แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ deal with kid แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ deal with kid แสดงบทความทั้งหมด
วันเสาร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2557
Roots and Wings ความสัมพันธ์และความอิสระสำหรับลูก
มีของขวัญพิเศษสองสิ่ง ที่เราควรมอบให้กับลูกๆของเรา
สิ่งแรก คือ ราก
...เพื่อลูกได้มีฐานความรัก และความสัมพันธ์ที่แข็งแรง มั่นคง และปลอดภัย ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการเจริญเติบโต และเบิกบานของลูก ทั้งกาย ความคิดและจิตใจ
และอีกสิ่งหนึ่ง ที่เราควรจะมอบให้ คือ ปีก
....เด็กควรมีอิสระ มีเสียง หรือที่ของตัวเองในทุกๆเรื่อง ไม่ปิดกั้น หรือสร้างกรงครอบนกน้อยที่กำลังจะเติบโต
ความสัมพันธ์กับลูกที่แนบแน่นและมั่นคง จะนำทางให้ลูกบินได้อย่างแข็งแรง และปลอดภัย
credit: FB Skip to my Lou
More Risk More Return!! วันนี้เปิดโอกาสให้ลูกลองเสี่ยงดูหรือยัง
ยิ่งเปิดโอกาสให้เด็กได้ลอง ได้กล้าทำอะไรเสี่ยงมากเท่าไร
ก็ยิ่งทำให้เขาได้เรียนรู้ที่จะดูแลตัวเองได้ดียิ่งขึ้น
-Roald Dahl-
Credit: The Children's Movement of Florida
สิ่งที่เราพ่อแม่ทุกคนให้ความสำคัญกับลูกเป็นข้อแรกๆ คือ ความปลอดภัย
แต่รู้มัยค่ะว่า บางครั้งพ่อแม่เป็นคนสร้างความไม่ปลอดภัยให้เกิดกับลูกเองโดยไม่รู้ตัว
เพิ่งมีงานหยดน้ำที่โรงเรียนไป สิ่งหนึ่งที่พ่อแม่อึ้งกันไปตามๆกันคือ การใช้มีด ใครจะนึกค่ะว่าเด็กอนุบาลจะสามารถใช้มีดหั่นผลไม้ได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย (บางคนใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว) โดยที่คุณครูไม่ต้องมากำกับเด็กหรือจับมือทำ เด็กๆหั่นผลไม้เพื่อนำมาทำน้ำปั่นกันอย่างสนุกสนาน ไม่มีใครแย่งมีดหรือเล่นมีดอย่างไม่เหมาะสม และไม่มีใครได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด
เป็นเพราะอะไรรู้มั้ยค่ะ เพราะคุณครูใช้เวลาในการสอนการใช้มีดกับเด็กพอสมควรก่อนการใช้งานจริง ใส่ใจเด็กอย่างใกล้ชิดตลอดเวลาในช่วงแรก อุปกรณ์ต่างๆได้ถูกจัดเตรียมให้เหมาะกับการใช้งานของเด็ก คือมีดจะทื่อๆ ไม่อันตรายมาก กิจกรรมถูกจัดให้ทำเป็นประจำทุกสัปดาห์ เปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ ได้ทดลองทำ ได้สัมผัสและเข้าใจว่าทำอย่างไรจะไม่บาดมือ เด็กๆได้สนุกและภูมิใจในสิ่งที่ทำ จึงสามารถทำออกมาด้วยความมั่นใจ ได้ทำจริงจนชำนาญ
สิ่งที่ได้เรียนรู้จากห้องเรียนลูก คือ เราไม่เคยให้เวลาและเปิดโอกาสให้ลูกเรียนรู้เรื่องความปลอดภัยอย่างแท้จริง คงต้องลองเปิดใจให้ลูกทำ สำหรับเด็กเล็กก็ยังต้องอยู่ในความดูแลอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่ว่าจะให้ลองทุกอย่าง พ่อแม่ยังคงต้องคัดกรองให้อยู่ดีค่ะ ประเด็นสำคัญ คือการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ เรื่องอันตรายเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ไม่ใช่ปิดกัน ลองเปลี่ยนจากบ้านที่เต็มไปด้วยความกลัวมาเป็นมั่นใจให้ลูกลองทำ เด็กๆทำอะไรได้มากกว่าที่เราคิดค่ะ
ปล. ย้อนคิดไป เคยให้ฮั่นลองหั่นผักด้วยมีดที่บ้านซึ่งใหญ่กว่าของที่โรงเรียน ฮั่นบอกเองเลยว่า มีดนี้มันคมไม่กล้าใช้ สุดท้ายเลยช่วยกันทำ จับมือลูกหั่น เออ ลูกรู้ได้ไงว่ามันอันตราย สงสัยโดนจิ้มมาก่อนแน่เลย 555
ก็ยิ่งทำให้เขาได้เรียนรู้ที่จะดูแลตัวเองได้ดียิ่งขึ้น
-Roald Dahl-
Credit: The Children's Movement of Florida
สิ่งที่เราพ่อแม่ทุกคนให้ความสำคัญกับลูกเป็นข้อแรกๆ คือ ความปลอดภัย
แต่รู้มัยค่ะว่า บางครั้งพ่อแม่เป็นคนสร้างความไม่ปลอดภัยให้เกิดกับลูกเองโดยไม่รู้ตัว
