แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อยู่กับลูก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อยู่กับลูก แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2559

พาลูกไปงานสัปดาห์หนังสือยังไงให้ช้อปสนุก คุณลูกไม่งอแง

พาลูกไปงานสัปดาห์หนังสือยังไงให้ช้อปสนุก และคุณลูกไม่งอแง ใครวางแผนจะพาเด็กๆ ไป มาดูทิปดีๆ กันได้เลยค่ะ 


1. เตรียมใจลูกๆให้พร้อมก่อนงาน เราควรบอกเด็กๆว่า จะไปเจออะไรในงาน คนเยอะๆ หนังสือๆ สถานที่กว้างๆ เด็กๆ ไม่ควรทำอะไร เช่น ไปไหนคนเดียว

สำหรับเด็กเล็กที่ต่ำกว่า 3 ขวบ แนะนำว่าไม่ควรพาไปค่ะ เพราะยังเล็กมากไม่เข้าใจการซื้อหนังสือ เสี่ยงจะไม่สบายแถมกลับบ้านอีกต่างหาก ไว้คุณแม่ช้อปหนังสือดีๆ กลับไปฝากจะดีกว่าค่ะ


2. เตรียมตัวลูก เสื้อผ้าไม่เอาชุดเจ้าหญิงเด็กๆควรมีสิ่งของติดตัวน้อยสุด เหลือแค่บัตรชื่อ-เบอร์โทคุณพ่อคุณแม่ กับเงินติดตัวนิดหน่อย อาหารทานมาให้อิ่มพอดี ติดขนมกับกระติกน้ำเล็กๆไปด้วย เพื่อเดินติดลมจะได้ไม่ต้องเสียเวลาต่อคิวซื้ออาหารและน้ำ อ้อ มีกระเป๋าผ้ามาใส่หนังสือที่อยากซื้อของตัวเอง ก็ช่วยให้แม่ไม่ต้องแบกหนักอยู่คนเดียวค่ะ


3. วางแผนการช้อป คุยกับลูกว่า จะซื้ออะไร ไม่ซื้ออะไร งบคนละเท่าไร เริ่มไปดูหนังสือลูกก่อน แล้วไปของพ่อต่อนะ ดูผังร้านจากเวบ www.pubat.or.th คิดกันก่อนไปงานเลย ว่าเส้นทางเดินดูงานจะเป็นแบบไหน วิธีนี้ช่วยจำกัดความต้องการของลูก (และพ่อแม่) ลดเวลาในการเดิน ซึ่งปัญหาลูกงอแงส่วนใหญ่เพราะเดินนาน เหนื่อยแล้วแต่ยังไม่ได้เลือกหนังสือที่อยากได้ 
ไปงานแต่เช้าๆ คนจะไม่เยอะมาก เดินสบายๆค่ะ ช่วงปิดเทอมไปวันธรรมดาคนเบาบางกว่าวันหยุดค่ะ


4. นัดแนะจุดนัดหมาย และค่อยๆเดินไปด้วยกัน เมื่อถึงงาน ให้นัดแนะตกลงสถานที่จุดนัดพบกรณีพลัดหลงกัน ชี้ให้ลูกดูจุดประชาสัมพันธ์ ห้องน้ำ โทรศัพท์สาธารณะให้จดจำ แต่ที่สำคัญ เด็กๆจะเดินไปด้วยกัน เข้าบูทเดียวกันและออกจากบูทแต่ละร้านพร้อมกัน ไม่ควรขู่เด็กให้กลัว แต่ควรบอกวิธีแก้ไขปัญหาหากพลัดหลงกัน  ที่สำคัญที่สุด แม้ลูกจะโตแค่ไหน คุณพ่อคุณแม่ก็ยังต้องมองและดูแลลูกอย่างใกล้ชิดตลอดงาน ปลอดภัยและสบายใจที่สุดค่ะ


5. พักเบรคเด็กๆ ให้พ่อแม่ไปช้อป ที่นี่ถ้าคุณลูกได้หนังสือที่พอใจแล้ว ปกติที่บ้านจะหาจุดนั่งพักให้เด็กๆเพลิดเพลินกับหนังสือของตัวเอง แล้วพ่อกับแม่ผลัดกันเฝ้าลูก ผลัดกันเดินไปดูร้านหนังสือของตัวเองค่ะ แต่จริงๆถ้าวางแผนเดินช้อปดีๆ ก็จะสามารถช้อปชิลๆไปด้วยกัน ฝึกให้ลูกรอบ้างไม่มีปัญหาค่ะ


หวังว่าจะได้หนังสือดีๆ ติดมือกลับบ้านกันมาทั้งคุณลูกและคุณพ่อคุณแม่นะคะ


====================================================

งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 44 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 14 

เริ่มวัน 29 มี.ค. ถึง 10 เม.ย. 10:00- 21:00 น. ที่ศูนย์ประชุมสิริกิติ์

เฟส /www.facebook.com/bookthai


วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558

คุยกับลูกเรื่องความรู้สึกแบบง่ายๆ ผ่าน Inside Out

"ตัวแดงมามี้กำลังจะระเบิดละน่ะ รีบๆอาบน้ำเร็ว" นี่เป็นบทสนทนาที่จริงจัง แกมขำ แต่ได้ผลดีจริง ไม่ทำให้ลูกงอแง แต่ทำตามแม่บอก อย่างขำๆ ส่วนอีแม่ก็ไม่ต้องโมโหที่ลูกอืดอาด บรรยากาศในบ้านมันเปลี่ยนไป เมื่อแม่ลูกคุยและบอกความรู้สึกตรงๆกันมากขึ้น หลังจากได้ดู Inside Out 

เพิ่งได้มีโอกาสได้ดูนั่งดู Inside Out กับลูกๆ หลังจากเห็นคำชื่นชมเกี่ยวกับหนังจากบรรดาเพื่อนๆ และสื่อต่างๆ พอเคลียร์งานได้ว่างๆ คืนนั้น อยู่กันสามคนแม่ลูก (ปะป๊าไปงานแต่งเพื่อน) แม่ลูกช่วยกันจัดบนเตียงเป็น super honeymoon seat เอาโน้ตบุ๊คปะป๊ามาเปิดดู (ห้องนอนไม่มีทีวี) แล้วสามแม่ลูกก็เพลิดเพลินไปกับ movie of the night!!


