แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ tips แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ tips แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2557

จัดการ รับมือ รับฝีปากพร้อมต่อรองกับลูกช่างต่อรอง


10 March 2014

มีคำพูดที่ว่า “ลูกก็เหมือนกระจกส่องดูตัวเรา เราเป็นยังไงลูกก็เป็นยังงั้น”
ฮั่นเป็นเด็กค่อนข้างเชื่อฟังพ่อแม่ ไม่ค่อยดื้อเท่าไร แต่ซนเนี้ยก็ปกติลูกลิง ถึงจะพูดช้า (กว่าจะเริ่มพูดก็สองขวบกว่า) หรือคิดนานกว่าจะพูดออกมา (ประมวลอย่างรอบคอบ) แต่ก็ไม่ได้ทำให้ทักษะในการคิดค้นคำพูดที่แสนจะทำให้พ่อแม่ตกใจหรือแปลกใจด้อยไปกว่าเด็กคนอื่นๆ ยิ่งทักษะการต่อรองเนี่ยบ้างที่แม่ก็อึ้งไปต่อไม่เป็นเหมือนกัน

ที่นี้ ฮั่นเริ่มต่อรองเก่งเพราะอะไรนะ ตั้งแต่เมื่อไร  มันเริ่มเหมือนไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกันแล้ว นั่นสิ  กลับมาทบทวนคำพูดที่ฮั่นใช้และสไตล์การยกเงื่อนไขและต่อรองแล้ว นั้นมันมาจากตรูทั้งนั้น (พ่อมันก็มีบ้าง แต่น่าจะเลือดแม่)  ลองมาดูหตุการณ์ในทุกวัน มันต้องมีการต่อรองกันทุกจังหวะชีวิตแบบไม่ได้ตั้งใจเลยจริงๆ

ตอนกินข้าว
มามี้: กินข้าวเร็วๆ  กินอีกสามคำก็ได้
ฮั่น: ไม่ ฮั่นจะกินอีกสองคำ
มามี้: งั้นกินกี่คำก็ได้ กินหมูให้หมดละกัน (กี่คำก็ได้ให้มีโปรตีนหน่อย)
ฮั่น: ถ้ากินเสร็จแล้ว น้องฮั่นขอกินเจเล่ต่อนะ
มามี้: ต้องกินข้าวให้หมดก่อน แล้วค่อยกินเจเล่ อ้าวจะไปไหน กลับมากินข้าวต่อก่อน (ฮั่นวิ่งหนีไปแล้ว)

ตอนกลับบ้าน
ฮั่น: มามี้ วันนี้ น้องฮั่นซื้อรถ (บรรยายลักษณะ บลา บลา) มา ขอโทษด้วยนะ
มามี้: ซื้อมาอีกแล้ว (บ่น บลา บลา)
ฮั่น: โอ๊ย รู้แล้ว มามี้หยุดพูด น้องฮั่นตกลงกับปะป๊าแล้วว่าจะรดน้ำต้นไม้ให้มามี้ 5 วัน โอเคมั้ย
มามี้: โอเค
ตอนก่อนอาบน้ำ
ฮั่น: หลังจากมามี้กินข้าวเสร็จแล้ว มามี้ต้องมาเล่นสร้างบ้านกับฮั่น นะ นะ ขอร้อง
มามี้: ได้แต่ ขอเอาน้องนอน แล้วก็ไปอาบน้ำก่อนได้มั้ย
ฮั่น: ก็ให้อาม่าเอาน้องไปให้อาม่า แล้วมามี้ไปอาบน้ำ แล้วต้องมาเล่นกับฮั่น เข้าใจมั้ย

ตอนก่อนนอน
ฮั่น: มามี้ วันนี้มามี้ต้องอ่านหนังสือให้น้องฮั่นฟังทั้งหมด
มามี้: ได้สิ แต่วันนี้มามี้เหนื่อยมาก ขอ 3 เล่มได้มั้ย (ต่อเกินครึ่ง)
ฮั่น: 10 เล่มล่ะกัน
มามี้: ลดหน่อยสิ
ฮั่น: (คิดแป๊บหนึ่ง)  10 เล่ม
มามี้: 5 เล่มล่ะกัน วันนี้มี power เสียงได้เท่านี้จริงๆ
ฮั่น: (เริ่มสงสารแม่) 5 เล่มก็ได้
มามี้ ก้มหน้าก้มตาอ่านไป แล้วฮั่นก็แอบเอามาเพิ่มอีก

สังเกต ลักษณะประโยค ประเภท “ต้องทำ” อันนี้คือไม่ขอต่อรอง ต้องทำตามฉันเท่านั้น มีการใช้การเจรจาแบบ Zero sum game ตาม Game theory เลย แบบต้องมีคนที่ได้ และมีคนที่ต้องเสียผลประโยชน์  นอกจากด้วยพื้นฐานที่ฮั่นรู้ว่า สิ่งไหนแม่ให้ แม่ใจอ่อนก็จะต่อรองแนวนี้ ส่วนเรื่องไหนที่ฮั่นรู้ว่า เป็นกฎที่ตั้งมา หรือสิ่งที่แม่ไม่ชอบ ก็เลือกที่จะรองขอก่อน แล้วค่อยต่อรองกับแม่ หรือยื่นเงื่อนไขที่รู้ว่าแม่รับได้ เพื่อต่อรองให้ได้ตามที่ตัวเองต้องการ
เมื่อคิดให้ถ้วนถี่แล้ว ดูเหมือนฮั่นจะได้เข้าใจถึงกลยุทธตามคำสอนของซุนวู ที่ว่า “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง” จึงสามารถใช้คำพูดคำจา ทำให้แม่ใจอ่อนอย่างเราพลาดท่าเสียทีหลายหน  ไม่ได้ต้องเปิดตำรา “กลยุทธการเจรจา” ทันใด
ขอสรุปแบบประยุกต์จากทฤษฎี (เท่าที่เข้าใจ) บวกกับประสบการณ์จริงที่ต้องต่อรองกับลูกค้า(ตอนเป็นที่ปรึกษา) หรือต่อรองกับที่ปรึกษา (ตอนเป็นลูกค้า)  มาดูว่า เอามาใช้กับลูกได้ยังไงบ้าง




กระบวนการในการเจรจาต่อรอง

1. เตรียมตัวเตรียมใจ เตรียมพร้อมวางแผน เตรียมข้อเสนอที่น่าสนใจกว่าให้กับลูก อันนี้ ต้องคอยวางแผนด้วยว่า ช่วงนี้ ฮั่นกำลังอินกับ Angry bird เดี๋ยวต้องมาขอเล่นเกม หรือขอซื้อของอะไรที่มี Angry bird แน่ๆ เราต้องคาดการณ์และเตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ ไม่ใจอ่อน ไม่ยอมง่ายๆ

พ่อแม่ต้องตั้งใจฟังค่ะว่าลูกอยากได้ หรืออยากทำอะไร เรื่องไหนหรื ออะไรที่ลูกขอแล้วไม่ขัดกับกติกาหรือข้อตกลงภายในบ้าน เราก็ให้ลูกไปเถอะค่ะ ไม่ควรต่อรองซ้ำซ้อน ลูกจะรู้สึกว่าถูกบีบคันเกินไป ต่อรองเฉพาะบางเรื่องที่พ่อแม่คิดว่าจะมีผลกระทบต่อลูก และอื่นๆดีกว่าค่ะ เช่น ขอเล่นเกม หรือขอซื้อของเล่น/ขนมไม่มีประโยชน์ ขอไม่ทำกิจวัตรประจำวัน เป็นต้น ถ้าพิจารณาแล้วไม่โอเค ก็ต้องคุยต่อรองกันหน่อยค่ะ

ขั้นการเตรียมใจ สำคัญมากคือเรื่องของอารมณ์ทั้งพ่อแม่ และทั้งคุณลูก หากอารมณ์แรงกันทั้งคู่ ลูกก็ไม่ยอม จะเอาจะเอา พ่อก็ไม่ยอม ไม่ให้ไม่ให้  ถ้าอย่างนั้น อาจจะยังไม่ใช้เวลาที่ดีสำหรับการคุยกัน ลูกอาจจะควบคุมไม่ได้ แต่พ่อแม่ต้องสำรวจตัวเองก่อนว่าควบคุมอารมณ์ตนเองได้มั้ย ถ้าได้ แล้วสามารถคุยกับลูกที่อารมณ์โกรธ หรือไม่พอใจได้หรือไม่ ต้องลองตรวจสอบข้อนี้ก่อนนะคะ ถ้าคิดว่าไหว ก็ลุยเลย แต่ถ้าไม่ พ่อแม่ควรจะทำให้ลูกกลับมาอยู่ในอารมณ์ปกติก่อน เด็กเล็กๆก็คงต้องเบี่ยงเบนความสนใจหรือหลอกล่อไปก่อน ถ้าเด็กโต คุยรู้เรื่องก็ต้องบอกเค้าค่ะว่า หายโมโหแล้วมาคุยกันนะ

2.ดำเนินการเจรจาต่อรอง ลูกอ้าปากปุ๊บ เราต้องรับฟังอย่างตั้งใจ เจรจาต่อรองด้วยความรัก ไม่จับผิด ไม่ให้สินบน พยายามปรับให้เป็น Win-Win ได้กันทั้งแม่ทั้งลูก ถ้าไม่จบก็หยุดก่อน แล้วค่อยมาคุยกันต่อ มี tip เล็กๆน้อยๆให้ด้านล่าง

พ่อแม่ต้องพยายามสร้างบรรยากาศที่ดีในการคุยต่อรองนะคะ เพราะมีแน่นอนที่ว่าคุณลูกไม่พอใจในสิ่งที่เราให้ หรือไม่ได้ตามที่ขอ ส่วนตัวจะพยายามทำให้เป็นเรื่องตลกๆ ทำเว่อร์ๆ พยายามให้คำถามแทนคำตอบในบ้างเรื่องที่ลูกขอ  ถ้าคุยกันไปแล้ว เริ่มจะกลายเป็นทะเลาะกันก็หยุดก่อนค่ะ เหมือนช่วงแรกค่ะ