เพิ่งมีงานหยดน้ำที่โรงเรียนไป สิ่งหนึ่งที่พ่อแม่อึ้งกันไปตามๆกันคือ การใช้มีด ใครจะนึกค่ะว่าเด็กอนุบาลจะสามารถใช้มีดหั่นผลไม้ได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย (บางคนใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว) โดยที่คุณครูไม่ต้องมากำกับเด็กหรือจับมือทำ เด็กๆหั่นผลไม้เพื่อนำมาทำน้ำปั่นกันอย่างสนุกสนาน ไม่มีใครแย่งมีดหรือเล่นมีดอย่างไม่เหมาะสม และไม่มีใครได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด
เป็นเพราะอะไรรู้มั้ยค่ะ เพราะคุณครูใช้เวลาในการสอนการใช้มีดกับเด็กพอสมควรก่อนการใช้งานจริง ใส่ใจเด็กอย่างใกล้ชิดตลอดเวลาในช่วงแรก อุปกรณ์ต่างๆได้ถูกจัดเตรียมให้เหมาะกับการใช้งานของเด็ก คือมีดจะทื่อๆ ไม่อันตรายมาก กิจกรรมถูกจัดให้ทำเป็นประจำทุกสัปดาห์ เปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ ได้ทดลองทำ ได้สัมผัสและเข้าใจว่าทำอย่างไรจะไม่บาดมือ เด็กๆได้สนุกและภูมิใจในสิ่งที่ทำ จึงสามารถทำออกมาด้วยความมั่นใจ ได้ทำจริงจนชำนาญ
สิ่งที่ได้เรียนรู้จากห้องเรียนลูก คือ เราไม่เคยให้เวลาและเปิดโอกาสให้ลูกเรียนรู้เรื่องความปลอดภัยอย่างแท้จริง คงต้องลองเปิดใจให้ลูกทำ สำหรับเด็กเล็กก็ยังต้องอยู่ในความดูแลอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่ว่าจะให้ลองทุกอย่าง พ่อแม่ยังคงต้องคัดกรองให้อยู่ดีค่ะ ประเด็นสำคัญ คือการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ เรื่องอันตรายเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ไม่ใช่ปิดกัน ลองเปลี่ยนจากบ้านที่เต็มไปด้วยความกลัวมาเป็นมั่นใจให้ลูกลองทำ เด็กๆทำอะไรได้มากกว่าที่เราคิดค่ะ
ปล. ย้อนคิดไป เคยให้ฮั่นลองหั่นผักด้วยมีดที่บ้านซึ่งใหญ่กว่าของที่โรงเรียน ฮั่นบอกเองเลยว่า มีดนี้มันคมไม่กล้าใช้ สุดท้ายเลยช่วยกันทำ จับมือลูกหั่น เออ ลูกรู้ได้ไงว่ามันอันตราย สงสัยโดนจิ้มมาก่อนแน่เลย 555
วันพุธที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
เด็กน้อยกับฝาอิชิตัน
ระหว่างน่ังรถไปทอดกฐิน เราน่ังดูดชาอิชิตันอยู่
ฮั่น มามี้ก็กินโออิชิ แล้วก็โทรศัพท์เยอะๆ ก็ได้ทอง รวยเป็นเศรษฐี
ฮั่นถามว่า มามี้อยากมีทองเยอะๆ เป็นเศรษฐี อยากรู้มั้ยว่าต้องทำยังไง
มามี้ ทำไงล่ะ
ฮั่น มามี้ก็กินอิชิตัน แล้วก็โทรศัพท์เยอะๆ ก็ได้ทอง
มามี้ แล้วถ้าไม่กินอิชิตันล่ะ ทำไงถึงจะรวย
มามี้ ถ้าโทรไปก็จะได้ทองทุกคนหรอ
ฮั่น ใช่ ได้ทุกคน มามี้ต้องโทรเยอะ
มามี้ แล้วถ้าไม่กินทั้งสองอย่าง
ฮั่น ไม่รู้สิ งั้นโทรศัพท์ไปตดให้คนนั้นฟัง 555
จากนั้นก็เริ่มคุยกันว่า อะไรคือรวย รวยเป็นเศรษฐีมันดียังไง มีเท่าไรที่ฮั่นคิดว่ารวยเป็นเศรษฐี ทำไงถึงรวย ฮ่ันให้คำตอบตามความคิดเด็กๆที่น่ารักผสมน่าเตะ (ประมาณรวยแล้วจะได้ซื้อของเล่นทุกอย่างที่อยากได้) เราได้เข้าใจว่าลูกคิดยังไงกับความร่ำรวย
ระบบบริโภคนิยมและทุนนิยมมันสอดแทรกในชีวิตเราอย่างไม่รู้ตัว เด็กๆก็รับรู้ซึมชับไปด้วย ซึ่งเค้ายังอยู่ในวัยที่ไม่สามารถแยกแยะหรือคิดวิเคราะห์ถูกผิดได้ เช่น ฮั่นบอกเจลเล่มีประโยชน์ เพราะในทีวีบอกว่า มีวิตามิน คงเป็นหน้าที่พ่อแม่ท่ีต้องช่วยให้ความรู้และกลั่นกรองสื่อสำหรับเด็กอย่างใกล้ชิด คิดว่ากลับบ้านไปจะวางแผนกับพี่โหยวว่าจะสอนหรือต่อยอดเรื่องที่คุยยังไงต่อดี เพราะช่วงหลังฮั่นเริ่มโต และสามารถยกเหตุผลหรือข้ออ้างขำๆบ้าง น่าสนใจบ้างมาเชิญชวนแม่ให้ซื้อของเล่นให้
เช่น ซื้อเป็นคู่มันลดราคา หรืออยากซื้ออันนี้ให้มามี้แต่มามี้ซื้ออันนี้ให้ฮั่นด้วย หรือมาแนวเผด็จการเช่น จะถูกจะแพงมามี้ก็ต้องซื้อให้นะ หลายเร่ืองที่ไม่รู้ว่าฮั่นไปความคิดน่ันมาจากไหน แต่เรื่องดีๆหรือเหตุดีๆที่ฮั่นใช้กับแม่มาจากหนังสือที่เราอ่านให้ฟังทุกวัน
หวังว่า โตไปจะได้เป็นอนาคตชาติที่ไม่นั่งคอยจะรวยเพราะชิงโชคทองจากฝาน้ำชานะลูกรัก
เขียนเม่ือ 27 ต.ค.2013
วันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
