดแทรกบทสนทนาในวงกิจกรรม ความคิดเห็นของพ่อแม่ที่เข้าร่วม ภาพประกอบเหตุการณ์จำลองเหตุการณ์การเข้าคลี่คลายพี่น้องทะเลาะของพ่อแม่ เปรียบเทียบระหว่างสิ่งที่ควรทำกับสิ่งที่ไม่ควรทำ และผลสรุปของหัวข้อนั้นๆ  ชอบตรงท้ายบทที่มี บทสรุปเตือนความจำ ที่กลั่นกรองสาระสำคัญ ข้อคิด และแนวทางในการปฏิบัติตัวของพ่อแม่ที่ควรเป็น 

สิ่งหนึ่งที่อ่านแล้วรู้สึกประหลาดที่สุดคือ พ่อแม่มีอืทธืพลอย่างมากที่ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างลูกๆ หรือทำให้เหตุการณ์อยู่ในสภาพที่แย่ขึ้นไปอีก  ในทางกลับกัน ก็พ่อแม่นี้แหละที่เป็นผู้ที่มีสามารถเปลี่ยนแปลงความขัดแย้งของลูกให้ดีขึ้นได้ดีที่สุด มิใช่ใครอื่น

จากบทสนทนาในวง workshop พบว่า ผู้เข้าร่วมซึ่งก็คือพ่อๆแม่ๆในปัจจุบัน ส่วนใหญ่มีประสบการณ์ที่ไม่ดีในเรื่องความสัมพันธ์กับพี่น้อง รวมไปถึงความสัมพันธ์กับพ่อแม่ของตัวเองซึ่งสืบเนื่องมาจากพี่น้อง เช่น คิดว่าพ่อรักน้องมากกว่า โดนแม่เปรียบเทียบกับพี่ ฯลฯ หลายเรื่องรายด้านลบยังคงฝังในใจและส่งผลกระทบต่อภายในครอบครัว บางเรื่องเมื่อย้อนกลับไปคิด ก็กลายเป็นเรื่องตลกซึ่งทั้งพี่น้องก็ผ่านมันไปได้ และรักกันดีจนปัจจุบันนี้ ผู้เขียนมีความเชี่ยวชาญมากในการนำผู้เข้าร่วมเข้าสู่กิจกรรม ซึ่งนำไปสู่ความเข้าใจต่อพฤติกรรมระหว่างพี่น้อง ซึ่งเป็นอะไรที่ทุกคนเคยผ่านมาแล้ว  

ที่สำคัญ ผู้เขียนได้ให้เทคนิคที่ดีในการแก้ปัญหาการทะเลาะ การเปรียบเทียบระหว่างพี่น้อง รวมทั้งคำแนะนำในการวางตัวของพ่อแม่ในแต่ละเหตุการณ์หรือเรื่องราว ชอบหลายเทคนิคเลย ตัวอย่างเช่น ทำยังไง พูดยังไงไม่ให้ลูกรู้สึกว่าพ่อแม่รักไม่เท่ากัน การไม่กำหนดบทบาทของลูก (เช่น ต่อว่าพี่ว่าใจร้ายที่ไม่ให้ของน้อง) อยากให้ลองอ่านดู น่าสนใจทุกเรื่องค่ะ แต่อยู่ที่ตัวเราว่าจะสามารถมีสติหยิบเอามาใช้ได้ทันเวลาหรือไม่ 

ดังข้อสรุปที่เขียนไว้ปกหลัง

  "....สิ่งที่เป็นความคาดหวังสูงสุดของพ่อแม่ คือได้เห็นลูกๆอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข และช่วยเหลือพึ่งพากันได้ในอนาคต
       แต่ช่างเป็นปัญหาที่ยากและยิ่งใหญ่จริงๆ ...นอกจากให้การเลี้ยงดูที่ดีแล้ว ยังต้องแสดงให้ลูกมั่นใจว่ามีความปลอดภัยและรู้สึกอบอุ่น เป็นคนพิเศษ และเป็นที่รักของพ่อแม่อยู่เสมอ
       ที่สำคัญ พ่อแม่ต้องแสดงให้ลูกๆ ทุกคนเก๊นถึงข้อดีของการแบ่งปันให้กัน และช่วยเหลือดูแลกันและกัน อีกทั้งยังต้องหาทางทำให้พี่น้องรับรู้และเข้าใจว่า สักวันหนึ่ง พวกเขาสามารถช่วยเหลือดูแล และพึ่งพากันได้"