ส่วนใหญ่พ่อแม่จะได้เปรียบ ถ้าสามารถจับจุดได้ว่า ลูกต้องการอะไร อันไหนมากกว่าหรือน้อยกว่า พยายามให้ลูกเลือกโดยลดข้อเสนอลงนะคะ narrow down ความต้องการลูกซะ จะได้ควบคุมได้ง่ายหน่อย สิ่งไหนที่ฝ่าฝืนกฎของบ้าน อันนี้ไม่ควรให้ต่อรองเป็นอันขาดค่ะ เดี๋ยวกฎของบ้านไม่ศักดิ์สิทธิ์

สำหรับสิ่งไหนที่มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะให้ลูก อย่าเพิ่งปฏิเสธลูกหรือรับปากลูกว่าทำได้โดยทันทีค่ะ รับปากในสิ่งที่ทำไม่ได้ ทำให้คำพูดของคุณไม่มีความศักดิ์สิทธิ ลดเครดิตความน่าเชื่อถือของพ่อแม่นะคะ นอกจากต่อรองครั้งหน้ามีโอกาสแพ้แล้ว ในระยะยาว ลูกจะไม่มั่นใจในสิ่งที่คุณรับปากและลูกอาจจะทำตามในสิ่งที่พ่อแม่ทำ นั้นก็คือไม่ทำตามสัญญาค่ะ  ลองชวนลูกคุยดูว่าจะทำให้มันเป็นจริงได้อย่างไร หากดูแล้วยังไงก็เกิดขึ้นไม่ได้ ให้บอกความรู้สึกของตัวพ่อแม่ไปแทนค่ะ เช่น พ่อแม่ก็อยากจะให้เหมือนกัน และเสียใจเหมือนกันที่หามาให้ลูกไม่ได้

3. ต่อรองขั้นสุดท้าย  สรุปผลการต่อรอง และปิดการต่อรอง สำคัญมากคือ คุยกันสรุปเป็นยังไง ก็ต้อง Close with confirmation ย้ำข้อสรุปหรือข้อตกลงระหว่างกันให้ชัดเจน ในช่วงนี้ ย้ำไปเลย แบบที่เราคุยกันโอเคตามนั้นนะ มีที่ลูกต้องทำอะไร แม่ต้องทำอะไรบ้าง ก็ว่ากันไป หากคุยกันแล้วเข้าใจไม่ตรงกันก็จะได้เคลียร์กันไป

ก่อนสรุป อาจจะเปิดโอกาสให้ลูกได้ต่อรองขั้นสุดท้าย เป็นเวทีโน้มน้าวใจให้ลูกทำตามโดยไม่บังคับมาก เกินไป เราสามารถเอาไพ่ใบสุดท้ายมาเล่นในตอนนี้ ให้ข้อเสนอที่เกือบดีที่สุด  พอตกลงกันได้ก็สรุปผลการต่อรองซ้ำ ถ้าเด็กโตหน่อย อาจจะทำสัญญาหรือจดบันทึกอะไรที่เป็นลายลักษณ์อักษรก็ได้นะคะ กันทั้งพ่อแม่ทั้งลูกลืมไป

แล้วถ้าทำยังไง ลูกก็ยังไม่ยอมตกลง ก็ย้อนกับไปข้อที่สองค่ะ ใช้การให้ทางเลือก 2 ทางให้เค้าเลือกแทน หรือไม่ก็หยุดคุยชั่วคราวก่อน เด็กเล็กๆ เมื่อหยุดคุย เดี๋ยวก็ลืมไปค่ะว่าอยากได้อะไร แต่ถ้าเค้าจำได้ พ่อแม่ก็ต้องใส่ใจกับคำขอของเค้าและนำเรื่องนั้นกลับมาคุยกันใหม่อย่างดีๆนะคะ

ขั้นนี้ อาจจะคุยถึงว่า เราจะติดตามผลยังไง เมื่อไร ว่าได้ทำตามเงื่อนไขหรือข้อตกลงตามที่สัญญากันแล้ว เปิดโอกาสให้ลูกเสนอเองก็จะเป็นการดีค่ะ ให้เค้ารับผิดชอบในสิ่งที่เค้าสัญญา

4. การติดตามผล เมื่อตกลงกันเรียบร้อย อย่าลืมติดตามผลด้วย และให้คำชมกับสิ่งที่ลูกทำได้ตามสัญญา หรือชี้ให้เห็นผลกระทบหรือผลเสียหากลูกไม่ได้ทำตามที่สัญญาไว้ แถมทำให้เกิดความคลัง น่าเชื่อของการต่อรองและผลที่ได้จากการทำตามสัญญา

สำหรับฮั่น เรามีสมุดเล่มหนึ่งไว้จดเพื่อติดตามว่า เค้าจะทำงานอะไรแลกกับของที่จะซื้อ/สิ่งที่ขอจะทำ และจดว่าได้ทำไปแล้วกี่ครั้ง ครบตามที่ขอหรือยัง ช่วงหลังดม่ือฮ่ันอยากได้อะไร ฮั่นจะเสนอตัวขอทำงานแลกของเล่นก่อนเลย แทนที่จะต้องมาต่อรองกับแม่ เช่น ขอซื้อรถแข่งแล้วจะรดน้ำต้นไม้ให้ 10 วัน  มามุขเหนือเมฆขนาดนี้ แม่มันขำ ต่อรองไม่ถูก อยากจะลดจำนวนวันให้ด้วยซ้ำ และต้องยอมไปโดยบรรยาย


Tips ส่วนตัว
Assess your kid by your ears and your heart   “รู้เขา รู้เรา” ใส่ใจฟัง และใช้คำถาม เพื่อให้รู้ความต้องการของลูก สำคัญมากๆค่ะในข้อนี้ สิ่งที่ลูกบอกว่าอยากได้ อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เค้าต้องการที่สุดค่ะ เราต้องลองฟังลูกด้วยใจ และรับความรู้สึกว่าลูกลึกๆแล้วต้องการอะไรจริงๆ

Save the best for last หากสิ่งที่ลูกขอ ไม่ใช่เรื่องที่จำเป็นที่สุด ก็ไม่มีความจำเป็นต้องทำตามโดยทันที หากมีสิ่งทดแทนได้หรือสิ่งที่จำเป็นกว่า ควรเสนอสิ่งนั้นก่อน ด้วยเหตุและผล เก็บข้อเสนอที่ดีที่สุดไว้ท้ายสุด

Don’t offer something they don’t want อย่าเสนอสิ่งที่อีกลูกไม่ต้องการ เพราะเราจะได้แบบนั้นเหมือนกัน นอกจากนี้ ยังทำให้ลูกรู้สึกว่าเราไม่เข้าใจความต้องการ และยิ่งทำให้ปั่นป่วนเพิ่มเติม

Always have a backup plan เก็บการลดหย่อน หรือแผนสำรองไว้สุดท้าย ยืดหยุ่นได้ ต่อสถานการณ์

Negotiation is not a war  อย่าทำให้การต่อรองเป็นเรื่องสู้รบ หรือเอาชนะลูก ขอหยุดเจรจาก่อนถ้าสถานการณ์ไม่เวิร์ค

Stick to your principles อย่าเสนอข้อเสนอที่เป็นไปไม่ได้ หรือขัดกับกฎกติกาของบ้าน เช่น ทำได้จะให้ขนม


วันอังคารที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

พาเบบี้ไปทดลองเรียน ขัดใจอ่ะ มันคงไม่ใช่แนวเรา

คราวก่อนที่เขียนเรื่องไปเรียนพิเศษของฮั่น ควรนี้ขอพูดถึงธันธัน My Baby บ้าง บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวล้วนๆนะคะ เพราะอาจจะไม่ตรงกับความคิดเห็นของคุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่  คงเป็นเพราะเราเลี้ยงลูกคนละแนวกับการสอนของโรงเรียนมากกว่า



ทุกวันเสาร์ เราจะพาฮั่นไปเรียนภาษาอังกฤษ ก็ต้องหอบหิ้วธันธันไปด้วย ไปเล่นในห้องของเล่นที่ร.ร.  ซึ่งธันตอนนี้ขวบหนึ่งเดือน เดินคล่องมาก แต่ยังไม่ค่อยพูดหรือทำตามคำสั่งอะไร ใกล้ๆกับร.ร.ที่ฮั่นไปเรียน ก็มีร.ร.เสริมพัฒนาการของเบบี้  มีคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยมาเรียนกันเต็มไปหมด ดูน่าสนใจ ไหนๆก็ว่างๆอยู่ เวลาเรียนก็ตรงกับเวลาที่ฮั่นเรียน ก็เลยลองไปดูว่าเค้าสอนอะไร ยังไง เป็นช่วงหาข้อมูล ทดลองเรียนให้แน่ใจว่าโอเคมั้ย ถ้า work ก็จะได้เอาธันไปเรียน จะได้มีอะไรทำ ดีกว่ามานั่งคอยฮั่น  