เคล็ดลับการดูแลความปลอดภัยของลิงน้อยแบบแฮปปี้
คนจีนเชื่อกันว่า ยิ่งตกยิ่งโต สำหรับคุณแม่หัวสมัยใหม่ลูกชายสองวัยซน (อย่างกะลิง) อย่างเราก็ยังเชื่อเช่นนั้นเหมือนกันค่ะ เราก็ไม่หวั่นและยังเต็มทีกับการที่จะให้ลูกได้สัมผัสและเรียนรู้โลกกว้างอย่างอิสระ แต่อยู่บนพื้นฐานแห่งความปลอดภัย เริ่มจากการเตรียมทั้งตัวและหัวใจกับเรื่องหวาดเสียว ปวดหัวใจ กับเรื่องเจ็บตัวของลิงน้อย โดยเฉพาะฮั่น (4ขวบครึ่ง) ลิงแสนซ่าซนผ่านการล้ม ชน ตก กระแทกมาไม่นับไม่ถ้วน และตอนนี้ ธัน (7เดือน) สมาชิกใหม่ของบ้านที่เริ่มฉายแววความซ่า ทั้งกระโดด คลานงับงับของ และลุยทุกพื้นที่ของบ้าน เพื่อให้การยิ่งตกยิ่งโตเป็นไปอย่างราบรื่น ที่บ้านได้ตั้งกฏแห่งความปลอดภัยมา 4 ข้อ ดังนี้ค่ะ
1) เล่น-ลุย-ซนได้เท่าที่อยาก ถ้าไม่ได้อยู่ในที่หรือบริเวณที่เสี่ยงต่อการเป็นอันตราย หรือบาดเจ็บ
จัดบริเวณที่ลูกใช้ชีวิตประจำวัน และทำกิจกรรมต่างๆอย่างปลอดภัย รวมทั้งอุปกรณ์และของใช้ต่างๆ แยกบริเวณเล่นของคนพี่และคนน้องอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้เบบี้เป็นอันตรายจากของของคนพี่ ส่วนเบบี้ก็มีบริเวณส่วนตัวให้คลาน ให้เล่นและหยิบจับของเล่นของใช้ ไม่ให้พลาดการพัฒนา sensory อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ ทุกครั้งที่ออกนอกบ้าน เราก็ต้องหาข้อมูลของสถานที่ที่จะไปก่อน เพื่อให้สามารถแยกแยะจุดที่ไม่ควรให้ลูกไปเล่น รวมทั้ง survey พื้นที่รอบๆว่าให้มีสถานพยาบาลอยู่ใกล้ๆ โดยเฉพาะ เวลาออกต่างจังหวัด จะเลือกพักในย่านที่ไม่ห่างจากโรงพยาบาลมากนักค่ะ
2) เล่น-ลุย-ซนได้ทุกท่าทุกเวลา ถ้าไม่ทำให้ตัวเองและผู้อื่นเจ็บตัวหรือเป็นอันตราย
สำหรับเจ้าลิงตัวโต เราใช้การสอนเรื่องความปลอดภัยผ่านนิทานและหนังสือ โดยจะพูดคุยตกลงกับลูกถึงสิ่งที่ทำได้และทำไม่ได้ล่วงหน้า เพื่อให้เข้าใจตรงกันเป็นกฎในการเล่น-ลุย-ซน จะพูดคุยกันถึงผลเสียจากสิ่งที่ไม่ควรทำจริงๆ โดยไม่มีการหลอกหรือขู่ให้กลัว บางครั้งอาจต้องปล่อยให้ลูกเจ็บตัวบ้าง (แต่อยู่ในขอบเขตที่พ่อแม่ดูแลได้) เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และจดจำในสิ่งที่ไม่ควรทำ ครั้งหนึ่งฮั่นละเลยไม่ยอมนั่งบนคาร์ซีทแล้วเกิดรถเบรคกระทันหันทำให้ฮั่นกระแทกกับเบาะรถ จากนั้นมาฮั่นก็นั่งคาร์ซีททุกครั้งที่ขึ้นรถโดยไม่ต้องบอกเลยค่ะ
3) รักษาสุขภาพและพร้อมรับมือเหตุที่ไม่ขาดคิดเสมอ เพื่อเป็นรากฐานของการใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย
เด็กเล็กที่มีพัฒนาการทางร่างกายไม่สมบูรณ์ มีโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายกว่า จึงจำเป็นมากที่จะต้องใส่ใจให้ลูกได้ทานอาหารที่มีคุณค่า ออกกำลังกายกล้ามเนื้อมัดเล็กมัดใหญ่ให้มีพัฒนาการที่ดี สมบูรณ์ตามวัย
4. เตรียมการพร้อมสำหรับเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง
แต่หากเกิดอุบัติเหตุจริงๆ แม่ก็สามารถแปลงร่างเป็นโดเรมอนอย่างเราก็จะมีกระเป๋าวิเศษติดตัวตลอดเวลา (ยังมีเก็บไว้ตามห้องต่างๆ และบนรถ) พร้อมจะควักยาหม่องและพลาสเตอร์ติดแผลลายการ์ตูนน่ารักๆ มาปฐมพยาบาลลูกได้อย่างทันท่วงที
เล่น-ลุย-ซน ได้อย่างปลอดภัยทุกทีทุกเวลาค่ะ
วันอังคารที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2557
ลองมาวางแผนกลยุทธครอบครัวดู
My hubby ชอบเอาแนวคิด NPL มาคุยให้ฟัง แถมทุกเช้าเปิดซีดีของบัณฑิต อึ้งรังษี วาทยกรชาวไทยที่มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ ให้ฟังอีก บอกว่าทำอะไรต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน ย้ำกับตนให้มั่นใจว่าทำได้ แล้วเราจะหาทางให้ตนเองไปถึงเป้าหมายในที่สุด ซึ่งกำลังพยายามเอามาประยุกต์ใช้กับตัวเองอยู่เหมือนกัน ทฤษฎีได้แล้วแต่ยังไม่ได้เริ่มปฏิบัติ ลองมาดูละกัน