หนังสนุก เด็กๆหัวเราะตลอดเรื่อง ขนาดธันธันยังขำใหญ่เลย เข้าใจเรื่องหรือเปล่าไม่รู้ หนังเดินเรื่องผ่านอารมณ์และความรู้สึกทั้ง 6 ในหัวของไรลีย์ สาวน้อยแสนร่าเริงวัย 11ปี ที่มีจุดเปลี่ยนในชีวิตที่ต้องย้ายบ้านข้ามรัฐกันเลย จากมินิโซต้าเมืองหิมะเล่นฮอคกี้ได้หลังบ้าน มาอยู่เมืองร้อนบ้านเล็กที่ซานฟรานซิโก ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ทำให้สาวน้อยเปลี่ยนไป ความรู้สึกทั้ง 6 ก็ปั่นป่วนไปด้วย จะทำอย่างไรให้สาวน้อยไรลีย์กลับมามีความสุข เป็นเด็กร่าเริงสดใสเหมือนดังเดิม 

คนทำหนังเก่งมากที่สามารถแปลงนามธรรมอย่าง อารมณ์ความรู้สึก ถ่ายทอดออกมาเป็น 6 ตัวการ์ตูน ผ่านสี รูปร่าง บุคลิก และอุปนิสัย 
Joy หรือลั้นลา  เธอเป็นสีเหลือง ร่าเริง กล้าหาญ เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง และความสุข จนบ้างครั้งละเลยเหตุผล
 Sadness หรือเศร้าโศก ตัวอ้วนเตี้ย ตัวสีฟ้า blue ไม่มีแรง หน้าโศกมาก แต่มีความมีเหตุผล ไม่ด่วนใจร้อนตรงข้ามกับ joy อย่างสิ้นเชิง
Fear หรือ กลั้วกลัว ตัวสีม่วง ตาโตตัวลีบ ลุกล้น ตื่นตะหนกตกตื่นตลอดเวลา ถึงจะกลัวโน้นนี้ แต่กลั้วกลัวคอยระมัดระวัง ใส่ใจรอบด้านเพื่อความปลอดภัยของตัวเรา
Disgust หรือ หยะแหยง ชีเลิศขนตายาว ตัวเขียว เนี้ยบทุกกระเบียดนิ้ว คอยพิจารณาว่าอะไรดีอะไรเหมาะกับไรลีย์ทั้งร่างกายและสังคม 
Anger หรือโกร้ธโกรธ ตัวสีแดง ร่างเล็กๆแต่หน้าโหด นักเลงมาก เมื่อโกรธจัดหัวไฟลุก นอกจากที่จะแสดงความโมโหโกธา โกร้ธโกรธเป็นตัวแทนความรักความเป็นธรรม รักษาสิทธิ์ของตน


หนังยังทำให้เด็กๆและผู้ใหญ่อย่างเราเข้าใจการทำงานของสมอง เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างความทรงจำ พฤติกรรมและอุปนิสัยของคนเรา ว่าทำไมหรือจากเหตุการณ์ใดในชีวิตทำให้เรามีนิสัยใจคอแบบในปัจจุบันดี  เออ จะบอกว่ามันยากมากที่จะอธิบายเรื่องพวกนี้ให้ผู้ใหญ่เข้าใจได้ แต่ดูหนังเรื่องนี้จบเลย เห็นความเชื่องโยงเป็นรูปธรรมแบบปอกกล้วยเข้าปากสุดๆ

หนังใช้สัญลักษณ์รูปแทนส่วนลึกในสมองของเราได้น่ารัก เข้าใจง่าย ความรู้สึกผ่านความทรงจำในแต่ละวันกลายเป็นลูกแก้วกลมมีสีสันตามที่เรารู้สึก ถูกจัดเก็บไว้ในโซนความทรงจำระยะยาว หากเหตุการณ์ไหนสำคัญ จะถูกเปลี่ยนเป็นความทรงจำหลัก ความทรงจำหลักจะส่งผลให้เกิดอุปนิสัยพื้นฐานของเรา ใช้เป็นเกาะต่างๆ แทนนิสัยของเรา island of personality ภายในเกาะจะสะสมสิ่งที่อยู่ในความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องนั้น ยังมีหลายๆส่วนในสมองที่หนังตีความออกมาเป็นการ์ตูนได้อย่างน่ารัก น่าชัง (มีเสียดสีบางส่วน) ฮั่นชอบตอนที่ศูนย์สั่งการกลายเป็นน้ำแข็งไปหมด เพราะไรลีย์ดูดน้ำแข็งเร็วเกินจนจี๊ดขึ้นหัว

หนังจบแล้ว ถามฮั่นว่าดูแล้วเข้าใจมั้ยเนี่ย ฮั่นหัวเราะบอกขำตัวแดงมาก แล้วก็คุยแต่ตอนที่ตัวแดงโกรธว่ามันฮาขนาดไหน ธันก็พูดตาม ขำตาม จาก feedback ลูก ลองถามหลานสาววัย ป.3 เขาบอกว่า มันเกี่ยวกับสมอง ความโกรธ แต่ไม่ได้อธิบายอะไรได้มากมาย บอกได้ว่า ในตัวหนูมีตัวนี้ตัวโน้นอยู่ เราจึงเข้าใจว่า เด็กๆไม่ได้เข้าใจอะไรลึกซึ้งเกี่ยวกับความเชื่อมโยงต่างๆ มากอย่างที่เราเขียนเอ่ยมาข้างต้น  เด็กได้มีประสบการณ์ที่สนุกกับหนังอีกเรื่องที่แปลกๆดี ที่ไม่มีพระเอก นางเอก ตัวร้าย ฉากต่อสู้ หรือลุ้นตื่นเต้นมากมาย สิ่งที่ได้นอกเหนือจากความสนุกของหนัง เด็กๆ ได้เห็นและเข้าใจความกลัว ความโกรธ ความหยะแหยง ความเศร้าหรือความสุขภายในตัวของเด็กๆเอง เป็นตัวเป็นตนอย่างชัดเจน มันทำให้หลังจบจากหนัง ต้องหาเรื่องต่อยอดจากหนังต่อ

เราเริ่มใช้ตัวแสดง หรือสิ่งต่างๆจาก inside out มาประกอบคำถาม คำอธิบายหรือบทสนทนาให้ฮั่นเข้าใจมากขึ้นถึงความรู้สึกของตัวเอง หรือของพ่อแม่ เช่น เวลาฮั่นโกรธธันธันมาก แทนที่เราจะถามฮั่นว่าโกรธมากใช่มั้ย เราจะคุยกับฮั่นแบบขำว่า ตัวแดงทำงานอยู่ใช่มั้ย ฮั่นก็จะแอบขำลืมโกรธไปแป๊บ ช่วยลดอารมณ์ที่เดือดกับน้องได้ระดับ และคิดว่า ฮั่นคงจะนึกได้ว่า เมื่อ anger นำทีมทีไร เรื่องแย่ๆมักจะเกิดขึ้นทุกที  