มุมของเล่นที่รร.ภาษาอังกฤษเฮียฮั่น เล่นสนุกมากมาย

ว่าแล้วก็สอบถามหาข้อมูล หลักสูตรสำหรับเบบี้เป็นยังไง สอนอะไร ที่ร.ร.อธิบายแนวทางในการสอน ประโยชน์ข้อดีที่เอาลูกมาเรียน แบบช่วยเพิ่มทักษะของลูกนั้นนี้น่าสนใจมาก  เจ้าของโรงเรียนแนะนำให้ลอง class สำหรับเด็กเดินคล่องแล้ว อายุประมาณ 1 ขวบขึ้นไป  ก็จัดไป ลองเลยละกัน ห้องเรียนกว้างมาก มีโซนที่เป็นgym และของเล่น พวก สไลด์ เบาะรูปร่างต่างๆ สีสันสดใส  มีชิงช้า Trampolineเล็กๆ  และมีโซนสำหรับทำกิจกรรมวงกลมของเด็กๆ มีคุณครูหลัก 1 ท่าน และคุณครูน้อยอีก 4 ท่าน มาช่วยประกบเด็กๆและพ่อแม่  คุณชายธันตื่นเต้นมา วิ่งเข้าไปเล่นสไลด์ และของเล่นที่อยู่ในห้องอย่างเมามัน สนุกใหญ่ เล่นได้แป๊บเดียว คุณครูก็เรียกรวมกลุ่มวงกลม คลาสเป็นภาษาอังกฤษ คุณครูหลักเป็น Filipino ฟังจากสำเนียงภาษาอังกฤษนะ ทุกครั้งที่คุณครูพูด ครูน้อยๆทั้งสี่ก็จะพูดตาม อย่างกับ Teletubbies  รู้มั้ยว่าทำไมต้องพูดซ้ำๆ เราดูก็น่าเบื่อ แต่จริงๆแล้วมันเป็นการสอนแบบหนึ่ง เคยได้ยินมาว่า (จำไม่ได้แล้วว่าที่ไหน) เด็กๆจะเรียนรู้และจดจำภาษาถ้าได้ยินคำซ้ำๆมากกว่าสามครั้งขึ้นไป เราก็ใช้วิธีนี้เหมือนกันเวลาคุยกับลูกก็พูดคำเดิมซ้ำๆสามสี่ครั้ง ได้ผลไม่ได้ผลก็ไม่รู้นะ  แต่ตอนที่ธันได้ยินเสียงประสานของพวกคุณครูซึ่งดังมาก ก็ตกใจ ผวามากอดแม่ทันที 555  นี่เป็นหนึ่งตัวอย่างของวิธีการสอนเด็กๆที่โรงเรียนนำมาใช้

ครูเรียกแล้ว เด็กคนอื่นๆก็เข้ากลุ่มอย่างเรียบร้อยรู้หน้าที่ ส่วนธัน เด็กใหม่ มิได้สนใจใดๆ ก็วิ่งไปเล่นของเล่น ครูก็มาต้อนให้กลับไปเข้ากลุ่ม ธันก็วิ่งไปเล่นอีก เป็นแบบนี้ประมาณสิบกว่ารอบ ใจจริงอยากปล่อยลูกให้เล่นของเล่นไป แต่เพราะเป็นการเข้ามาลองเรียน เราก็เกรงใจคลาส ไม่อยากให้คุณครูเสียระบบการสอนของเค้า เพราะพอลูกเราไปเล่น เด็กคนอื่นก็อยากวิ่งไปเล่นตามด้วย ก็ต้องวิ่งจับลูกมาเข้ากลุ่มด้วยความขัดใจ คิดในใจว่า ถ้าอยากให้เด็กไม่สนใจของเล่นล่ะก็ ทำไมไม่แยกห้องของเล่นกับห้องทำกิจกรรมไปล่ะ เด็กเล็กอย่างนี้ จะมาให้สนใจกลุ่มก็ลำบากนะ แต่พ่อแม่บ้านอื่นๆก็เก่งนะ จับลูกตัวน้อยมานั่งให้อยู่นิ่งๆ ทั้งๆที่ลูกร้องอยากจะเล่นจะแย่  ท่องไว้ในใจ มาทดลองเรียนฟรี อย่าอะไรมาก

กิจกรรมเริ่มไปอย่างรวดเร็ว คุณครูใช้ของเล่นมาล่อเด็กในแต่ละกิจกรรม สอนเด็กให้รู้จักชื่อผลไม้ ตัวเลข ให้เด็กทำตามเกมที่กำหนด เช่น ถ้าเป็น บล็อคโฟม ก็ต้องจับมาใส่ให้ถูกต้อง หรือพิระมิดห่วงยาง ก็ต้องให้เด็กใส่เรียงจากใหญ่สุดไปเล็กสุด เป็นต้น  แม่มันก็เริ่มขัดใจอีกแล้ว คิดในใจว่า ก็เข้าใจนะว่าเป็นหลักการในการสอนที่ถูกต้องโดยให้เด็กจดจำแบบแผนการเล่น เพื่อให้ทำตามได้อย่างถูกต้องตามวิธีที่กำหนด  แต่ส่วนตัวไม่ชอบ รู้สึกบังคับลิงน้อยของเราให้เล่นแบบมีแบบแผนเกินไป คัดกับวัยของลูก  เราชอบที่เน้นวิธีหรือ process ของการเล่นมากกว่าผลลัพธ์ของการเล่น ชอบดูลูกเอาของเล่นมาเล่นแปลกๆ มากกว่า ปล่อยอิสระให้ลูกเป็นผู้นำการเล่นมากกว่า แล้วเราก็เล่นตามเค้า หรือไกด์เค้าให้เล่นอย่างปลอดภัยเท่านั้นเอง

ระหว่างทำกิจกรรม สังเกตเด็กๆคนอื่น มีทั้งเด็กที่ทำตามอย่างน่ารัก ไม่ยอมทำบ้าง งอแงบ้าง หรือไม่สนใจเลย ธันธันไม่สนเลย อยากวิ่งไปเล่นสไลด์กับของเล่นอย่างเดียวเลย อันนี้ก็เป็นปกติธรรมดาของเด็ก แต่พอสังเกตพ่อแม่ที่ดูลูก พ่อแม่ส่วนใหญ่ดูจะเล่นกับลูกไม่เป็นจริงๆ พ่อแม่ดูไม่สนุก เหมือนมีหน้าที่ในการจัดการให้ลูกทำตามครู เด็กร้องไห้งอแงก็มีดุบ้าง หรือดึงลากลูก หรือจับมือลูกบังคับให้เล่น  เราไม่สามารถทำอย่างนั้นได้จริงๆ ไม่ชอบบังคับลูกเมื่อลูกไม่พร้อม นี่ถ้าเป็นเด็กอายุ 2-3 ขวบที่คุยรู้เรื่องก็ว่าไปอย่าง นี้มันเบบี้นะ จะไปบังคับอะไรเค้ามากมายอ่ะ เราเลยลองปล่อยให้ครูเค้าจัดการธันธัน ดูว่าจะทำยังไง ครูน้อยๆ ก็น่ารัก ดูแลเด็กๆอย่างใจเย็น พยายามตะลอมให้เด็กมาเล่น เดินไปอุ้มธันมาเข้ากลุ่ม แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้ดึงดูดธันๆ ให้กลับมาเล่นได้เท่าไร ลูกฉันนี้เทพจริงๆ

กิจกรรมมาเร็วจบเร็ว ตามสมาธิที่ยังน้อยอยู่ของเด็กวัยนี้ มีอุปกรณ์มาเสริมการเรียนการสอนตลอดเวลา มีให้ทำศิลปะด้วย อ้าวลองดู พ่อแม่พาลูกน้อยใส่เสื้อกันเปื้อนน่ารักมานั่งเก้าอี้ และจับมือระบายสีน้ำบนรูปกล้วย พ่อแม่เกือบทุกบ้านช่วยจับลูกบรรจงทำอย่างสวยงาม ส่วนธันธันนั้นหรือ นั่งโต๊ะนิ่งได้ก็ดีหนักหนาแล้ว พอจับพู่กันปุ๊บก็เอาเข้าปาก มือตะปบสี จริงๆอยากปล่อยลูกให้ทำเลอะเทอะ แต่เพราะมาทดลองเรียนฟรี ท่องไว้ในใจ จึงต้องรีบจับลูกมาเขียนพู่กันดีๆ แต่ก็ไม่ได้บังคับมาก เราจับมือธันแบบหลวมๆ ให้เค้าลากพู่กันเอง สีออกมาไม่สวยงามมากเหมือนคนอื่นที่พ่อแม่จัดให้

พอทำศิลปะเสร็จ ครูก็ให้เล่นอิสระ เป็นช่วงเวลาที่ดูธันมีความสุขที่สุด เพราะได้ปีนป่าย หัวเราะ กระโดด ได้เล่นจริงๆ ช่วงเวลาแห่งความสุขของลูกมีเพียงสี่ห้านาที ครูก็เรียกกลับเข้าวงกลม เอาปืนเป่าลูกโป่ง bubble มาเรียกเด็กๆ เด็กๆวิ่งกรูกันไปกระโดดจับ ส่วนธันธัน ยืนกอดแม่ด้วยความตกใจ เพราะไม่เคยเล่นมาก่อน ดูบ้านนอกมาก ครูน้อยๆพยายามมาชวนธันไปเล่น แต่ธันไม่ยอมกอดแม่อย่างเดียว สักพักก็เริ่มกิจกรรมใหม่ มีร้องเพลงให้เด็กทำท่าตาม เด็กทำไม่ได้พ่อแม่ ครูน้อยก็มาจับไม้จับมือให้ทำตาม ไม่ต้องพูดถึงธันธัน โน้น วิ่งไปเล่นสไลด์อยู่โน้นแล้ว พออุ้มกลับมาก็เริ่มงอแง ท่องไว้ในใจว่ามาทดลองเรียนฟรี อดทนบังคับลูกหน่อย แต่ใจอยากจะให้ลูกเล่นตามใจจะแย่  
ก่อนกลับ มีพิธีมอบประกาศนียบัตรให้เด็กคนหนึ่งที่เรียนจบคลาส มีใส่หมวกและสายสะพาย และให้เดินจับมือเพื่อนในคลาส ดูแล้วก็น่ารักดี แต่คิดว่าถ้าเป็นฮั่น ลิงน้อยจอมขี้รำคาญล่ะก็ อายุขนาดนี้คงดึงหมวก ดึงสายสะพายโยนทิ้งไปแล้ว  เกือบจะจบ ธันธันก็ยังไม่สนใจอะไรอยู่ดี 