ขอเกริ่นเรื่องการทำ Strategy ขององค์กรก่อน ตอนนี้ หนึ่งในproject ที่ช่วย support ผู้บริหารทำอยู่ คือการทำ corporate strategic plan ใหม่อยู่ เพื่อรองรับกับธุรกิจที่ขยายตัว และสะท้อนวิสัยทัศน์ (Vision) และ พันธกิจ (Mission) ของบริษัทฯ ที่ก็กำลังจะเปลี่ยนใหม่เหมือนกัน ผู้บริหารระดับสูงหรือเจ้าของได้ตั้งเป้าของบริษัทใหม่ใน 5 ปีข้างหน้าแล้ว review vision และ mission และกำหนดกลยุทธต่างๆ ตาม mission ที่ตั้งไว้ ก็เหมือนกับการออกรบ ถ้ายังไม่รู้ว่ารบไปเพื่ออะไร เป้าหมายในการรบคืออะไร ก็สูญเปล่า การตั้งหรือกำหนดกลยุทธทั้งหลายทั้งปวงจึงสำคัญมาก เพื่อให้บริษัทฯได้ทั้งผลกำไร หรือเป้าหมายอื่นๆที่ต้องการ พอได้ทิศทางว่าจะเป็นอะไร บริษัทก็จะมาว่ากลยุทธเพื่อให้สามารถทำ Mission ต่างๆให้ได้ตามที่กำหนดหรือวาดฝันไว้ นั้นก็คือ Corporate strategic plan นั้นเอง แผนกลยุทธอาจจะเปลี่ยนแปลงได้
เคย research ดูเกี่ยวกับการตั้ง Vision หรือ Mission ของบริษัทชั้นนำของโลก จากwww.strategicmanagementinsight.com<http://www.strategicmanagementinsight.com> เวปนี้มีประเมินผลการตั้ง Vision/Mission statement เป็นคะแนนด้วย โดยเทียบว่าใน mission statement มีการพูดถึง factor หรือปัจจัยที่ทำให้ mission ต่างๆประสบความสำเร็จหรือเปล่า แล้วบริษัทที่ได้คะแนนสูงสุดน่าจะเป็น Toyota โดย Global Vision Statement 2020 ของToyota มีว่า
“Toyota will lead the way to the future of mobility, enriching lives around the world with the safest and most responsible ways of moving people. Through our commitment to quality, constant innovation and respect for the planet, we aim to exceed expectations and be rewarded with a smile. We will meet our challenging goals by engaging the talent and passion of people, who believe there is always a better way.”
ที่มา http://www.toyota-global.com/company/vision_philosophy/toyota_global_vision_2020.html
สามารถ click ตรงต้นไม้เพื่ออธิบาย key word สำคัญใน global vision statement อ่านเข้าใจง่ายดีค่ะ
จะเห็นได้ว่า Toyota ไม่ได้มองแต่เรื่องการเติบโตทางธุรกิจอย่างเดียว เป้าหมายหลักของ Toyota นั้นเพื่อเป็นผู้นำในการสร้างโลกแห่งอนาคต ที่ทุกคนขับเคลื่อนเดินทางกันอย่างมีคุณภาพ ปลอดภัย และรอยยิ้ม ซึ่งมีคำมั่นต่อการพัฒนา innovation อย่างต่อเนื่อง และดูแลรักษาโลกและสิ่งแวดล้อมด้วย นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นให้เกิดความพึงพอใจเกินความคาดหวัง และใส่ใจ people ของ Toyota ด้วย
จาก Global vision 2020 ของToyota ทำให้เราเห็นแววว่า รถรุ่นต่อไปที่จะออกมา มันจะต้อง eco-friendly สุดยอดปลอดภัย ไฮเทคและดีกว่านำชาวบ้าน คนนั้นยิ้มได้เพราะราคาคุ้มค่าแถมไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมอะไรประมาณ นั้นคือ
ที่นี้ กลับมาเรื่องของเรา ที่นี้ใจจริงตั้งใจไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว ว่าตั้ง goal สำหรับตัวเอง (ไม่ต่างอะไรกับ corporate goal) ว่าจะเป็นอย่างไรในปีนี้ เอาแค่ปีนี้ก่อน ขอตั้งเป้าต่ำหน่อย เน้น achieve ง่ายๆ ขอเน้นที่ไม่ใช้การสร้างตัวเงินแต่เป็นการสร้างครอบครัว
“Toyota will lead the way to the future of mobility, enriching lives around the world with the safest and most responsible ways of moving people. Through our commitment to quality, constant innovation and respect for the planet, we aim to exceed expectations and be rewarded with a smile. We will meet our challenging goals by engaging the talent and passion of people, who believe there is always a better way.”