เวลาฮั่นโกรธปนเสียใจหลังจากน้องมาทำลายผลงานต่อเลโก้ ฮั่นร้องไห้ เราจะคุยกันถึงตัวสีฟ้า โศกเศร้า ที่ร้องไห้แล้วจะรู้สึกดีขึ้น ไม่น่าเกลียดอะไรที่เด็กผู้ชายจะร้องไห้ 

หรือเวลาที่ฮั่นโอ้เอ้ ให้แม่รอนาน เราก็จะบอกฮั่นว่า ตัวแดงมามี้จะระเบิดแล้วนะ ฮั่นก็เข้าใจว่าแม่เริ่มโกรธ แบบตลกๆขำๆกันทั้งคู่
 
แอบแซวฮั่นว่า ความทรงจำของฮั่นไม่มีสระอิ สระอี ใช่มั้ย เลยลืมประจำเลย ฮั่นพยักหน้าบอก ใช่ แล้วได้แต่หัวเราะ ฮั่นตอบกลับว่า ฉันเพิ่งโยนความจำเนื่อง สระอา ทิ้งไปเหมือนกัน  555 

วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2558

สื่อและภาพข่าวรุนแรง หลีกอย่างไรให้ไกลลูก

สื่อและภาพข่าวรุนแรง หลีกอย่างไรให้ไกลลูก


จากเหตุการณ์ระเบิดที่ราชประสงค์เมื่อวันที่ 17 พอเปิดมือถือมาเจอแต่รูปน่ากลัวสยอดสยองมาก ทั้งในข่าวและที่แชร์ รวมทั้งข้อมูลข่าวสารอีกมากมาย อ่านแล้วเศร้าใจกับผู้สูญเสีย หากเป็นภาพของญาติหรือคนรู้จักเราคงรู้สึกแย่มากๆ ที่เอารูปมาเผยแพร่อย่างนี้




จากความจริงที่โหดร้าย พอเหงยหน้าออกจากมือถือ มองดูเจ้าเด็กน้อยทั้งสองอ่านหนังสือ เล่นของเล่นก่อนนอน ดูไม่เดือดไม่ร้อนกับสถานการณ์บ้านเมืองที่ไม่ปกติแม้แต่น้อย เลยลองถามฮั่นว่า รู้มั้ยเกิดระเบิดในเมือง ฮั่นตอบแบบมั่นใจ รู้แล้ว รู้ก่อนมามี้อีก เออ จริง เห็นนั่งดูข่าวกับพ่ออยู่ ตัวเองไม่ได้ดูทีวีแต่แน่ใจว่าคงไม่มีรูปโหดๆแบบที่แชร์กันบน Social media แน่นอน อีกอย่างนั่งดูกับพ่อด้วยกันก็หมดห่วง เพราะมีคนเซ็นเซอร์ภาพและเนื้อหาโหดๆให้


เรื่องสื่อนี้น่ากลัวมากจริงๆ มันใกล้ตัวเรามากแค่ในกำมือเรา ยิ่งสมัยนี้ คนทำสื่อนิยมทำให้ง่าย โชว์รูปและคำอธิบายสั้นๆแรงๆให้ดึงดูดคนอ่าน ขนาดผู้ใหญ่ยังหลงเชื่อ คล้อยตามเนื้อหาจากสื้อต่างๆ อันนี้คิดแล้ว แล้วถ้าเป็นเด็กๆ เห็นเข้าจะเป็นอย่างไรกัน 


นอกจากทีวี คอมพิวเตอร์ สื่อที่ยากจะหลีกเลี่ยงได้คือ มือถือ  เด็กประถมสมัยนี้มีสมาร์ทโพนและสามารถเล่นเน็ทแบบถูกๆไม่อั้นกันแล้ว กลับบ้านมาเปิดยูทูปดูเพลงเต้นเด้งหน้าเด้งหลัง เล่นเกมออนไลน์สู้รบ ยิงกัน หรือแชทไลน์กับเพื่อน กลายเป็นโลกเสมือนจริงส่วนตัวที่ไม่มีพ่อแม่อยู่ในนั้นค่ะ เด็กที่ไม่ค่อยได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่ หรือผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด หรือเด็กที่ครอบครัวปล่อยตามใจให้ใช้จนติด เด็กกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะเป็นเหยื่อของสื่อได้ง่ายที่สุด เพราะฐานในบ้านไม่แน่นพอที่จะทำให้เด็กเชื่อตามว่า สิ่งใดดีหรือไม่ดี เด็กพวกนี้เชื่อคนนอกมากกว่าคนในบ้านค่ะ (จริงๆก็ไม่ต่างอะไรกับผู้ใหญ่บางประเภทเน้อ) 


แล้วควรทำยังไงกับเรื่องนี้ จุ๊บว่าควรดูตามวัยของเด็กค่ะ สำหรับเด็กเล็กควรพาให้ห่างสื่อให้ได้มากที่สุดค่ะ ข้อแนะนำ


- สำหรับเด็กเล็ก ดีที่สุด คือ ผู้ใหญ่ควรนั่งดูทีวีหรือมือถือด้วยกัน ระหว่างดูจะได้ช่วยสอนชวนลูกคุยและคิดตาม อย่าปล่อยให้เด็กนั่งดูละครน้ำเน่าข้างๆเราเลยค่ะ ไว้ลูกหลับค่อยไปดูในยูทูปดีกว่า

- ผู้ใหญ่ต้องเป็นคนกำหนดขอบเขตเนื้อหา หรือคัดกรองข้อมูลที่เด็กเข้าไปดู ให้เหมาะสมกับวัยของเด็ก ทั้งการ์ตูน เกม คลิป หรือเวปภาพต่างๆ อันไหนไม่เหมาะไม่ต้องให้เห็นเลยค่ะ 

ข่าวโหดๆ เช่น อุบัติเหตุหรือภัยพิบัติ เราเล่าให้ลูกฟังด้วยภาษาง่ายๆ แทนให้ดูภาพ ใช้เป็นอุทาหรณ์ในเรื่องความปลอดภัยได้ค่ะ แต่อย่าใช้เป็นคำขู่นะคะอันนี้เป็นผลเสียกับเด็กค่ะ