จบการทดลองเรียน เรารีบเอาลูกไปเล่นเลย เจ้าของโรงเรียนมาคุยว่าเป็นไงบ้าง ก็บอกเค้าไปว่า ลูกยังเล็กไปค่ะ เลยไม่ค่อยมีสมาธิกับการเรียนเท่าไร พูดแบบกลางๆจะได้บอกปัดได้ถูก จะบอกว่าไม่ใช่แนวฉันก็จะดูน่าเกลียด เจ้าของบอกว่า เป็นปกติค่ะคุณแม่ น้องมาใหม่ๆก็จะไม่สนใจ แต่เดี๋ยวมาซ้ำๆ เด็กๆจะรู้เองค่ะว่าต้องทำอะไรเมื่อไร ยิ่งส่งเด็กมาเรียนเร็ว ก็จะยิ่งพัฒนาเร็วนะคะคุณแม่  เราอดใจไม่ได้เผลอถามสวนไป ที่พัฒนาการดีขึ้นนี่ เรื่องอะไรหรือค่ะ  คือสงสัยจริงๆว่าเด็กทำตามหรือเล่นตามกฏเกณฑ์ทั้งที่ไม่ใช่วัยของเค้า คือ มีพัฒนาการดีงั้นหรือ เอกสารที่เค้าให้บอกว่าช่วย  ครูตอบว่าประมาณว่า  ก็เด็กทำตามที่สอนได้ ไม่งอแง ลูกเค้าก็พัฒนาการเร็วมากแป็บเดียวก็ทำตามที่ครูบอกได้ ยิ่งเรียนเร็วยิ่งดีนะคุณแม่  เราได้แต่ยิ้มๆ ชมลูกเค้าเก่งจัง  คงไม่ใช่แนวชั้นแล้วล่ะ พื้นฐานและนิสัยของเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน เด็กบางคนอาจจะเด่นเรื่องสังคม เด็กบางคนมีพัฒนาการเรื่องกล้ามเนื้อดี เด็กบางคนอาจจะพัฒนาการทางภาษาดี คงจะมาวัดว่าเข้ามาเรียนแล้วพัฒนาการดีเพราะทำตามได้ มันค่อนข้างคัดใจแม่มันจริงๆ 

วัยเบบี้ 1-2 ขวบน่าจะมีความสุขกับการเล่นของเค้า หากจะให้สอดแทรกความรู้ให้เด็ก ครูจะต้องมีความสามารถในการเรียกหรือดึงความสนใจเด็กให้ได้มากกว่านี้ อย่างโรงเรียนภาษาอังกฤษที่ฮั่นเรียน คลาสเบบี้จะเน้นให้เด็กเล่นอย่างสนุก ซึ่งเด็กกับพ่อแม่สนุกไปด้วยกันจริงๆ ในห้องเรียนมีบรรยากาศให้เด็กสนใจแต่ครู และคลาสไม่ใหญ่มาก ไม่บังคับเด็กจนเกินไป เสียดายเวลาไม่ตรงกับท่ีเราอยากให้เรียน 


สรุปว่า หลักสูตรของโรงเรียนไม่ได้ผิดอะไร แต่ไม่ใช่แนวของเรา สำหรับคุณพ่อคุณแม่ปกติทั่วไปก็คงโอเค ลูกไปเรียนได้ภาษาได้สนุก ก็โอเคค่ะ เพราะเข้าใจว่าสมัยนี้พ่อแม่ก็ไม่ค่อยมีเวลามากนักทีจะเล่นกับลูก หรือสอนหรือพัฒนาลูก โรงเรียนเสริมพัฒนาการเด็กเล็กจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ก็คงต้องดูกันไปค่ะ อย่างที่บอก จะเลือกเอาลูกไปเรียนอะไรก็ต้องดูให้ครบทุกด้าน เผอิญว่าอีแม่คนนี้มันไม่สนุกด้วยกับวิธีการเรียนการสอน ก็เลยจบ เอาธันธันไปกลับไปเล่นของเล่นที่รร.ฮั่นเหมือนเดิมดีก่า หรือจับอยู่บ้านไปช่วยทำ (ยุ่ง) สวนบนดาดฟ้าแทนละกัน ยังมีอะไรให้สนุกๆให้เบบี้ของมามี้เล่นอย่างอิสระอีกเยอะเลย

18ก.พ.2014

วันจันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

เลือกกิจกรรมหรือเรียนพิเศษ อย่างไรให้ลูกและพ่อแม่มีความสุข (ตอนจบ)

เลือกกิจกรรมหรือเรียนพิเศษ อย่างไรให้ลูกและพ่อแม่มีความสุข ตอนต่อ

คิดสะระตะแล้วเห็นว่าโอเคเกือบทุกข้อยกเว้นข้อ 1 กับข้อ 3 แต่เมื่อลูกอยากรู้อยากลองในสิ่งที่ตัวเองไม่เคยลองมาก่อน เราก็ยินดี และสนับสนุนสุดๆ  ฮั่นไปเรียนครั้งแรก เตะเข้าประตู ดีใจมาก และแฮปปี้มาก บอกชอบเล่น อยากไปอีก พอครั้งที่สอง-สาม กลับมาบอกเสียใจมาก เพราะเค้าไม่ได้ลูกบอลเลย แล้วก็ไม่ชนะ เราถามว่า ชนะของฮั่นคืออะไร ฮั่นบอก ก็ยิงเข้าประตูไง จุดนี้ทำให้เข้าใจว่า เค้ามองเรื่องการแพ้-ชนะเป็นอย่างไร  เราลองถามย้อนฮั่นว่า มีใครได้ยิงเข้าประตูบ้าง และมีใครยิงไม่เข้าบ้าง อันไหนเยอะกว่ากัน ฮั่นก็ตอบ แต่สุดท้าย ด้วยความเป็นเด็ก เจตจำนงค์ที่อยากจะเป็นผู้ที่ยิงเข้าประตู เพื่อเป็นผู้ชนะ ฮั่นไม่สนใจหรอกว่าใครยิงได้ไม่ได้ ฮั่นไม่ได้อยากไปเล่นเพราะมีเพื่อนๆเล่นกันเต็มไปหมด แต่ตัวเค้าอยากจะบรรลุสิ่งนั้น เมื่อไม่ได้ เพราะทั้งร่างกายไม่เอื้อให้วิ่งทัน กระแทกคนอื่นแย่งลูกได้ ก็เป็นธรรมดาที่จะผิดหวังเสียใจ  ได้แต่ให้กำลังใจเด็กน้อย ลองให้เค้าคิดทบทวนดูเองและลองกลับไปเล่นใหม่ว่า ยังคงความคิดเดิมมั้ย



จะป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นอีกได้อย่างไร
พูดยากเหมือนกัน แต่เหมือนเวลาทำงาน project เราต้องมีการทำ protect the plan เอาไว้อยู่แล้ว (ระดับนี้แล้วนะฮะ) ในกรณีว่าลูกมีโอกาสล้มเลิกเปลี่ยนใจกลางคัน เราก็มีแผนสำรอง แบ่งเป็น2 ช่วง 

I. ช่วงก่อนสมัคร

1.       ให้ลูกไปดู ไปทดลองการเรียน หลายครั้งหน่อย ไปสัมผัส จนลูก(และพ่อแม่) แน่ใจ

2.       ศึกษาเงื่อนไขการเข้าเรียน ขาดเรียน เรียนชดเชยให้ถ้วนถี่ ทั้งโรงเรียนที่จะไปเรียนและที่อื่นๆ เพื่อใช้เป็นข้อมูลเปรียบเทียบเวลาไปคุยต่อรองกับโรงเรียน

3.       คุยกับโรงเรียน หรือคุณครูให้เข้าใจสภาพของลูกเรา อาจจะขอต่อรอง ว่าเรียนเป็นครั้งๆ  หรือครึ่งคอร์ทก่อนจนกว่าจะแน่ใจแล้วจะลงคอร์ทเต็ม

4.       แนะนำเพื่อนๆของลูกมาเรียนด้วยกัน จะได้มีคนช่วยกันเรียนให้รอด

5.       บอกกับลูกล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเลิกกลางคัน  ลูกต้องมี commitment เมื่อเลือกเรียน ต้องทำจนจบ หากเลิกกลางคัน เครดิตในการขอครั้งหน้าอาจจะลดลง (ส่วนตัว กะว่า ถ้าโตขึ้น จะจับลูกเซ็นสัญญาซะเลย มีบทลงโทษด้วย หึหึ)



II. ช่วงเข้าเรียนแล้ว

1.       ขอลดชั่วโมงเรียนให้น้อยกว่าเวลาจริงในช่วงแรก ถ้าเห็นว่าลูกไม่ชอบหรือไม่อยากเรียนต่อ (อันนี้ต้องตกลงกับครูก่อนว่าถ้าเห็นสภาพเด็กไม่ให้ความร่วมมือก็เลิกก่อนได้ พ่อแม่ไม่ควรแทรกแซงในชั่วโมงเรียนของลูก เพื่อให้คุณครูทำงานง่าย และเด็กให้ความเคารพครู)

2.       เลื่อนการเรียนออกไป ในวันเวลาที่ดูว่า ปัจจัยทางกาย และจิตใจของลูกไม่พร้อมที่จะเข้าเรียน เช่น ง่วงนอน ไม่สบาย งอแง

3.       สังเกตสภาพการเรียนอย่างใกล้ชิด อาจจะขอครูให้เพิ่มลดอะไรที่ยาก/ง่ายเกิน ต้องปรึกษาโดยไม่มีเด็กนะคะ เด็กๆฉลาดและรู้ว่า ถ้าพ่อแม่ไม่ชอบครู ก็มีข้ออ้างไม่เรียนต่อได้

4.       ลองเปลี่ยนครู หรือขอเปลี่ยนกลุ่มเล็กลง ถ้าทำได้ โดยไม่ติดข้อจำกัดของโรงเรียน

5.       กลับไปเอา inspiration  ของลูกมาคุยกันอีกที หรือให้กำลังใจลูกให้ลองทำดูใหม่ ไปทำกับลูก

6.       ไม่ลืมที่จะชื่นชมลูก หรือผลงานของลูก เป็นประจำสม่ำเสมอ และอย่างสมเหตุสมผล (อย่างให้เกินไปจนไม่น่าเชื่อถือ) ให้ลูกเกิดความภูมิใจและอยากทำต่อ