ระดับความน่าครอบครอง
เรื่องทะเลาะกันของพี่น้อง เป็นละเอียดอ่อนจริงๆค่ะ ละเลยไม่ได้ เด็กอาจโกรธแล้วลืม แต่ไม่สามารถคลี่คลายได้ด้วยตนเอง นานๆเข้าจะสะสมเป็นปม แนะนำให้อ่านเล่มนี้ค่ะ เพื่อที่เราจะช่วยเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสให้เด็กๆได้ลองแก้ปัญหาร่วมกัน ลดความรู้สึกที่พ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน

วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2557

Mamy's lab : Follow up All Art activities


ทำกิจกรรมเดิม ซ้ำในสัปดาห์ถัดมา

Ice cube painting
ธันจำวิธีการเล่นได้ เราลดจำนวนสีลงเหลือ 1 สีเท่านั้นสำหรับเด็กเล็ก เพื่อให้ลูกได้โฟกัสกับสีและการทำงาน แทนการเอาสีน้ำแข็งมาเล่นชนกัน
ธันดู สนใจการเอาสีเข้า-ออกจากถ้วย พอชวนเอาสีไถไปมาก็เริ่มทำ



เล่นในน้ำต่อ ทดลองวิทยาศาสตร์เบบี้

ปากเหลืองเพราะอดชิมไม่ได้



ข้อควรระวัง
-สีดูน่ากินมาก ต้องระวังลูกเอาเข้าปากนะคะ ถ้าเด็กเล็กอาจจะใช้เป็นสีผสมอาหารแทนจะดีกว่า
-เตรียมสถานที่ให้พร้อม ควรมีผ้าเช็ดมือ เช็ดโต๊ะ เพราะเลอะเทอะทั้งตัวและบ้านอย่างแน่นอน















วันอังคารที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2557

Super Hero theme: Iron Man

22-23 Aug 2014
ช่วงสุดสัปดาห์ ฮั่นชวนดูแต่หนัง Super Hero ตลอด เคยถามฮั่นว่า อยากเป็นตัวอะไร ฮั่นบอก Iron Man

แม่มันก็จัดให้ Search หารูป ไอเดีย และมากมาย วาดรูปให้ฮั่นดู ชวนฮั่นคิดว่าจะทำอะไรดี ฮั่นมาค่อยคอมเมนท์ตอนทำตัวอย่าง แล้วมีการเอา Iron Man Lego Minifigure มาให้ดูเป็นแบบด้วย

สรุปใช้อุปกรณ์ ดังนี้
ถุงพลาสติกสีแดง (ขอบคุณห้างสรรพสินค้าชั้นนำเจ้านี้ที่ทำถุงสีแดง)
กระดาษสีน้ำตาลจากซองจดหมายของป๊า
ปากกา
ถ้วยโยเกิร์ต
กระดาษสีฟ้า
กาว

เมื่อหาอุปกรณ์พร้อม (แต่ชีวิตจริงทำไป หาไป) เริ่มจากวาดแบบทำหน้ากาก เสร็จแล้วก็ติดสีแดงที่ตัดจากถุง ตอนแรกจะเจาะตา แต่ฮั่นบอกว่าจะให้ตาเป็นสีฟ้า เพราะในเรื่องมันเรืองแสงสีฟ้า แล้วฮั่นก็ตัดกระดาษมาให้ติด เลยต้องติดตามใจผู้ใส่ ใช้กระดาษแข็งหน่อยทำเป็นที่คาดหัวแบบง่ายๆ 

ส่วนตัวเสื้อ นำถุงมากลับเอาด้านใน ก็จะเป็นเสื้อสีแดงล้วน ตัดหูถุงไว้ทำอุปกรณ์ติดที่มือ จากนั้น วัดหัวและแขน ตัดถุงทำเป็นคอ กับช่องให้แขนออกมา 


เอาแบบที่ร่างใส่กระดาษมาทาบกะตำแหน่งที่จะติด แล้วก็ตัดตามแบบ ติดด้วยกาว เช่นกัน ฮั่นสั่งให้ตรงกลางที่เป็นวงกลมต้องทำจากกระดาษสีฟ้า เพราะมันเรืองแสงสีฟ้า จัดไปตามใจลูก


ส่วนสุดท้าย ทำไอพ่นที่มือ ใช้ถ้วยโยเกิร์ตสีน้ำเงิน ตัดแต่ตรงก้นถ้วยเอามาเย็บด้วยลูกแม็ค ติดกับหูถุงพลาสติก ยาวพอดีสามารถผูกมือฮั่นได้


เสร็จสมบูรณ์


พร้อมสู้

ฮั่นแฮปปี้มากกับชุดนี้ บอกจะเก็บไว้ใส่วัน Halloween แต่มามี้ต้องทำกางเกงด้วยนะ งานเข้าแล้วตรู