ที่มา http://www.toyota-global.com/company/vision_philosophy/toyota_global_vision_2020.html
สามารถ click ตรงต้นไม้เพื่ออธิบาย key word สำคัญใน global vision statement อ่านเข้าใจง่ายดีค่ะ
จะเห็นได้ว่า Toyota ไม่ได้มองแต่เรื่องการเติบโตทางธุรกิจอย่างเดียว เป้าหมายหลักของ Toyota นั้นเพื่อเป็นผู้นำในการสร้างโลกแห่งอนาคต ที่ทุกคนขับเคลื่อนเดินทางกันอย่างมีคุณภาพ ปลอดภัย และรอยยิ้ม ซึ่งมีคำมั่นต่อการพัฒนา innovation อย่างต่อเนื่อง และดูแลรักษาโลกและสิ่งแวดล้อมด้วย นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นให้เกิดความพึงพอใจเกินความคาดหวัง และใส่ใจ people ของ Toyota ด้วย
จาก Global vision 2020 ของToyota ทำให้เราเห็นแววว่า รถรุ่นต่อไปที่จะออกมา มันจะต้อง eco-friendly สุดยอดปลอดภัย ไฮเทคและดีกว่านำชาวบ้าน คนนั้นยิ้มได้เพราะราคาคุ้มค่าแถมไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมอะไรประมาณ นั้นคือ
ที่นี้ กลับมาเรื่องของเรา ที่นี้ใจจริงตั้งใจไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว ว่าตั้ง goal สำหรับตัวเอง (ไม่ต่างอะไรกับ corporate goal) ว่าจะเป็นอย่างไรในปีนี้ เอาแค่ปีนี้ก่อน ขอตั้งเป้าต่ำหน่อย เน้น achieve ง่ายๆ ขอเน้นที่ไม่ใช้การสร้างตัวเงินแต่เป็นการสร้างครอบครัว
Family Target 2014 คงประมาณว่า สมาชิกครอบครัวสุขภาพแข็งแรง เที่ยว เล่น อย่างรู้ลึกรู้จริง
Vision & Mission
“จะเป็นครอบครัวที่ทันสมัย ใส่ใจเรื่องสุขภาพและอาหารการกิน สร้างเสริมความรู้และประสบการณ์ชีวิตลูกผ่านการเล่น เที่ยว และกีฬา เป็นคุณพ่อคุณแม่ผู้เชี่ยวชาญ (SME: Subject-matter expert) ด้านใดด้านหนึ่ง และ Green family in green way”
“จะเป็นครอบครัวที่ทันสมัย ใส่ใจเรื่องสุขภาพและอาหารการกิน สร้างเสริมความรู้และประสบการณ์ชีวิตลูกผ่านการเล่น เที่ยว และกีฬา เป็นคุณพ่อคุณแม่ผู้เชี่ยวชาญ (SME: Subject-matter expert) ด้านใดด้านหนึ่ง และ Green family in green way”
วันอาทิตย์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2557
สร้างลูกรักให้เป็น expert
ทุกวันที่ลูกเติบโต เราได้คอยนั่งเฝ้า ความเปลี่ยนแปลงของลูก ลูกมีความชอบและสนใจที่เปลี่ยนไปตามวัย หน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่อย่างเราต้องคอย
1.สังเกต ติดตาม เพื่อรู้ถึงสิ่งที่ลูกสนใจ และรายละเอียด
ตั้งแต่ฮั่นนั่งได้ ก็ชอบหมุนล้อรถ พอเดินได้ก็เล่นรถตามประสาเด็กผู้ชาย ฮั่นชอบรถแข่ง รถไฟ รถดับเพลิง รถขยะ รถบรรทุก ทุกประเภท แต่ดูจะชอบมากคงเป็นรถก่อสร้างเป็นพิเศษ ด้วยมี function การใช้งานที่หลากหลายเฉพาะตัว สามารถบุกทะลุยไปทุกที ทำได้ทั้งงานหนัก งานลุย งานเลอะเทอะถูกใจหนุ่มน้อยเป็นที่สุด นอกจากนี้ สีส้มของรถก่อสร้างต่างๆที่สวยสะดุดตา จนกลายเป็นสีโปรดของฮั่นจนถึงวันนี้
2.เสริมสร้างสิ่งที่ลูกชอบ เพิ่มเติมคลังความรู้และต่อยอดการเรียนรู้ ผ่านการเล่น
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เราก็เริ่มมีหนังสือเกี่ยวกับ Truck, Digger, Construction truck และเรื่องการก่อสร้างเพิ่มขึ้น ฮั่นจะขอให้แม่อ่านให้ฟังทุกวันก่อนนอน โดยเฉพาะเรื่องก่อสร้างถนน หรือเรื่องของรถ Digger ทั้งฮั่นและแม่ก็เรียนรู้ชื่อของรถประเภทต่างๆไปด้วยกัน Grader คืออะไร Compactor ใช้ทำอะไร