- จำกัดการเข้าถึงสื่ออย่างชัดเจน ใช้นานเท่าไร ใช้ผ่านอุปกรณ์อะไร มือถือหรือไอแพด อย่าคิดว่าถ้าลูกไม่ได้เล่นจะงอแง ร้องแค่นี้ไม่ตายค่ะ เอาอย่างอื่นให้ลูกเล่นแทนดีกว่า

- ผู้ใหญ่ต้องคอยเช็คอุปกรณ์นำสื่อบ่อยๆเป็นประจำ ติดตั้ง security blockและจำกัดสิทธิการใช้งานในส่วนที่ไม่เหมาะกับเด็ก เด็กๆฉลาดกว่าที่เราคิดนะคะ password ควรเปลี่ยนบ่อยๆ เพราะเค้าแอบเห็นเรากดครั้งเดียวก็จำได้แล้วค่ะ

- สำหรับเด็กโต ต้องคุยตกลงกับเด็กให้ชัดเจนและเข้าใจตรงกันกติกาที่ตั้งไว้ และต้องให้เกียรติไม่ก้าวก่ายลูก ยกเว้นลูกทำผิดกติกา หรือมีสัญญาณพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมค่ะ

- ข้อนี้ ยากสุดแต่ได้ผลที่สุดค่ะ คือผู้ใหญ่ทำเป็นตัวอย่างให้ลูกดู ทำเป็นประจำ พูดจริงทำจริงค่ะ และต้องทำกันทั้งครอบครัวไปในทิศทางเดียวกัน ลูกไม่มีข้ออ้างอะไรมาขออีกค่ะ


สื่อมีประโยชน์ดีๆสำหรับเด็กก็มีเยอะค่ะ ถ้าฉลาดใช้มันก็จะช่วยพัฒนาเด็กๆของเราได้ค่ะ


มีไอเดียอะไรเพิ่มเติม แลกเปลี่ยนกันได้ค่ะ


แม่จุ๊บ


Credit รูป : thaihealth.or.th

วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2558

บทเรียนจากความสูญเสีย..จากกัน แต่ไม่จากไกล

เมื่อเห็นภาพเด็กๆร้องไห้เพราะมีสมาชิกในครอบครัว พ่อหรือแม่ หรือญาติที่สนิทต้องจากไปอย่างไม่มีวันกลับอย่างกระทันหัน เด็กๆที่โตพอที่จะเข้าใจถึงความตาย รู้ว่าคนที่เค้ารักต้องจากไปตลอดกาล ไม่พบหรือเจอกันอีก ใจเล็กๆของเขาคงแตกสลาย ไม่มีสิ่งใดบรรยายความเจ็บปวดหรือเสียใจได้เท่าน้ำตาที่หลั่งไหลลงมา ส่วนเด็กที่ยังเล็กอยู่ แม้ยังไม่เข้าใจเรื่องราวกับภาพคนในครอบครัวโศกเศร้ากัน แต่เด็กน้อยดูซึมๆ คงเพราะสัมผัสได้ถึงความเศร้าเสียใจจากคนรอบข้าง
การสูญเสียคนรักสำหรับเด็กๆ คงเป็นเสมือนฝันร้ายที่เข้ามาฝั่งเป็นความทรงจำสีดำๆเกาะติดอยู่ในใจของเด็กๆ
แต่ไม่ว่าจะยังไง เด็กๆ ก็ยังคงต้องใช้ชีวิต และเดินหน้าต่อไป

สิ่งนี้ทำให้จุ๊บได้ย้อนคิดว่า ชีวิตของเราสั้นนักจริงๆ หากเกิดขึ้นกับตัวเอง ลูกเราจะเป็นอย่างไรบ้างในวันที่ไม่มีพ่อหรือแม่อยู่เคียงข้างเค้าดั่งเดิม สิ่งใดจะทดแทนฝันร้ายในใจลูกในวันที่โศกเศร้าจากการสูญเสีย
เราคงต้องสอนทักษะชีวิตที่จำเป็นให้ลูกยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง เช่น ว่ายน้ำให้เป็น ทำอาหารเป็น พูดภาษาสำคัญได้ รู้จักยืดหยุ่นในชีวิต การอยู่ร่วมกับผู้อื่น พ่อเค้าคงสอนเรื่องการลงทุนและการเงิน ฟุ้งซ่านไปมากมาย

คืนนั้น ได้คุยกับฮั่นลองเชิงดู
มามี้ ถ้าเกิดมามี้กับปะป๊าไปอยู่ในที่ๆไกลมาก ไม่ได้เจอกันอีก ฮั่นจะทำยังไง
ฮั่น ก็จะไปอยู่บ้านอาม รอปะป๊ากลับมา โทรหาปะป๊าว่าจะกลับเมื่อไร
มามี้ คือไปอยู่ที่ติดต่อไม่ได้
ฮั่น ก็จะใช้เครื่องติดตามสำรวจหาไง
มามี้ เหมือนโอเมก้าไดเมนชั่น (ดินแดนที่ไปแล้วกลับมาไม่ได้ในการ์ตูน)
ฮั่น โอเมก้าไดเมนชั่นที่ขั้วโลกมันไม่มีจริง
มามี้ นั่นแหละ แบบกลับมาไม่ได้ ฮั่นจะอยู่รอดมั้ย
ฮั่น (เริ่มคิด) แล้วถ้าไฟดับ จะทำยังไง
มามี้ งั้นเดี๋ยวมามี้สอนวิธีต่อไฟให้
ฮั่น แล้วถ้าเจองูละ
มามี้ เดี๋ยวจะสอนให้ว่าทำไงจะไม่เจองู อยากรู้อะไรอีก
ฮั่น (เริ่มตาแดงๆ) โอ้ย ยากจัง คิดไม่ออก
แล้วก็เปลี่ยนเรื่องคุยไปเรื่องอื่นๆเลย

ดูเหมือนเรื่องนี้จะเป็นเรื่องยากจริงๆสำหรับเด็กหกขวบที่จะรู้ว่า เค้าควรจะต้องทำอะไรบ้างก่อนพ่อแม่จะจากไป แค่คิดว่าต้องจากกับคนที่รัก ใจเด็กน้อยฟีบเหี่ยวลง เท่าที่เด็กๆได้ยินได้รู้มา เพียงแค่ เมื่อพ่อแม่แก่ ก็จะต้องตาย ดังนั้นเป็นเรื่องที่อีกตั้งนาน และมันคงมีเวลามากกว่าพอที่เค้าจะโต และเรียนรู้สิ่งต่างๆด้วยตัวเอง