เย็นนั้น กลับบ้านไปคุยกับฮั่น ให้ฮั่นเล่าให้ฟังว่าไปเรียนมาเป็นยังไงบ้าง แล้วอยากไปเรียนต่อมั้ย ฮั่นก็เล่าให้ฟังและบอกอย่างชัดเจนว่าไม่อยากไป  ซึ่งเราก็ลองทุกข้อแล้ว ดูจะไม่สามารถเรียกความอยากไปเรียนของฮั่นกลับมา เราก็โอเคและเคารพในสิ่งที่ลูกตัดสินใจ (ถึงจะเป็นการตัดสินใจของเด็กสี่ขวบครึ่งก็เถอะ) 

เมื่อย้อนกลับไปดูสิ่งที่ตัวเองคิด มีหลายอย่างที่เราเองก็มองข้ามไปเพราะยึดมั่นถือมั่นในเป้าหมายของตัวเองที่อยากให้ลูกออกกำลังกายกับเล่นกับเพื่อนเยอะๆ แต่เมื่อเป้าหมายของลูกที่รู้สึกสนุกเมื่อชนะและได้เตะบอล มันจึงไม่ตรงกันนั้นเอง

เมื่อคนลงปฏิบัติจริงยืนกรานไม่ไปต่อ แม่ก็ไม่ขัดขวางใดๆ ด้วยเหตุผลง่ายๆว่า ฝืนไปลูกก็ไม่มีความสุข อีกอย่าง การบังคับให้ทำในสิ่งที่เค้าไม่ได้แฮปปี้ที่จะทำ มีโอกาสว่าลูกจะปฏิเสธหรือเกลียดสิ่งนั้นในอนาคต  เรากับ Hubby คิดว่าเราควรหยุดช่วงเวลาที่ลูกรู้สึกไม่ดีกับกีฬานี้ไว้ก่อน เพราะเราทั้งสองรู้ดีว่าฮั่นยังสนุกกับการเล่นฟุตบอลมากมาก  ได้แต่รอจนฮั่นพร้อมทั้งร่างกาย และวุฒิภาวะที่จะเข้าใจเรื่องแพ้ชนะ ก็ไม่สายที่จะพาไปเรียนใหม่ถ้าลูกต้องการ

ทุกวันนี้ ถึงไม่ได้ไปเรียนฟุตบอล แต่ฮั่นก็ยังเล่นบอล สนุกกับการเตะฟุตบอลที่บ้านกับพ่อกับแม่ แถมยังเอาธันธันมาเล่นด้วย แกล้งแพ้บ้าง ชนะบ้าง  ที่ภูมิใจที่สุดคือ ฮั่นแกล้งยอมแพ้ให้ธันธัน ..ในบางจังหวะ ...แค่นั้น มามี้ก็พอใจสุดสุดแล้ว

วันอาทิตย์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

เลือกกิจกรรมหรือเรียนพิเศษ อย่างไรให้ลูกและพ่อแม่มีความสุข ตอนแรก


เคยถาม hubby ว่า ทำยังไงถ้าลูกไม่อยากไปเรียนพิเศษ หรือทำนั้น ทำนี้ ที่เพิ่งไปสมัครไปแล้ว ตัวอย่างของเรื่อง เช่น อยู่ๆ ฮั่นก็มาบอกไม่อยากไปเตะฟุตบอล ทั้งที่ตอนแรกอยากไป แม่มันก็อุตสาห์หาซื้อชุดฟุตบอล พ่อมันพาไปซื้อรองเท้าบอลดีๆ (ฮั่นชอบใส่แต่รองเท้าแตะ รองเท้าผ้าใบไม่ได้ซื้อมานานมาจนเล็กหมดแล้ว)
Hubby ถามสวนกลับ : เป้าหมายที่ให้ไปเตะบอลคืออะไร
เรา : อยากให้ลูกได้ออกกำลังกาย และได้เล่นกับเพื่อน มีเพื่อนเยอะๆ
Hubby เล่าสภาพการเรียนฟุตบอลให้ฟังว่า  ช่วงที่ครูสอนให้เด็กเข้าแถวเตะหรือทำเดี่ยวๆ ฮั่นจะสนใจและสนุกมาก แต่พอแบ่งทีมให้เล่นในสนาม เค้าวิ่งตาม แย่งลูกเพื่อนไม่ทัน ลูกเลยรู้สึกไม่สนุก ฮั่นก็ไม่ได้เล่นกับคนอื่นๆ
เรา : อ้อ แล้วงี้ทำไง ไม่อยากเล่น ก็ไม่ต้องไปหรือ
Hubby : เธอไปคุยกับลูกดูเอง

เหตุการณ์นี้คงเกิดขึ้นกับหลายบ้าน และก่อให้เกิดเรื่องทะเลาะ หรืออารมณ์เสีย เมื่อลูกมาขอเลิกเรียนพิเศษหรือกีฬาที่พ่อแม่เสียเงินไปแล้ว บ้างครั้ง กลายเป็นพ่อแม่ทะเลาะกันเองก็มีเพราะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้อยากให้ไปตั้งแต่แรก แถมพอมองไปที่ไอ้เจ้าลูกตัวตนเหตุ ก็ไม่มีอาการเดือดเนื้อร้อนใจ ก็หนูไม่อยากไปแล้วนิ


คาดการณ์อยู่ในใจตั้งแต่เริ่ม ว่าฮั่นจะไปเรียนฟุตบอลได้ไม่นาน  ด้วยเราก็คิดวิเคราะห์หลายด้าน และปัจจัยหลายๆอย่างทุกครั้งที่จะเลือกกิจกรรมพิเศษหรือกีฬาหรือเรียนพิเศษให้ลูกเสมอ โดยปัจจัยหลักๆก็คือ

1)      ความพร้อมทางร่างกาย  สำหรับเด็กวัยก่อนอนุบาลและอนุบาล เรื่องความสามารถของการใช้กล้ามเนื้อ และกำลังกายเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่พ่อแม่ต้องดูเวลาเลือกเรียนกีฬา เพราะการเรียนอะไรที่เกินกว่าวัยเด็กอาจเป็นผลเสียมากกว่าผลดี นอกจากนี้ ต้องดูว่าเด็กมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งที่เรียนได้มากแค่ไหน การเร่งให้เด็กไปเรียนว่ายน้ำ เรียนไวโอลีนหรือเปียโนตั้งแต่เด็กมากๆ ลูกอาจจะทำได้ไม่ดี เพราะเป็นการเรียนที่ต้องใช้สมาธิสูง และกล้ามเนื้อและประสาทในการรับรู้หลายด้านพร้อมกัน หน้าที่ของพ่อแม่ที่ต้องศึกษานะคะว่าเด็กวัยไหนเรียนอะไรบ้าง อย่างที่บอกว่าเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน เด็กบ้างคนอายุยังไม่ให้แต่ร่างกายให้ก็สามารถเรียนได้เร็วกว่าก็เป็นได้

>  วิเคราะห์คุณลูกชาย : กำลังขาของฮั่นที่ยังไม่แข็งแรง เดินหรือวิ่งยังหกล้มอยู่บ่อยๆ เมื่อเทียบกับเพื่อนที่โตๆกว่า แต่เพราะเราอยากจะให้ลูกได้วิ่งออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อขา และได้เล่นสนุก เลยมองข้ามส่วนนี้ไป


2)      ความพร้อมทางจิตใจ  ลูกต้องชอบและสนใจสิ่งนั้นก่อน สรุป Hubby และเรายึดหลักว่า “ต้องทำให้เค้ารักสิ่งนั้นก่อน เรื่องอื่นจะตามมาเอง”   อยากสร้าง Inspiration ในการเรียนให้เกิดในตัวลูกก่อน เพราะมันเป็นตัวที่ทำให้ลูกยึดมั่น และตั้งใจจะทำให้สำเร็จ  ความสนุกสนานก็เป็นหนึ่งใน inspiration ได้เหมือนกัน

แต่ในบ้างมุม เด็กก็คือเด็ก ชอบมันทุกอย่าง หรือไม่ก็เกลียดกลัวไปทุกอย่าง หรือวันนี้บอกอยากไปเรียนจะเป็นจะตาย อีกวันก็เปลี่ยนใจบอกเบื่อ ก็เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่ต้องช่วยคัดกรองกันไป ถ้าเห็นว่าดีแล้วลูกไม่ชอบ เราก็จะลอง build ลองสร้างบรรยากาศ โน้มน้าวชัดจูง หลอกล่อกันหน่อยให้ลูกเห็นว่าดี แล้วพาไปลองดูว่าเค้าโอเคมั้ย ถ้าลูกชอบ ทุกอย่างก็จบ  แต่ถ้าไม่ชอบจริงๆ ก็ไม่ไปต่อ

>วิเคราะห์คุณลูกชาย : ฮั่นมาขอไปเรียนเองด้วยความมุ่งมั่น คราวนี้ไม่ได้ build อะไร เลยโอเค


3)      ลักษณะนิสัยของลูก ข้อนี้ส่วนใหญ่จะมาควบคู่กับความพร้อมทางจิตใจ ลูกชอบเล่นต่อสู้ก็จะสนใจการเรียนที่ได้ต่อสู้หรือกีฬาบู๋ๆ  ลูกชอบร้องเพลงเต้นรำก็จะแฮปปี้เมื่อได้ทำที่ชอบ แล้วถ้าลูกเป็นคนเงียบเก็บตัว กลัวคนแปลกหน้าล่ะ งอแง แล้วจะทำไง ก็คงต้องเลือกวิธีการสอนที่เหมาะกับลูกเราเพื่อให้เค้าสบายใจและมีความสุขกับการเรียน