ทุกทริปที่ไปทะเลหรือเล่นที่กองทราย ฮั่นไม่ลืมที่จะเอารถขุดดิน รถบรรทุกดิน และบรรดารถต่างๆไปเล่นจำลองทำงานด้วย ฮั่นสามารถเล่นได้เป็นวันโดยไม่บ่นเลย หากไม่ได้เอาของเล่นไปด้วย ฮั่นจะทำมือทำแขนตัวเองเป็นเหมือนแขนและ bucket ของ Digger เพื่อขุดดิน จินตนาการกว้างไกล
3.นำพาลูกสู่ของจริง สร้างประสบการณ์ตรง
วันหนึ่ง เจ้าของพื้นที่สวนมะพร้าวข้างบ้านจ้างคนงานมาถมที่ ตั้งแต่เช้ายันเย็น จะมีรถขุดดินคันโตทำหน้าที่ล้มต้นมะพร้าวและขนลำต้นใส่รถกระบะ Dump truck คันใหญ่ นอกจากนี้ ยังมีรถบด รถขุดอีกหลายคัน ฮั่นขอให้แม่อุ้มยืนดูที่หน้าต่างทั้งวัน ขนาดตอนกินข้าวก็ต้องนั่งดูจากหน้าต่างที่ห้องครัว อาบน้ำก็ขอดูผ่านหน้าต่างในห้องน้ำ เป็นอย่างนี้อยู่หลายวัน จนช่วงบ่ายแก่ของวันเสาร์ แม่ได้จูงฮั่นไปดูรถต่างๆ และขอปีนขึ้นไปนั่งเล่นแต่ละคัน โชคดีที่พี่คนขับรถขุดดินคันใหญ่ยังอยู่ พี่ใจดีอุ้มฮั่นขึ้นไปนั่งเล่นอยู่บนรถขุดดินสักพักก็ต้องทำงานต่อ จากสายตาของเด็กตัวเล็กๆ เมื่อเห็นรถในฝันแสดงพลังการทำงาน ก็ยิ่งตื่นเต้นและยิ่งประทับใจ
ทุกวันนี้ ฮั่นรู้จักประเภทของรถ truck และ construction truck ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และเมื่อถามฮั่นว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร ฮั่นจะบอกว่า อยากเป็นคนขับรถขุดดิน
4.ไม่คาดหวังผลลัพท์ แต่มุ่งมั่นให้เกิดกระบวนการเรียนรู้
วันนี้ ฮั่นเริ่มสนใจรถ construction ประเภทขุดเหมืองแร่ (Miner) เริ่มรู้จักรถ Driller ที่ใช้ขุดเจาะแร่ รถขนแร่ที่มีสายพาน เวลาเล่น ฮั่นชอบสร้างเมือง ถนนหรือเล่นขุดแร่ เมื่อสังเกตรายละเอียดที่ฮั่นเล่น จะเห็นได้ชัดว่า การเรียบเรียงกระบวนการก่อสร้าง หรือการเล่นจำลองเป็นนักขุดแร่ของฮั่น เป็นขั้นเป็นตอน อะไรมาก่อนมาหลัง มีการคิดเป็นระบบ นอกจากนี้ ยังมีความคิดสร้างสรรค์ในการคิดและสร้างเครื่องจักรแปลกๆเพื่อใช้งานในการเล่นของเค้าด้วย แม้ฮั่นจะไม่รู้ตัว แต่แม่มั่นใจว่า ฮั่นได้เริ่มเรียนรู้ที่จะคิดและทำอย่าง Expert แล้ว
ทุกวันนี้ พยายามเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกค่ะ ในการศึกษาค้นคว้าให้มีความรู้ใหม่ๆเสมอ พัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ฮั่นเริ่มทำตาม และตอนนี้ฮั่นมีน้องชาย(ธันธัน) แล้ว ฮั่นบอกว่า ฮั่นจะสอนให้ธันธันเป็นคนขับรถขุดดินที่ดีค่ะ
วันเสาร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2557
ไม่ต้องสอน เด็กก็เขียนหนังสือเองได้
ช่วงหลังลิงฮั่นชอบเขียนหนังสือมาก โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ทั้งที่ๆบ้านไม่เคยสอนการเขียนเลย ก็เลยเอาภาษาไทยมาสร้างบรรยากาศกระตุ้นให้ฮ่ันอยากเข้ามารู้จักตัวอักษรไทยบ้าง
มีพ่อแม่หลายคนกังวลว่าเด็กอนุบาลต้องเขียนและอ่านหนังสือได้ หลายบ้านให้ลูกทำแบบฝึกหัดแบบเขียน ก ข ค มีดุมีบ่นลูกเขียนไม่สวยไม่ตามเส้นบ้าง ส่วนตัวเห็นแล้วก็สงสารเด็กๆท่ีถูกเร่งรัดให้เรียนรู้ จริงๆไม่ต้องรีบร้อนค่ะ ให้เวลาเค้าเล่นให้เต็มที่ ให้พัฒนากล้ามเนื้อให้พร้อมและเม่ือเค้าอยากเรียนเราก็ค่อยสอนได้ค่ะ
เด็กอย่างฮั่นและเพื่อนๆหลายคนเขียนหนังสือได้โดยไม่ต้องสอนค่ะ เป็นstepการเรียนรู้ของเด็กตามธรรมชาติ เด็กๆจะใช้การจดจำตัวอักษรหรือสัญลักษณ์ และเม่ือกล้ามเนื้อมือพร้อม เด็กๆจะกลั่นกรองคำ ท่ีเคยเห็น ประมวลเป็นภาพ และสั่งให้มือเขียนได้เอง สมองของเด็กได้ใช้งานในการคิดเพื่อเขียนตัวอักษร ไม่เหมือนกับการเขียนจากความเคยชินในการคัดลายมือ อันนี้ส่วนตัวคิดว่าสมองได้สั่งการอะไร