หากเราตั้งว่า เวลา คือ ตัวแปรสำคัญของโจทย์ชีวิตข้อนี้แล้วล่ะก้อ จุ๊บก็คงไม่มีปัญญาสอนลูกได้ทุกอย่าง แต่คงมีเพียงสิ่งหนึ่งที่ เราสามารถทำได้ในทุกๆขณะ สำหรับจุ๊บ มันคงเป็น "ความทรงจำที่ดีระหว่างลูกกับเรา"
เราสร้างประสบการณ์ดีๆร่วมกันกับลูก อยู่กับเค้า ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด
ใช่ว่าจะต้องเอาใจหรือบำเรอลูกให้มีความสุข ต้องเปิดใจให้ลูกผิดหวังบ้าง
ใช่ว่าจะปกป้องให้เค้าไม่ต้องเจอปัญหาใดๆ แต่เคียงข้างเค้าเมื่อปัญหาเกิด และช่วยประคับประคองด้วยรัก
ในแต่ละช่วงอายุลูกต้องการเราไม่เท่ากัน แต่จะบอกรักลูกกอดหอมทุกวัน เหมือนจะไม่มีโอกาสอีก
แม่จะสร้างให้ทุกเรื่องราวของเราเป้นสิ่งมีค่า ต่อการเรียนรู้และจดจำของลูก

ก่อนเข้านอน ดูฮั่นซึมๆ เลยถามว่าเป็นอะไร
ฮั่น (หน้าเศร้าๆ) ยังงงๆ ที่มามี้ถาม
มามี้ (เลยเล่าเหตุการณ์การจากไปของญาติสนิทให้ฟัง) มามี้ก็เลยอยากรู้ว่าก่อนถ้ามามี้จะไปสวรรค์ ฮั่นอยากรู้อะไร อยากทำอะไรเป็นก่อน มามี้จะสอนให้
ฮั่น (ยิ้มเข้าใจแล้ว) ไม่ได้ มามี้ต้องอยู่เลี้ยงลูกของฉัน จนกว่าลูกจะอายุสิบขวบ ไม่เอายี่สิบขวบ ถึงจะโอเค เข้าใจมั้ย
มามี้ (หัวเราะ) ถึงตอนนั้น มามี้ก็แก่หงอมพอดี 555
แล้วกอดกันนอนหลับไป

เด็กหนอเด็ก จะปลูกความรักในใจลูก รดน้ำให้ลูกทุกวัน ถึงจากกัน แต่พ่อแม่ไม่ได้ไปไหนไกล ก็อยู่ในใจหนูนะแหละ

credit รูป: favim.com

แม่จุ๊บ
เขียนเมื่อ 16 ส.ค. 2015

วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ลูกๆบ้านไหนที่พูดช้า เกินสองขวบแล้วยังไม่พูดเป็นคำ มีทิปฝึกพูดมาฝาก

ลูกๆบ้านไหนที่พูดช้า เกินสองขวบแล้วยังไม่พูดเป็นคำ วันนี้มีทิปฝึกพูดมาฝากค่ะ 

เจ้าตัวเล็กที่บ้านสองขวบสองเดือนแล้ว พูดออกเสียงได้แค่ตัวมอ กับจอจาน ส่วนคำอื่นจะออกเสียงเป็น ออ กับภาษาเอเลี่ยน จนเริ่มกังวลค่ะ ใครที่ไม่เคยมีลูกพูดช้าอาจจะไม่เข้าใจว่า พ่อแม่กังวลมากแค่ไหน การรอคอยให้ลูกพูดได้เนี่ย มันต้องใช้ความอดทนมากเลยค่ะ ยิ่งเห็นเด็กในวัยเดียวกันพูดได้คล่อง ร้องเพลง น่ารัก เรายิ่งร้อนรนมาก ไม่แน่ใจว่า ทำไมลูกถึงยังไม่ยอมพูด เมื่อเห็นว่า ลูกอาจจะขาดหรือพร่องทักษะในการพูด เราพ่อแม่มีหน้าที่สร้างและเสริมให้ลูกเป็นไปตามพัฒนาการของวัยเขาอย่างเหมาะสมค่ะ



เราได้รู้จักคุณครูฝึกพูดเด็กท่านหนึ่ง ซึ่งช่วยประเมินน้อง และให้คำแนะนำที่มีประโยชน์มากๆสำหรับฝึกลูก เบื้องต้นครูบอกว่าน้องปกติดี แต่ต้องฝึกบริหารปากและลิ้น ให้วิธีฝึกหลักๆกับคุณแม่มา ครูว่ายิ่งฝึกเร็วก็ยิ่งดีค่ะ และบอกว่าให้เวลาถึงสองขวบครึ่ง ถ้ายังไม่ดีขึ้น แนะนำให้ไปฝึกพูดกับนัก

การฝึกพื้นฐานให้ลูกพูดได้ มี 4 ข้อค่ะ 
1. ฝึกเป่า ให้ลูกเป่าลม เพื่อให้มีแรงออกเสียง 
2. ฝึกลิ้น ขยับลิ้น แลบลิ้น เพราะภาษาไทยใช้ลิ้นเยอะ เด็กพูดช้า พูดไม่ชัดต้องฝึกค่ะ
3. ฝึกการขยับปาก ให้ทำปาก 3 เสียงให้ได้ คือ อา อี อู หากรูปปากไม่ถูกต้อง จะทำให้พูดไม่ชัดหรือออกเสียงไม่ถูกต้อง
4. สอนคำศัพท์ เพื่อให้เด็กมีคำศัพท์เยอะๆ เพราะบางครั้งไม่พูดเพราะไม่รู้ว่าจะเรียกอะไร

ย้ำว่าพื้นฐานด้านบนต้องทำเป็นประจำ ทุกวัน เพื่อให้เด็กมีปาก ลิ้นที่พร้อมในการพูด และมีศัพท์เพื่อพร้อมใช้สื่อสาร ให้ใช้เพียงภาษาเดียวก่อน คือ ภาษาไทย ให้เด็กมีภาษาแม่เกาะให้ได้ก่อน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเด็กแต่ละคนมีความสามารถไม่เท่ากัน บางคนรับและถ่ายทอดได้หลายภาษาในเวลาเดียวกัน แต่บางคนอาจไม่พร้อมค่ะ 