สำหรับแบบหน้ากากกับเสื้อ เอาไฟล์ไปได้ค่ะ





วันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2557

Mamy's Lab: Monkey corner style coloring - Day 5 เรือน้ำแข็ง

Lab test date: 21 Aug 2014
Topic: Iced boat

วันแรกทิ้งท้ายไว้กับถ้วยอีกใบที่แช่ทิ้งไว้ วันนี้มาเฉลยกัน

วางแผน
ชักชวนฮั่นเล่นวันนี้ ไม่ค่อยยากเท่าไร เพราะ build มาหลายวัน ฮั่นสนใจดี พอได้จังหวะก็จัดแจงไปเล่นกัน



ลงมือ
ชวนฮั่นคิดว่า เรือของฮั่นจะเป็นยังไง แล้วฮั่นก็ลงมือวาดรูป ระบายสี ฮั่นวาดไป พูดไป  

พอเสร็จสอบถามเพื่อนำเข้ากิจกรรมเล็กน้อย ว่าถ้าเรือมีใบจะเป็นยังไง ให้ฮั่นช่วยทำใบเรือเพื่อมาใช้กับเรือน้ำแข็ง จริงๆ ระหว่างที่ฮั่นวาดรูป เราได้ตัดกระดาษใบเรือไว้แล้ว กะว่าให้ฮั่นแค่วาดรูป ระบายสีบนใบก็พอ  แต่ถึงเวลาจริง ฮั่นก็ไม่เอาใบเรือของแม่ เฮียแกก็ไปนั่งตัดกระดาษมาเอง  พอถามว่าจะระบายสีบนใบเรือของตัวเองหน่อยมั้ย ฮั่นบอกไม่เอา ขอให้แม่ช่วยแค่จับใบเรือติดกับเรือให้หน่อย 


พอติดเสร็จก็เอาเรือลงน้ำ ปรากฎว่าเรือเอียงแล้วก็จมทันที ฮั่นจับเรือตั้งใหม่อีกสองสามครั้ง ใบเรือเริ่มเปื่อย ฮั่นเลยไปตัดใบเรือมาใหม่ ระหว่างนั่น เรือค่อยๆละลาย เราเลยหาถ้วยพลาสติกมาใส่ให้ พอมาติดเรือก็ยังเอียงและจมอยู่ พอเรือละลายใกล้หมด เด็กๆเลยเล่นน้ำกันแทน


ใบเรือใหม่ ไม่ช่วยอะไร


ธันธันเล่นเนียนเลย ระหว่างเฮียไปตัดใบเรือมาใหม่


เมื่อเล่นเรือเสร็จ เคลีย์พื้นที่เสร็จ  เราชวนเด็กๆระบายสีน้ำต่อ วันนี้ให้ธันธันเล่นแค่สีเดียว ส่วนฮั่นระบายสีอิสระ ฮั่นเลือกสีที่จะลงสี่สี ขอเป็นสีขาวอันแรกเลย ถามว่าจะระบายเป็นอะไร ฮั่นบอก ขอทำเป็นเรืออันใหม่ เรือสีขาว เราก็โอเค  ชวนลูกคิดต่อว่า จะทำเรือรูปแบบไหนนะจะได้ไม่จมเหมือนวันนี้ ฮั่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ยังไม่มีคำตอบ  เราจึงเสนอทางเลือกให้ ว่าเอาแบบเดิม หรือชามพลาสติกใสที่ใช้เมื่อกี้ดีนะ  ฮั่นบอก ขออันหลังละกัน  อิอิ เข้าทาง  

จากนั้นก็วาดรูปอิสระกัน ธันธันก็มันส์ของเบบี้ วาดยังไม่เสร็จ สีก็หก เลอะ ตามปกติ



ส่วนฮั่น วาดรูปบ้าน เหมือนเดิม อย่างรวดเร็ว  เมื่อเสร็จ ชวนเอาสีที่เหลือมาแช่แข็ง ทำเรือไว้เล่นต่อคราวหน้า 

เก็บงาน
ผลการทดลองเป็นที่น่าพอใจ เพราะตั้งใจให้เรือจม จะได้ให้ลูกคิดอยากหาวิธีทำให้ลอย และอยากให้เค้าสนใจอยากจะเล่นต่อ ซึ่งดูจากที่ฮั่นขอทำเรือเพิ่ม แสดงว่าสนใจอยากเล่นต่อ ฮั่นมี request ว่าต้องใส่กระดงเรือให้กับทุกอันด้วย (ครั้งแรกทำอันเดียว ครั้งนี้ทำไป 5 สี) คงได้สอนต่อคราวหน้าว่า ทำไมหรือเรือแบบไหนถึงจมหรือลอยได้