นอกจากการสร้างความจำค่ะ เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวลค่ะว่าต้องรีบหัดเด็กอนุบาลให้เขียนหนังสือเป็น ลองคิดถึงผู้ใหญ่อย่างเราๆที่มาเรียนภาษาที่สามตอนโตแล้วเช่นภาษาจีนหรือญี่ปุ่น เราสามารถเขียนตัวอักษรได้เมื่อเห็น หลักการเดียวกัน
สำหรับพ่อแม่ที่ไม่ค่อยมีเวลา ก็ควรจะใช้การอ่านหนังสือกับลูกวันละเล่ม ให้ลูกได้สัมผัส และพบเห็นคำเยอะๆค่ะ เป็นกิจกรรมที่ง่าย ลงทุนแรงพ่อแม่อย่างเดียว
ว่าแล้ว ฮั่นหยิบหนังสือมาให้อ่านก่อนนอนเป็นกอง
เขียนปี 2013
วันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2557
เด็กเลือกมาก จัดการลิงแบบ win win
ปลายปี 2013 ต่อปี2014 ในวันที่ความหนาวเย็นยังไม่จากกรุงเทพไป (อะไรกัน สิบกว่าองศา บ้าไปแล้ว) อากาศช่างเย็นยะเยือกต่างกับทุกปี แต่เหตุการณ์ที่เกิดเป็นประจำทุกวันคือ แม่ลูกชายทะเลาะกันเรื่องเสื้อผ้า ขอย้ำว่าเป็นลูกชาย ที่ช่างเลือก เรื่องมากมายเหลือเกิน เราพยายามพูดโน้มน้าวให้ใส่เสื้อแขนยาว เพราะเสื้อหนาว jacket สีส้มตัวเดียวที่ฮั่นยอมใส่ถูกเอาไปซัก
เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ที่แม่อย่างเรากำลังเจออยู่
- ฮั่นขี้รำคาญ ไม่ชอบใส่กางเกงขายาวเสื้อแขนยาว จึงไม่ได้ซื้อเพิ่ม
- เสื้อแขนยาวที่มีอยู่ ยอมใส่อยู่แค่ 2 ตัว คือ jacket สีส้ม กับเสื้อเชิ๊ตชุดแต่งงาน (ฮั่นเรียกอย่างนี้เพราะเอาไว้ใส่ไปงานแต่งงาน)
- กางเกงขายาวที่มีอยู่ ยอมใส่อยู่ 1 ตัว เฉพาะเวลามีงานที่โรงเรียน
- กางเกงที่ใส่ เป็นขาสั้น ใส่อยู่ 5-6 ตัว จากที่มีอยู่ เต็มตู้ สีไม่ชอบ ผ้าไม่นุ่ม ลายไม่โดนไม่ใส่
- ฮั่นมีชุดนอนแขนยาวขายาวเยอะมาก แต่จะใส่นอนอย่างเดียว ต้องเป็นเซทเดียวกันด้วย
- ฮั่นชอบสีส้ม ขาว และน้ำตาล แต่ยอมใส่สีส้ม กับขาว นอกนั้นขอดูลายก่อน
- ฮั่นชอบลายรถ แต่เป็นเฉพาะบางประเภท ต้องเลือกเองเท่านั้น เช่น รถตักดิน รถ construction รถตำรวจ มีเพิ่มมาที่ไม่ใช่รถ คือ angry bird แต่ เน้น *ต้องลายที่ตัวเองเลือกเท่านั่น*
- ฮ่ันเคยชอบเสื้อลายไดโนเสาร์ ตอนนี้ไม่ชอบแล้ว และไม่ใส่เลย
- เสื้อเล็กนิดหน่อยใส่ยาก ฮั่นไม่ใส่
- เสื้อมีรู มีรอยสกปรก หรือยับไม่ใส่ ยกเว้นเป็นเสื้อตัวโปรด
- เสื้อโปโล หล่อๆ ไม่ใส่ ร้อน
- เสื้อกล้าม ไม่มีแขน ถึงจะชอบลายก็ไม่ใส่
- เสื้อกางเกงผ้าไทย ฮั่นไม่ชอบ ไม่ใส่
- เสื้อที่ยอมใส่มีแค่ 5-6 ตัว จากเสื้อผ้าเต็มตู้
- ถุงเท้ายอมใส่ แต่พอเหง่ือออกเท้า จะถอดทันที
ที่นี่ เหมือนเล่นเกมตัดออก ยิ่งอากาศหนาวๆ ทางเลือกก็ยิ่งลดลง เราก็ยังไม่มีเวลาพาฮั่นไปซื้อเสื้อหนาวเพิ่ม เพิ่งได้กางเกงขายาว มีลายเฮลิคอปเตอร์ ที่ฮั่นโอเคยอมใส่มาเพิ่ม ก็ดีใจมากแล้ว (เดินดูโลตัสแถวบ้านเป็นชั่วโมงได้ของที่ยอมใส่มา2 ตัว)
ประเด็นคือถ้าแม่เลือกให้ก็คงเสร็จไปนานแล้ว
เลยเสนอฮั่นว่า เอาเสื้อนอนแขนยาวมาใส่ข้างในแล้วเอาเสื้อที่นายชอบสวมทับข้างนอกสิ เหมือนเด็กญี่่ปุ่นเลย เค้าใส่อย่างงี้กันนะ
ฮั่น: ฉันไม่ชอบ มันเป็นเสื้อนอนต้องใส่นอน แล้วพอใส่ไปมันก็คันด้วย
(ปกติคุยกับฮั่น จะแบบเพ่ือนกัน ใช้ฉันกะนาย)
เรา: แล้วนายจะใส่อะไร เอาเสื้อหนาวเจ๊เจ๊มั้ย (มีตัวหนึ่งมันสีน้ำเงินเข้ม แบบผู้ชาย)
ฮั่น: ไม่เอา
แม่มันเสนออีกหลายตัว เริ่มปวดตับจี๊ดๆ ธรรมดาอากาศปกติ ชวนให้ใส่เสื้อตัวอื่นบ้าง บอกไอ้ตัวที่ใส่อยู่ มันเก่าจะแย่แล้ว ตัวที่ไม่ค่อยได้ใส่จะน้อยใจนะลูก แหมทำไมตอนนั้นอยากได้เสื้อไดโน มามี้ก็ไปหาซื้อมาให้ มีทั้งซื้อเสื้อขาวมาปักรูปไดโนเสาร์ให้ใส่สองตัวเดี๋ยวนี้ไม่เห็นใส่เลย เสื้อตัวนี้อาม่าไปเที่ยวมาคิดถึงฮั่นซื้อมาให้สีส้มด้วยนะ (แต่เป็นรถเต่าฮั่นไม่ชอบเลยไม่ใส่) หรือไม่ก็ขู่บอกจะเอาไปให้ธันธันใส่นะ บลา บลา บลาาาา ปวดตับอยู่ ทุกวันเพราะสุดท้ายคุณชายก็ใส่ตัวเดิม มันเป็นอย่างงี้มาตั้งแต่ฮีเริ่มพูดรู้เรื่อง skillการต่อรองพัฒนาจนแม่มันงัดตำรามาสู้ไม่ทัน ไว้จะมาเล่าเรื่อง ฮั่นต่อรองให้ฟังที่หลัง