ครูเสริมเทคนิคอีกด้วยค่ะว่า เวลาพูดกับลูกต้องชัดเจน เข้าใจง่าย พูดให้ตรงกับสิ่งที่ต้องสื่อหรือทำ ให้กลับไปทดลองหาวิธีที่เหมาะกับลูกเรา จดบันทึกผลและกลับมาทบทวนค่ะ

ในช่วงเวลา 2 เดือน จุ๊บทดลองหลายวิธีเลยเพื่อให้ลิงวัย terrible two ทำตามด้วยความสนุก สรุปกิจกรรมได้ประมาณนี้ค่ะ

การฝึกเป่า เป่าทุกอย่างเลย เริ่มจากง่ายๆ เช่น กระดาษทิชชู สำลี ไปจนหนังยาง และเทียน แต่ธรรมดาไป 
- เป่าพุง ลูกชอบเป่าพุงแม่มาก เป่าได้จะมีเสียงเหมือนตด สลับกันเป่า ขำฮามากค่ะ
- เป่าซุปหรือของร้อนๆ ถ้าไม่เป่า อดกิน
- เป่าที่สนุกที่สุดกลับเป็น เป่าน้ำค่ะ จุ๊บใช้กรวยกรอกน้ำ เอาด้านกว้างลงน้ำแล้วเป่าค่ะ ฟองน้ำระเบิดบูม มันส์มาก อยากทำตามทันที แต่เด็กมีโอกาสดูดน้ำเข้าไปนะคะ ต้องสอนให้เค้าเป่าไม่ใช่ดูดค่ะ

การฝึกลิ้น 
- เลียไอติมหรือของกิน ให้ลูกเลียไอติมแล้วค่อยๆเลื่อนออกมาเรื่อยๆ หรือโยกซ้ายขวาเพื่อให้ลูกยืดและบริหารลิ้น 
- เอาน้ำผึ้ง เม็ดข้าว หรือจะใช้ของกินที่ลูกชอบมาติดที่ริมฝีปาก ให้ลูกใช้ลิ้นเลียเข้าปาก สามารถฝึกได้ช่วงทานอาหารค่ะ เนียนๆสนุกดีค่ะ
- ทำลิ้นรัวๆ และเคลื่อนไหวท่าแปลกให้ลูกดูและทำตาม เล่นกันหน้ากระจกจะสนุกมากค่ะ
- แข่งแลบลิ้นยาว ใครแลบได้นานชนะ

การฝึกรูปปาก
- สอนที่ละเสียง วันหรือสัปดาห์ละเสียงหนึ่ง เด็กได้ไม่สับสน
- สอนพูดเวลาเล่นกันหน้ากระจก ให้ลูกเห็นปากเราชัดๆ หรือถ้านั่งสอน ให้นั่งอยู่ในระดับเดียวกับลูก
- ใช้ของเล่นหนึ่งชิ้นต่อหนึ่งเสียง เช่น เวลาไถรถ แม่ก็จะทำเสียง วี่วี่ ให้ลูกเห็นปาก และให้ลูกลองออกเสียงตาม 
- ชอบเล่นตอนอาบน้ำค่ะ หลังจากเกมเป่าน้ำ เราต่อด้วยการร้องเพลงออกเสียงได้ค่ะ 

การสอนศัพท์
- พาไปเห็นของจริงๆ เวลาสอนศัพท์ เชื่อมโยงศัพท์กับสิ่งที่เห็น ช่วยให้เด็กจดจำได้ง่ายและน่าสนใจกว่าพูดลอยๆ เช่น ชี้นก สอนเรียก นก แล้วถ้าเรียกเป็นแล้ว
- ใช้ของเล่นหรือแฟรชการ์ดหรือสิ่งของที่จะสอนคำศัพท์เอาของมาใกล้ๆปาก พูดให้เห็นปากเรา
- เรียกสิ่งรอบตัวลูก สิ่งที่เจอตั้งแต่ตื่นนอนจนหลับ ชี้ชวนให้ดูและพูดตาม ใส่ข้อมูลเยอะๆ
- ที่ขาดไม่ได้เลย คือ อ่านนิทาน อ่านหนังสือให้ลูกฟังค่ะ เราสามารถเปลี่ยนคำในเรื่องให้มันง่ายลง ให้เขาฟังเข้าใจ

กิจกรรมด้านบน เน้นว่าต้องทำเป็นเกมหรือเล่นสนุกกัน เพื่อไม่ให้ลูกรู้สึกว่าโดนสั่งหรือบังคับให้ทำ คุณพ่อ คุณแม่สามารถฝึกลูกได้ตลอดเวลาค่ะ หากสามารถจัดตารางเวลาที่แน่นอนเพื่อฝึกจะดีที่สุดค่ะ 

นอกจากนี้ พยายามพาเด็กพูดช้า เข้ากลุ่มเด็กๆบ่อยๆค่ะ เพราะเขาดูและทำเลียนแบบเพื่อน เด็กจะฟังเสียงเด็กด้วยกันได้ดีกว่าเสียงผู้ใหญ่นะคะ ถ้ามีพี่ ให้พี่ๆที่พูดชัดๆ สอนน้องพูดได้ค่ะ ได้ผลดีที่เดียวเลย

เพียงสองเดือน ลูกพูดออกเสียงอื่นได้เพิ่มขึ้น สามารถพูดเป็นประโยคยาวๆ จากที่พูดเป็นคำๆ สามารถบอกสี ชื่อสัตว์ ยี่ห้อรถ และศัพท์ยากๆ ได้ ถ่ายทอดความต้องการและความรู้สึกของตัวเองผ่านคำพูดได้ แต่ยังพูดไม่ชัด และมีภาษาเอเลี่ยนอยู่เล็กน้อย ยังไงก็มั่นใจค่ะยังไงลูกต้องพูดได้แน่นอนค่ะ 

ใครมีไอเดียดีๆ แลกเปลี่ยนกันได้ค่ะ

วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

มาหยุดยื่น Smart phone หรือ Tablet ให้ลูกกันเถอะค่ะ


ดูเหมือนคุณพ่อคุณแม่ทุกคนรู้ค่ะว่าการหยุดเด็กที่งอแงหรือซุกซนด้วย Smart phone หรือ Tablet หรือแม้แต่เปิดทีวิให้เด็กดู เป็นสิ่งที่ไม่ดี และไม่ควรทำ แต่ก็ไม่รู้จะเอาอะไรมาหยุดเจ้าตัวน้อยให้หายงอแง ซุกซนในเวลาอันรวดเร็ว