ส่วนจะเลือกเรียนอะไรดี มีแนวคิดหลายอย่างค่ะ

-           หลายบ้านเอาลูกไปเรียนเพิ่มเติมเพื่อเปลี่ยนแปลงนิสัยลูก เช่น เอาลูกไปเรียนร้องเพลงเต้นรำ เพราะลูกขี้อาย จะได้กล้าแสดงออก ตัวเราก็เป็นเช่นกัน ที่ส่งฮั่นไปเรียนเพราะอยากให้ฮั่นรู้จักปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นเยอะๆ

-           หลายบ้านเอาลูกไปเรียนเพิ่มเติม เพื่อเอาพลังที่เหลือล้น (หรือซนหรือไฮเปอร์) ไปใช้กับอย่างอื่นให้เป็นประโยชน์ ดีกว่าเล่นไร้สาระอยู่ที่บ้าน

-           หลายบ้านเห็นว่าลูกเป็นพวกติดเพื่อน พอเห็นเพื่อนเรียนก็เลยอยากเรียนตาม ไม่ได้เสียหายอะไร

-           หลายบ้านคิดว่า ลูกเป็นพวกขี้กลัว หรือจะไม่ชอบอะไรถ้าไม่ได้ลองก่อน เลยหาอะไรให้ลองเยอะๆ

ในฐานะของพ่อแม่มีหน้าที่ในการเปิดโอกาสให้ลูกได้ทดลอง เมื่อลูกชอบ และทำได้ (ยังไม่ต้องถึงกับทำได้ดี) เจตจำนงค์ในการเรียนรู้ก็จะเริ่มมา  แต่ต้องอยู่ในพื้นที่ที่เข้าใจธรรมชาติของลูกตัวเองด้วย

>วิเคราะห์คุณลูกชาย : ฮั่นที่เป็นเด็ก ชอบเล่นคนเดียว หรือไม่ก็เล่นกับเพื่อนกลุ่มเล็กๆมากกว่ากลุ่มใหญ่ เป็นคนไม่ชอบเล่นปะทะ หรืออะไรเจ็บๆ แต่เพราะแม่มันอยากให้ลูกได้เข้าสังคม มีกลุ่มเพื่อนบ้างไรบ้าง

4)      ลักษณะการเรียน การสอน และตัวครู  วิธีการเรียนการสอนก็สำคัญมากเลย เพราะมันบอกได้เกิน 80%เลยว่า พ่อแม่ (เรื่องมากอย่างเรา) จะยอมส่งลูกมาเรียนดีหรือไม่ เอาปัจจัยข้อ 1-3 มาประกอบว่า ลูกเราเข้ากับวิธีนี้ได้มั้ย ครูคุมนักเรียนและห้องเรียนได้มั้ย เคยไปทดลองเรียนดนตรี วิธีการสอนเค้าไม่ผิดอะไร แต่ไม่เข้ากับลูกของเราที่นั่งไม่นิ่ง ไม่เคยจดจ่อหรือสนุกกับการอ่านโน้ต ซึ่งอาจจะเป็นเพราะเค้ายังไม่โตพอที่มีสมาธิ (อย่าคิดว่าลูกในวัยเดียวกันจะเหมือนกันนะคะ อย่าเทียบลูกเรากับลูกคนอื่น ว่าลูกเพื่อนอายุเท่ากันทำไมถึงเรียนได้)  เมื่อมันไม่ match

ส่วนตัว จะดูโหง้วเฮงครูด้วย ว่าถูกโฉลกหรือเปล่า ครูบางคน Ego สูง ไม่ชอบให้พ่อแม่เด็กไปยุ่งหรือ comment กับระบบของตัวเอง ถ้าเจอครูแบบนี้ แนะนำว่า อย่าไปเรียนด้วยตั้งแต่ต้น เพราะคุณจะไม่ได้การเรียนการสอนที่เหมาะกับลูกคุณ  แต่ในส่วนของในเวลาเรียน พ่อแม่ก็จะไม่เข้าไปแทรกแซงครูในห้องเรียนอยู่แล้ว แต่พออยู่นอกห้อง ก็ควรจะสามารถคุยกับครูเพื่อเพิ่มลดปรับกระบวนการสอนได้บ้าง อย่างที่บอกว่า เด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน และเด็กก็ไม่ได้เป็นทหาร ครูต้องมีลูกล้อลูกชนเพื่อให้เด็กเข้ามาอยู่ในกรอบเดียวกัน แต่จะปฏิบัติกับเด็กทุกคนแล้ว

> วิเคราะห์คลาสสอนฟุตบอล :  เป็นคลาสใหญ่ เด็กเยอะ ส่วนตัวครู ไม่ได้ลงไปดูเพราะครูไม่ได้ one on one และเพราะคาดหวังให้ลูกแค่ออกกำลังกาย เลยไม่ได้ดูรายละเอียดมากมาย

5)      ความพร้อมของพ่อแม่ จิตใจและร่างกายของพ่อแม่ก็สำคัญค่ะ เช่น การไปรับไปส่ง สถานที่เรียน เวลาเรียน ค่าเรียนแพง เป็นต้น  เคยที่มีทะเลาะกับ Hubby เพราะพ่อมันช้า ขับรถไปส่งลูกเรียนไม่ทันบ้าง พ่อมันก็อารมณ์เสีย วันหยุดทำไมฉันต้องตื่นเช้าขับรถไกลขนาดนี้ด้วย พ่อแม่ไม่พร้อม โอกาสจะเรียนได้ดีได้รอดก็น้อยค่ะ เพราะฉะนั้น มองกลับมาที่ตัวเองด้วยนะคะว่าโอเคมั้ย เรื่องเวลาของพ่อแม่ไว้มาคุยกันคราวหน้า  หากมีตัวช่วย เช่น คุณตาคุณยายช่วยดูแลรับส่งให้ได้ในเวลาที่ติดธุระจริง ก็จะดีค่ะ

ในเมื่อเรายังไม่จ่ายค่าเรียน เราก็ยังเป็นต่อค่ะ request สิ่งที่ควรจะได้ตามสิทธิของลูกค้าก่อนจ่ายเงินเสมอ ถึงแม้จะไม่ได้อย่างที่ต้องการทุกอย่าง แต่ก็ให้ทางโรงเรียนหรือคุณครูรู้และเข้าใจสภาพของลูกเราค่ะ

นอกจากนี้ ต้องเตรียมทำใจกับเรื่องต่างๆ ที่ควบคุมไม่ได้ เช่น เพื่อนร่วมชั้นของลูกขี้แกล้ง งานด่วน ลูกงอแง

> วิเคราะห์พ่อแม่:  พ่อมันไปรับไปส่งได้ ไม่หงุดหงิดเวลานั่งคอยลูกเพราะมีพ่อๆคนอื่นมาเป็นเพื่อนคอยด้วย แม่มันเป็น sponsor จบ


คราวหน้ามาดูกันว่า ขนาดวิเคราะห์ความเป็นไปได้มาอย่างดี แล้วลูกมันไม่เอาจริงๆ พ่อแม่จะเตรียมรับมือยังไง

วันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

เคล็ดลับการดูแลความปลอดภัยของลิงน้อยแบบแฮปปี้


คนจีนเชื่อกันว่า ยิ่งตกยิ่งโต  สำหรับคุณแม่หัวสมัยใหม่ลูกชายสองวัยซน (อย่างกะลิง) อย่างเราก็ยังเชื่อเช่นนั้นเหมือนกันค่ะ เราก็ไม่หวั่นและยังเต็มทีกับการที่จะให้ลูกได้สัมผัสและเรียนรู้โลกกว้างอย่างอิสระ แต่อยู่บนพื้นฐานแห่งความปลอดภัย เริ่มจากการเตรียมทั้งตัวและหัวใจกับเรื่องหวาดเสียว ปวดหัวใจ กับเรื่องเจ็บตัวของลิงน้อย โดยเฉพาะฮั่น (4ขวบครึ่ง) ลิงแสนซ่าซนผ่านการล้ม ชน ตก กระแทกมาไม่นับไม่ถ้วน และตอนนี้ ธัน (7เดือน) สมาชิกใหม่ของบ้านที่เริ่มฉายแววความซ่า ทั้งกระโดด คลานงับงับของ และลุยทุกพื้นที่ของบ้าน  เพื่อให้การยิ่งตกยิ่งโตเป็นไปอย่างราบรื่น ที่บ้านได้ตั้งกฏแห่งความปลอดภัยมา 4 ข้อ ดังนี้ค่ะ 


1)       เล่น-ลุย-ซนได้เท่าที่อยาก ถ้าไม่ได้อยู่ในที่หรือบริเวณที่เสี่ยงต่อการเป็นอันตราย หรือบาดเจ็บ
จัดบริเวณที่ลูกใช้ชีวิตประจำวัน และทำกิจกรรมต่างๆอย่างปลอดภัย รวมทั้งอุปกรณ์และของใช้ต่างๆ แยกบริเวณเล่นของคนพี่และคนน้องอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้เบบี้เป็นอันตรายจากของของคนพี่ ส่วนเบบี้ก็มีบริเวณส่วนตัวให้คลาน ให้เล่นและหยิบจับของเล่นของใช้ ไม่ให้พลาดการพัฒนา sensory อย่างปลอดภัย   นอกจากนี้ ทุกครั้งที่ออกนอกบ้าน เราก็ต้องหาข้อมูลของสถานที่ที่จะไปก่อน เพื่อให้สามารถแยกแยะจุดที่ไม่ควรให้ลูกไปเล่น รวมทั้ง survey พื้นที่รอบๆว่าให้มีสถานพยาบาลอยู่ใกล้ๆ โดยเฉพาะ เวลาออกต่างจังหวัด จะเลือกพักในย่านที่ไม่ห่างจากโรงพยาบาลมากนักค่ะ 