เรา: งั้นใส่เสื้อแล้วเอาเสื้อแต่งงานใส่ทับได้มั้ย
ฮั่น: โอเค
กว่าจะตกลงกันได้
คิดว่าหลายบ้านคงเจอสภาพไม่ต่างกัน จริงๆแล้วถือเป็นพัฒนาการด้านหนึ่งของลูก เด็กๆเริ่มมีความคิดเป็นของตัวเอง และเป็นอิสระทางความคิดจากพ่อแม่ ไม่เหมือนตอนเป็นเบบี้ ที่จะหยิบใส่อะไรก็ได้ไม่งอแง (แต่ฮั่นถ้าใส่ไม่สบาย จะร้อง หรือถอดทันที ฮีเยอะมาตั้งแต่เด็ก) การจะไปเร่งให้เค้าคิดตัดสินใจก็ไม่ใช่way ที่เราชอบ เพราะ เด็กๆก็ต้องการเวลาในการนึกตรึกตรองเหมือนผู้ใหญ่เช่นกัน การชี้นิ้วสั่งก็ไม่ใช่ way เราเช่นกัน เพราะอยากให้ลูกมีความคิดเป็นของตัวเอง มั่นใจในสิ่งที่เค้าเลือกจะทำ ไม่อยากให้เหมือนแม่มันเพราะชอบทำตามคนอื่นไม่ค่อยมีจุดยืนเป็นของตัวเอง ส่วนตัว คิดว่า นี่เป็นจุดเล็กๆในการสร้างเสริม self esteem และความคิดสร้างสรรค์ของลูก ดูอย่างที่เด็กหลายคนชอบเอาเสื้อผ้าพ่อแม่มาใส่หรือ mix upแต่งตัวเล่นประหลาดๆ เราชอบนะ และอยากส่งเสริม เด็กกำลังเล่นบทบาทสมมติ ด้วยจินตนาการ คิดสร้างสรรค์อยู่ เม่ือลูกได้คิด สมองก็ได้ทำงานและเจริญเติบโต ตามลำดับ ไม่น่าเชื่อนะว่า การเลือกการแต่งตัวจะช่วยในเรื่องของการพัฒนาสมองได้ แต่มันเป็นเรื่องจริงค่ะ โรงเรียนทางเลือกส่วนใหญ่ มุ่งเน้นให้เด็กๆเกิดการเรียนรู้ จากการทำกิจวัตรประจำตัวหรือมีของเล่นไม่ปรุงแต่ง เช่น บล็อคไม้ ผ้าผืน ไหมพรม ( พวกของเล่นปรุงแต่งก็พวก ชุดตรวจหมอ ชุดขายของ) ให้เด็กเล่น ไม่เพิ่งแต่เสริมสร้างกล้ามเนื้อมัดเล็กมัดใหญ่แล้ว ยังให้เด็กต้องคิดว่าจะเอามาเล่นยังไง เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กๆได้คิดเยอะๆ และสามารถต่อยอดการเล่นเป็นการเรียนรู้ได้
เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้ แต่ ต้องบอกว่า พ่อแม่ต้องเตรียมกายใจอย่าให้เรื่องนี้มาทำให้อารมณ์เสียยามเช้า ในช่วงรีบเร่ง ก่อนจะไปโรงเรียน หรือทำงานสาย เพราะคุณลูกไม่เพียงแต่เสียเวลาเลือกเสื้อผ้าแล้ว ยังจะโอ้เอ้ต่อเน่ืองรามไปถึงจะเลือกกินอะไรดี และอีกมากมาย ส่วนตัวเองนั้น จะมีวิธีบริหารความมากมายของลูกเพื่อให้ทันเวลาสั้นๆง่ายๆ คือ
1. เตรียมไว้ล่วงหน้า ยิ่งรู้ว่าลูกช้า เลือกมาก ก็ให้เวลาเค้าเยอะๆ ให้มันเลือกทั้งคืนเลยจนพอใจ แต่ต้องสัญญานะว่าจะต้องใส่ไม่เปลี่ยนใจพรุ่งนี้เช้า
2. ช่วยลดทางเลือกให้ลูก เช่น ให้ลูกเลือกในสิ่งที่เราช่วยเลือกแล้ว 1 ใน 2 หรือ 3 จะได้เร็วขึ้น
3. ให้เค้ามีส่วนในการเลือกหรือตัดสินใจตั้งแต่เริ่มต้น
4. บอกล่วงหน้ากับลูกผลที่จะเกิดถ้าเค้าใช้เวลาเยอะเกินไป และต้องปล่อยให้มันมีผลกระทบกับเค้าจริงๆ เช่น ถ้าช้า ไปสายอดเล่นกับเพ่ือนหรืออดทำอะไรที่เค้าชอบหรือสนใจ ก็ลองให้มันสายไปเลย
5. ช่ืนชมเวลาลูกสามารถทำได้อย่างรวดเร็วและเหมาะสม ถึงจะขัดใจแม่ไปหน่อยแต่ถ้าไม่ได้เสียหายก็ปล่อยๆไปค่ะ
ระหว่างที่ใส่เสื้อไป เราบอกฮั่นว่า ยังไงก็ต้องไปซื้อเสื้อหนารด้วยกันนะ ไม่งั้น ฮั่นจะไม่หายหวัดซักที ฮั่นบอกไป เซ็นทรัลกันมั้ย มันอาจจะมีsale อยู่ก็ได้นะ แหมเด็กบ้า รู้ทันแม่อีก
24 jan 2013
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



