อยากให้ลองคิดจินตนาการใหม่อีกทีนะคะ ว่าถ้าในโลกนี้ไม่มีเจ้ามือถือหรือหน้าจอทัชสกรีน หรือแม้แต่ทีวี เราจะทำยังไงให้ลูกหยุดงอแงหรือซุกซนค่ะ พ่อแม่สมัยก่อนยุคเทคโนฯรุ่งเรื่องยังปราบลูกได้ด้วยสองมือหนึ่งสมองเลยค่


มันมีหลายวิธีมากเลยโดยไม่ต้องดุหรือใส่อารมณ์กับลูกค่
- การงอแงเป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้ล่วงหน้าค่ะ พ่อแม่ควรรู้ว่าทำไงที่จะป้องกันไม่ให้ลูกงอแง เช่น ง่วงนอน หิวข้าว เล่นไม่เลิก ฯลฯ ควรคุยตกลงกับลูกล่วงหน้า
- เด็กซนเป็นเรื่องปกติค่ะ หากอยากให้หยุดซน ต้องหาอะไรที่สนุกกว่าที่เค้าเล่นซนอยู่ค่ะ ใช้ตัวเองนั่นแหล่ะค่ะเล่นกับลูก เพราะพ่อแม่เล่นด้วยเป็นสุดยอดของเล่นที่สนุกที่สุด
- แสดงความเห็นใจลูกเพราะเขากำลังปั่นป่วนกับสิ่งที่จัดการไม่ได้ด้วยตัวเอง อยู่ข้างๆ ปรับอารมณ์ลูกให้เย็นลง
- ระหว่างนั้นลองสำรวจความต้องการที่แท้จริงของลูกว่าอยากทำ หรืออยากได้อะไรกันแน่ ถามไถ่เช็คดูว่าเขาคิดยังไง เป็นอะไร
- ลองเสนอตัวอ่านหนังสือที่ลูกชอบมากๆให้ลูกฟัง ชวนลูกไปเลือกหนังสือที่อยากให้อ่าน อ่านด้วยความคึกคักน่าสนใจ ช่วยเบี่ยงเบนความซนให้หยุดนิ่งได้ค่ะ

ยืนยันว่าลูกๆชอบฟังนิทานหรือเรื่องราวๆต่างๆในเรื่องที่เขาสนใจหรือเรื่องใหม่ๆ ไม่ว่าวัยไหนก็ตามค่ะ

"หยุดยื่น Smart phone หรือ Tablet ให้ลูก
ลองนั่งข้างๆ แล้วอ่านหนังสือดีๆสักเล่มให้ลูกฟัง
ได้ ฟิน ทั้งลูกทั้งพ่อแม่ รับรอง"

วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2558

การเดินทางสู่ดินแดงแห่งความรู้สึกของตัวตน กับ Gil Alon

เมื่อชีวิตดำเนินไปตามกิจวัตรประจำวันตามปกติ เราได้ใช้ชีวิตตามหน้าที่และบทบาทที่ต้องเป็นโดยอัตโนมัติ เช่น จัดการลูกให้ตื่นไปโรงเรียน ทำธุระให้พ่อแม่ นำเสนองานเจ้านาย ตรวจเช็คงานลูกน้อง เอาลูกเข้านอน   ในแต่ละช่วงวัน เราใช้สมองคิด วางแผน ตัดสินใจ และลงมือทำสิ่งต่างๆตามหน้าที่รับผิดชอบ ด้วยเหตุและผล ตามสิ่งที่ควรจะเป็น ตามค่านิยม วัฒนธรรม และหลายครั้งทำตามความคิดและการตัดสินของผู้อื่นที่ไม่ใช่ตัวเราเอง จนบางครั้งอดคิดไม่ได้ว่า ตัวตนที่แท้จริงของเรามันหายไปไหน

ได้ข่าว creativity workshop - Into the moment: journey to innermost intuition   ของ Gil Alon ตั้งแต่ปลายปี2014 ตั้งใจว่าจะสมัครไป แต่พอเห็นว่าเรียนศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ซึ่งเป็นช่วงวันเด็ก และเป็นเวลาของครอบครัว จึงล้มเลิกความตั้งใจไป คงเป็นโชคดีของตัวเองที่ได้เจอกับพี่หลินในวันก่อนเริ่มเรียนเพียงหนึ่งวัน พี่หลินช่วยขอแฟนให้ แถมช่วยเรื่องลงทะเบียน สุดท้ายก็ได้สมัครเรียนเกือบคนสุดท้ายของคลาส (คนสุดท้ายเป็นคนwalk in มาวันเรียน)

มาเข้าเรียนก็ยังงงๆ สับสนอยู่เล็กน้อย กลับไปอ่านรายละเอียดคลาสที่ครูนาเขียนไปสองสามรอบก็ยังไม่ค่อยเคลียร์ ไม่เป็นไร ไปเรียนก็คงรู้เอง เพื่อนร่วมคลาสดูหลากหลายมาก ตั้งแต่เด็กน้อยวัย 18 หนุ่มๆสาวๆวัยทำงาน ผู้บริหารระดับสูง ครูบาอาจารย์ พ่อแม่ และอาม่าวัย 73  แอบคิดในใจถ้าเป็นคนสอนจะทำไงให้ทุกคนเรียนและเข้าใจไปได้พร้อมกันเนี่ย 

ช่วงเวลาอบรมทั้งสามวัน ครูGil ได้นำพาพวกเราซึ่งต่างเพศ ต่างวัย ต่างสายงาน กลับมาอยู่ในจุดที่ต้องร้องในใจดังๆว่า เฮ้อ ชั้นเคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน หรือไม่ก็ เฮ้อ ทำไมหัวมันว่างอย่างนั้น ไม่มีบทสรุปในแต่ละกิจกรรมที่ชี้นำสิ่งที่ครูอยากจะสื่อออกมา สิ่งที่ถูกถ่ายทอดใน workshopสู่นักเรียน คือ เพื่อให้แต่ละคนได้ experience กับความรู้สึก ลงลึกไปสู่ purityหรือ pure surface หรือจิตบริสุทธิ์ของตัวเรา ที่ครูพยายามให้เราได้สัมผัสว่ามันยังคงอยู่ในตัวเรา มิได้สูญหายไปไหน เพียงแต่มันคงถูกกดทับด้วยกล่องต่างๆในชีวิตเรา กล่องของสังคม กล่องของหน้าที่ กล่องของเพศ ภาษา และหลายสิ่งอย่างที่ปิดกั้นให้เราไม่ได้แสดงความรู้สึกนึกคิดจากก้นบึงของหัวใจ ไม่สามารถแสดงความ creativity และศักยภาพของเรา ได้อย่างไม่มีขีดจำกัด 