2)       เล่น-ลุย-ซนได้ทุกท่าทุกเวลา ถ้าไม่ทำให้ตัวเองและผู้อื่นเจ็บตัวหรือเป็นอันตราย
สำหรับเจ้าลิงตัวโต เราใช้การสอนเรื่องความปลอดภัยผ่านนิทานและหนังสือ โดยจะพูดคุยตกลงกับลูกถึงสิ่งที่ทำได้และทำไม่ได้ล่วงหน้า เพื่อให้เข้าใจตรงกันเป็นกฎในการเล่น-ลุย-ซน  จะพูดคุยกันถึงผลเสียจากสิ่งที่ไม่ควรทำจริงๆ โดยไม่มีการหลอกหรือขู่ให้กลัว บางครั้งอาจต้องปล่อยให้ลูกเจ็บตัวบ้าง (แต่อยู่ในขอบเขตที่พ่อแม่ดูแลได้) เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และจดจำในสิ่งที่ไม่ควรทำ ครั้งหนึ่งฮั่นละเลยไม่ยอมนั่งบนคาร์ซีทแล้วเกิดรถเบรคกระทันหันทำให้ฮั่นกระแทกกับเบาะรถ จากนั้นมาฮั่นก็นั่งคาร์ซีททุกครั้งที่ขึ้นรถโดยไม่ต้องบอกเลยค่ะ 


3)       รักษาสุขภาพและพร้อมรับมือเหตุที่ไม่ขาดคิดเสมอ เพื่อเป็นรากฐานของการใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย 
เด็กเล็กที่มีพัฒนาการทางร่างกายไม่สมบูรณ์ มีโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายกว่า จึงจำเป็นมากที่จะต้องใส่ใจให้ลูกได้ทานอาหารที่มีคุณค่า ออกกำลังกายกล้ามเนื้อมัดเล็กมัดใหญ่ให้มีพัฒนาการที่ดี สมบูรณ์ตามวัย  


4. เตรียมการพร้อมสำหรับเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง 
แต่หากเกิดอุบัติเหตุจริงๆ แม่ก็สามารถแปลงร่างเป็นโดเรมอนอย่างเราก็จะมีกระเป๋าวิเศษติดตัวตลอดเวลา (ยังมีเก็บไว้ตามห้องต่างๆ และบนรถ) พร้อมจะควักยาหม่องและพลาสเตอร์ติดแผลลายการ์ตูนน่ารักๆ  มาปฐมพยาบาลลูกได้อย่างทันท่วงที 
เล่น-ลุย-ซน ได้อย่างปลอดภัยทุกทีทุกเวลาค่ะ



วันอาทิตย์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2557

สร้างลูกรักให้เป็น expert

ทุกวันที่ลูกเติบโต เราได้คอยนั่งเฝ้า ความเปลี่ยนแปลงของลูก ลูกมีความชอบและสนใจที่เปลี่ยนไปตามวัย หน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่อย่างเราต้องคอย


 1.สังเกต ติดตาม เพื่อรู้ถึงสิ่งที่ลูกสนใจ และรายละเอียด
ตั้งแต่ฮั่นนั่งได้ ก็ชอบหมุนล้อรถ พอเดินได้ก็เล่นรถตามประสาเด็กผู้ชาย ฮั่นชอบรถแข่ง รถไฟ รถดับเพลิง รถขยะ รถบรรทุก ทุกประเภท แต่ดูจะชอบมากคงเป็นรถก่อสร้างเป็นพิเศษ ด้วยมี function การใช้งานที่หลากหลายเฉพาะตัว สามารถบุกทะลุยไปทุกที ทำได้ทั้งงานหนัก งานลุย งานเลอะเทอะถูกใจหนุ่มน้อยเป็นที่สุด นอกจากนี้ สีส้มของรถก่อสร้างต่างๆที่สวยสะดุดตา จนกลายเป็นสีโปรดของฮั่นจนถึงวันนี้ 


2.เสริมสร้างสิ่งที่ลูกชอบ เพิ่มเติมคลังความรู้และต่อยอดการเรียนรู้ ผ่านการเล่น
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เราก็เริ่มมีหนังสือเกี่ยวกับ Truck, Digger, Construction truck และเรื่องการก่อสร้างเพิ่มขึ้น ฮั่นจะขอให้แม่อ่านให้ฟังทุกวันก่อนนอน โดยเฉพาะเรื่องก่อสร้างถนน หรือเรื่องของรถ Digger ทั้งฮั่นและแม่ก็เรียนรู้ชื่อของรถประเภทต่างๆไปด้วยกัน Grader คืออะไร Compactor ใช้ทำอะไร
ทุกทริปที่ไปทะเลหรือเล่นที่กองทราย ฮั่นไม่ลืมที่จะเอารถขุดดิน รถบรรทุกดิน และบรรดารถต่างๆไปเล่นจำลองทำงานด้วย ฮั่นสามารถเล่นได้เป็นวันโดยไม่บ่นเลย  หากไม่ได้เอาของเล่นไปด้วย ฮั่นจะทำมือทำแขนตัวเองเป็นเหมือนแขนและ bucket ของ Digger เพื่อขุดดิน จินตนาการกว้างไกล
3.นำพาลูกสู่ของจริง สร้างประสบการณ์ตรง
วันหนึ่ง เจ้าของพื้นที่สวนมะพร้าวข้างบ้านจ้างคนงานมาถมที่ ตั้งแต่เช้ายันเย็น จะมีรถขุดดินคันโตทำหน้าที่ล้มต้นมะพร้าวและขนลำต้นใส่รถกระบะ Dump truck คันใหญ่ นอกจากนี้ ยังมีรถบด รถขุดอีกหลายคัน ฮั่นขอให้แม่อุ้มยืนดูที่หน้าต่างทั้งวัน ขนาดตอนกินข้าวก็ต้องนั่งดูจากหน้าต่างที่ห้องครัว อาบน้ำก็ขอดูผ่านหน้าต่างในห้องน้ำ เป็นอย่างนี้อยู่หลายวัน จนช่วงบ่ายแก่ของวันเสาร์ แม่ได้จูงฮั่นไปดูรถต่างๆ และขอปีนขึ้นไปนั่งเล่นแต่ละคัน โชคดีที่พี่คนขับรถขุดดินคันใหญ่ยังอยู่ พี่ใจดีอุ้มฮั่นขึ้นไปนั่งเล่นอยู่บนรถขุดดินสักพักก็ต้องทำงานต่อ จากสายตาของเด็กตัวเล็กๆ เมื่อเห็นรถในฝันแสดงพลังการทำงาน ก็ยิ่งตื่นเต้นและยิ่งประทับใจ
ทุกวันนี้ ฮั่นรู้จักประเภทของรถ truck และ construction truck ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และเมื่อถามฮั่นว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร ฮั่นจะบอกว่า อยากเป็นคนขับรถขุดดิน

4.ไม่คาดหวังผลลัพท์ แต่มุ่งมั่นให้เกิดกระบวนการเรียนรู้
วันนี้ ฮั่นเริ่มสนใจรถ construction ประเภทขุดเหมืองแร่ (Miner) เริ่มรู้จักรถ Driller ที่ใช้ขุดเจาะแร่ รถขนแร่ที่มีสายพาน เวลาเล่น ฮั่นชอบสร้างเมือง ถนนหรือเล่นขุดแร่  เมื่อสังเกตรายละเอียดที่ฮั่นเล่น จะเห็นได้ชัดว่า การเรียบเรียงกระบวนการก่อสร้าง หรือการเล่นจำลองเป็นนักขุดแร่ของฮั่น เป็นขั้นเป็นตอน อะไรมาก่อนมาหลัง มีการคิดเป็นระบบ นอกจากนี้ ยังมีความคิดสร้างสรรค์ในการคิดและสร้างเครื่องจักรแปลกๆเพื่อใช้งานในการเล่นของเค้าด้วย แม้ฮั่นจะไม่รู้ตัว แต่แม่มั่นใจว่า ฮั่นได้เริ่มเรียนรู้ที่จะคิดและทำอย่าง Expert แล้ว      
ทุกวันนี้ พยายามเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกค่ะ ในการศึกษาค้นคว้าให้มีความรู้ใหม่ๆเสมอ พัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ฮั่นเริ่มทำตาม และตอนนี้ฮั่นมีน้องชาย(ธันธัน) แล้ว ฮั่นบอกว่า ฮั่นจะสอนให้ธันธันเป็นคนขับรถขุดดินที่ดีค่ะ 

วันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2557

เด็กเลือกมาก จัดการลิงแบบ win win

ปลายปี 2013 ต่อปี2014 ในวันที่ความหนาวเย็นยังไม่จากกรุงเทพไป (อะไรกัน สิบกว่าองศา บ้าไปแล้ว) อากาศช่างเย็นยะเยือกต่างกับทุกปี แต่เหตุการณ์ที่เกิดเป็นประจำทุกวันคือ แม่ลูกชายทะเลาะกันเรื่องเสื้อผ้า ขอย้ำว่าเป็นลูกชาย ที่ช่างเลือก เรื่องมากมายเหลือเกิน เราพยายามพูดโน้มน้าวให้ใส่เสื้อแขนยาว เพราะเสื้อหนาว jacket สีส้มตัวเดียวที่ฮั่นยอมใส่ถูกเอาไปซัก
เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ที่แม่อย่างเรากำลังเจออยู่ 
- ฮั่นขี้รำคาญ ไม่ชอบใส่กางเกงขายาวเสื้อแขนยาว จึงไม่ได้ซื้อเพิ่ม 
- เสื้อแขนยาวที่มีอยู่ ยอมใส่อยู่แค่ 2 ตัว คือ jacket สีส้ม กับเสื้อเชิ๊ตชุดแต่งงาน (ฮั่นเรียกอย่างนี้เพราะเอาไว้ใส่ไปงานแต่งงาน) 
- กางเกงขายาวที่มีอยู่ ยอมใส่อยู่ 1 ตัว เฉพาะเวลามีงานที่โรงเรียน
- กางเกงที่ใส่ เป็นขาสั้น ใส่อยู่ 5-6 ตัว จากที่มีอยู่ เต็มตู้ สีไม่ชอบ ผ้าไม่นุ่ม ลายไม่โดนไม่ใส่
- ฮั่นมีชุดนอนแขนยาวขายาวเยอะมาก แต่จะใส่นอนอย่างเดียว ต้องเป็นเซทเดียวกันด้วย
- ฮั่นชอบสีส้ม ขาว และน้ำตาล แต่ยอมใส่สีส้ม กับขาว นอกนั้นขอดูลายก่อน
- ฮั่นชอบลายรถ แต่เป็นเฉพาะบางประเภท ต้องเลือกเองเท่านั้น เช่น รถตักดิน รถ construction รถตำรวจ มีเพิ่มมาที่ไม่ใช่รถ คือ angry bird แต่ เน้น *ต้องลายที่ตัวเองเลือกเท่านั่น*
- ฮ่ันเคยชอบเสื้อลายไดโนเสาร์ ตอนนี้ไม่ชอบแล้ว และไม่ใส่เลย
- เสื้อเล็กนิดหน่อยใส่ยาก ฮั่นไม่ใส่
- เสื้อมีรู มีรอยสกปรก หรือยับไม่ใส่ ยกเว้นเป็นเสื้อตัวโปรด
- เสื้อโปโล หล่อๆ ไม่ใส่ ร้อน
- เสื้อกล้าม ไม่มีแขน ถึงจะชอบลายก็ไม่ใส่
- เสื้อกางเกงผ้าไทย ฮั่นไม่ชอบ ไม่ใส่
- เสื้อที่ยอมใส่มีแค่ 5-6 ตัว จากเสื้อผ้าเต็มตู้
- ถุงเท้ายอมใส่ แต่พอเหง่ือออกเท้า จะถอดทันที
เสื้อแต่งงานตัวโปรด


ที่นี่ เหมือนเล่นเกมตัดออก ยิ่งอากาศหนาวๆ ทางเลือกก็ยิ่งลดลง เราก็ยังไม่มีเวลาพาฮั่นไปซื้อเสื้อหนาวเพิ่ม เพิ่งได้กางเกงขายาว มีลายเฮลิคอปเตอร์ ที่ฮั่นโอเคยอมใส่มาเพิ่ม ก็ดีใจมากแล้ว (เดินดูโลตัสแถวบ้านเป็นชั่วโมงได้ของที่ยอมใส่มา2 ตัว)  
ประเด็นคือถ้าแม่เลือกให้ก็คงเสร็จไปนานแล้ว 
เลยเสนอฮั่นว่า เอาเสื้อนอนแขนยาวมาใส่ข้างในแล้วเอาเสื้อที่นายชอบสวมทับข้างนอกสิ เหมือนเด็กญี่่ปุ่นเลย เค้าใส่อย่างงี้กันนะ
ฮั่น: ฉันไม่ชอบ มันเป็นเสื้อนอนต้องใส่นอน แล้วพอใส่ไปมันก็คันด้วย
(ปกติคุยกับฮั่น จะแบบเพ่ือนกัน ใช้ฉันกะนาย)
เรา: แล้วนายจะใส่อะไร เอาเสื้อหนาวเจ๊เจ๊มั้ย (มีตัวหนึ่งมันสีน้ำเงินเข้ม แบบผู้ชาย) 
ฮั่น: ไม่เอา
แม่มันเสนออีกหลายตัว เริ่มปวดตับจี๊ดๆ ธรรมดาอากาศปกติ ชวนให้ใส่เสื้อตัวอื่นบ้าง บอกไอ้ตัวที่ใส่อยู่ มันเก่าจะแย่แล้ว ตัวที่ไม่ค่อยได้ใส่จะน้อยใจนะลูก แหมทำไมตอนนั้นอยากได้เสื้อไดโน มามี้ก็ไปหาซื้อมาให้ มีทั้งซื้อเสื้อขาวมาปักรูปไดโนเสาร์ให้ใส่สองตัวเดี๋ยวนี้ไม่เห็นใส่เลย เสื้อตัวนี้อาม่าไปเที่ยวมาคิดถึงฮั่นซื้อมาให้สีส้มด้วยนะ (แต่เป็นรถเต่าฮั่นไม่ชอบเลยไม่ใส่)  หรือไม่ก็ขู่บอกจะเอาไปให้ธันธันใส่นะ บลา บลา บลาาาา ปวดตับอยู่ ทุกวันเพราะสุดท้ายคุณชายก็ใส่ตัวเดิม มันเป็นอย่างงี้มาตั้งแต่ฮีเริ่มพูดรู้เรื่อง skillการต่อรองพัฒนาจนแม่มันงัดตำรามาสู้ไม่ทัน ไว้จะมาเล่าเรื่อง ฮั่นต่อรองให้ฟังที่หลัง
เรา: งั้นใส่เสื้อแล้วเอาเสื้อแต่งงานใส่ทับได้มั้ย
ฮั่น: โอเค
กว่าจะตกลงกันได้

คิดว่าหลายบ้านคงเจอสภาพไม่ต่างกัน จริงๆแล้วถือเป็นพัฒนาการด้านหนึ่งของลูก เด็กๆเริ่มมีความคิดเป็นของตัวเอง และเป็นอิสระทางความคิดจากพ่อแม่ ไม่เหมือนตอนเป็นเบบี้ ที่จะหยิบใส่อะไรก็ได้ไม่งอแง (แต่ฮั่นถ้าใส่ไม่สบาย จะร้อง หรือถอดทันที ฮีเยอะมาตั้งแต่เด็ก) การจะไปเร่งให้เค้าคิดตัดสินใจก็ไม่ใช่way ที่เราชอบ เพราะ เด็กๆก็ต้องการเวลาในการนึกตรึกตรองเหมือนผู้ใหญ่เช่นกัน การชี้นิ้วสั่งก็ไม่ใช่ way เราเช่นกัน เพราะอยากให้ลูกมีความคิดเป็นของตัวเอง มั่นใจในสิ่งที่เค้าเลือกจะทำ ไม่อยากให้เหมือนแม่มันเพราะชอบทำตามคนอื่นไม่ค่อยมีจุดยืนเป็นของตัวเอง ส่วนตัว คิดว่า นี่เป็นจุดเล็กๆในการสร้างเสริม self esteem และความคิดสร้างสรรค์ของลูก  ดูอย่างที่เด็กหลายคนชอบเอาเสื้อผ้าพ่อแม่มาใส่หรือ mix upแต่งตัวเล่นประหลาดๆ เราชอบนะ และอยากส่งเสริม เด็กกำลังเล่นบทบาทสมมติ ด้วยจินตนาการ คิดสร้างสรรค์อยู่ เม่ือลูกได้คิด สมองก็ได้ทำงานและเจริญเติบโต ตามลำดับ  ไม่น่าเชื่อนะว่า การเลือกการแต่งตัวจะช่วยในเรื่องของการพัฒนาสมองได้ แต่มันเป็นเรื่องจริงค่ะ โรงเรียนทางเลือกส่วนใหญ่ มุ่งเน้นให้เด็กๆเกิดการเรียนรู้ จากการทำกิจวัตรประจำตัวหรือมีของเล่นไม่ปรุงแต่ง เช่น บล็อคไม้ ผ้าผืน ไหมพรม ( พวกของเล่นปรุงแต่งก็พวก ชุดตรวจหมอ ชุดขายของ) ให้เด็กเล่น ไม่เพิ่งแต่เสริมสร้างกล้ามเนื้อมัดเล็กมัดใหญ่แล้ว ยังให้เด็กต้องคิดว่าจะเอามาเล่นยังไง เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กๆได้คิดเยอะๆ และสามารถต่อยอดการเล่นเป็นการเรียนรู้ได้ 


เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้ แต่ ต้องบอกว่า พ่อแม่ต้องเตรียมกายใจอย่าให้เรื่องนี้มาทำให้อารมณ์เสียยามเช้า ในช่วงรีบเร่ง ก่อนจะไปโรงเรียน หรือทำงานสาย เพราะคุณลูกไม่เพียงแต่เสียเวลาเลือกเสื้อผ้าแล้ว ยังจะโอ้เอ้ต่อเน่ืองรามไปถึงจะเลือกกินอะไรดี และอีกมากมาย  ส่วนตัวเองนั้น จะมีวิธีบริหารความมากมายของลูกเพื่อให้ทันเวลาสั้นๆง่ายๆ คือ
1. เตรียมไว้ล่วงหน้า ยิ่งรู้ว่าลูกช้า เลือกมาก ก็ให้เวลาเค้าเยอะๆ ให้มันเลือกทั้งคืนเลยจนพอใจ แต่ต้องสัญญานะว่าจะต้องใส่ไม่เปลี่ยนใจพรุ่งนี้เช้า
2. ช่วยลดทางเลือกให้ลูก เช่น ให้ลูกเลือกในสิ่งที่เราช่วยเลือกแล้ว 1 ใน 2 หรือ 3 จะได้เร็วขึ้น
3. ให้เค้ามีส่วนในการเลือกหรือตัดสินใจตั้งแต่เริ่มต้น 
4. บอกล่วงหน้ากับลูกผลที่จะเกิดถ้าเค้าใช้เวลาเยอะเกินไป และต้องปล่อยให้มันมีผลกระทบกับเค้าจริงๆ เช่น ถ้าช้า ไปสายอดเล่นกับเพ่ือนหรืออดทำอะไรที่เค้าชอบหรือสนใจ ก็ลองให้มันสายไปเลย 
5. ช่ืนชมเวลาลูกสามารถทำได้อย่างรวดเร็วและเหมาะสม ถึงจะขัดใจแม่ไปหน่อยแต่ถ้าไม่ได้เสียหายก็ปล่อยๆไปค่ะ

ระหว่างที่ใส่เสื้อไป เราบอกฮั่นว่า ยังไงก็ต้องไปซื้อเสื้อหนารด้วยกันนะ ไม่งั้น ฮั่นจะไม่หายหวัดซักที ฮั่นบอกไป เซ็นทรัลกันมั้ย มันอาจจะมีsale อยู่ก็ได้นะ แหมเด็กบ้า รู้ทันแม่อีก 
สรุปเช้านั้น เอาเสื้อหนาวแม่มันให้ใส่ไปโรงเรียนแทน

24 jan 2013