ครูGil บอกว่า หลายครั้งที่เรานึกไม่ออกว่าจะทำยังไง กลัวไม่กล้าทำ กลัวทำไม่ได้ ครูว่า มันเป็นเพียง opinion เท่านั้น ไม่ใช่ความรู้สึกจริงๆ เมื่อถามต่อว่าควรทำไงล่ะ ครูตอบด้วยคำสั้นๆง่ายว่า "just do it"  แอบคิดว่า พูดง่ายทำยากนะเนี่ย. แต่ช่วงสามวันในคลาส เรากลับได้ลงมือทำในสิ่งที่ยาก สิ่งที่น่าอาย สิ่งที่น่าตลก หรือสิ่งที่น่ากลัว 

เราสัมผัสประสบการณ์ทางความรู้สึกที่หลากหลายในทุกกิจกรรม ตั้งแต่วันแรก ครูGil ทำให้เราเปิดใจและรู้สึกถึงพื้นที่ปลอดภัยในคลาส ด้วยการกอดเพื่อนร่วมชั้นที่ละคน สำหรับตัวเอง ตอนแรกก็รู้สึกแปลกๆที่ต้องกอดคนที่ยังไม่เคยรู้จักกัน ครูกิลเกริ่นแต่แรกว่า ตอนแรกจะเขินๆแปลกๆ แต่เดียวก็จะชินไปเอง จริงด้วยนะ นอกจากได้ความอบอุ่นจากอ้อมกอดแล้ว ยังได้สัมผัสถึงความอุ่น ความปลอดภัย มันทำให้นึกถึงกอดอุ่นของแม่ รักของแม่ ปิดท้ายกิจกรรมกอดด้วยการทำ group hug เติมพลังก่อนเรียนอีกสองวันครึ่งที่เหลือ

ต้องขอยอมรับว่าเวลาทำกิจกรรมแรก เราแอบเผลอใช้ความคิด เหตุผล หาที่มา ที่ไปของกิจกรรม คิดว่า ทำแล้วได้อะไร เค้าจะต้องการสื่ออะไรกัน ฟุ้งซ่านมากมาย แต่พอเริ่มๆทำกิจกรรม หลายครั้งที่อยู่ๆหัวก็โล่งว่างไร้ความคิดฟุ้งๆไปโดยไม่มีเหตุผล ได้ลองถามครูในช่วงแชร์ประสบการณ์หลังกิจกรรมว่าวัตถุประสงค์คือเพื่ออะไร ครูบอกว่า ประสบการณ์ที่ได้เจอในกิจกรรมของแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน และนั้นคือคำตอบของแต่ละคน ลองลดการใช้ความคิด ซึ่งส่วนใหญ่จะมาพร้อมกล่องต่างๆ  ครูไม่ได้บอกให้ทำอะไรชัดเจน เพราะไม่ต้องการชี้นำให้ทำตาม ซึ่งไม่ต่างอะไรกับเอากล่องอีกกล่องมาใส่หัวเรา แต่กลับทำให้เราอยากลองลดความคิดลง ลองได้เดินทางเพื่อค้นหาความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองดู เจอบ้างไม่เจอบ้าง กิจกรรมถัดๆไปจริงเริ่มสนุกและเข้มข้นไปเรื่อยๆ อยากเล่าว่าทำอะไรไปบ้างจัง แต่คิดว่าจะกลายเป็นการ spoil ใครสนใจจะเล่าให้ส่วนตัวละกัน

วันสุดท้าย ครูพาพวกเราเข้าสู่อุโมงค์แห่งการกำเนิดใหม่ โดยให้ลองคิดว่าถ้าเกิดใหม่ได้ อยากจะเปลี่ยนแปลงอะไร คิดอยู่นาน สุดท้ายตกผลึกว่า ไม่อยากเปลี่ยนอะไรทั้งนั้น มีความสุขกับปัจจุบันมาก รู้สึกขอบคุณชีวิตที่ผ่านมา มันมีค่ามาก ได้ระลึกว่าครอบครัวและคนรอบข้างเราได้ช่วยเหลือ ค้ำชู และดูแลชีวิตเรามาตลอดเวลา หลายครั้งที่หลงลืมนึกถึงแต่เรื่องของครอบครัว เรื่องคนอื่นๆ ว่าเราทำเพื่อเค้า เลือกและตัดสินใจเพื่อครอบครัว แต่จริงๆลึกๆแล้ว เราทำเพื่อตัวเราเองเป็นส่วนใหญ่ ระหว่างการเดินทางผ่านอุโมงเพื่อกำเนิดใหม่ โดยการคลานแบบมองอะไรไม่เห็น เราได้รับสัมผัสแห่งความปรารถนาดี ได้มีคนฉุดให้คลานถูกทาง และยังได้รับพรดีๆตลอดทาง รู้สึกตื้นตันและรู้สึกผิดที่คิดเห็นแก่ตัวมาตลอด ตั้งใจว่ากลับไปจะหันกลับไปใส่ใจคนรอบข้างให้มากขึ้น 

ก่อนปิดคลาส ครูกิลชวนพวกเราแบ่งบันความรู้สึกและประสบการณ์ตลอดสามวัน หลายคนแชร์ความคิดเห็นและมุมมองต่อกิจกรรมที่น่าสนใจ หลายครั้งที่เราคิดไม่ถึง เป็นมุมมองที่เราหลงลืมไป ฟังแล้วคล้อยตามบ้างคิดต่างบ้าง หลายอันก็เมื่อย้อนคิด เออ มันจริง เราก็เกิดความรู้สึกคล้ายๆกัน แต่มันบรรยายออกมาไม่ออก การสะท้อนความคิดเห็นในวงช่วยเชื่อมโยงปะติดปะต่อเรื่องราวตลอด workshop เท่าที่เราจะพอจับได้ รู้สึกว่าใจมันเปิดกว้างขึ้น ครูกิลบอกว่า ที่เราคิดเหมือนกับเพื่อน รู้สึกสั่นไหวในเรื่องที่เพื่อนแชร์ นั่นก็เพราะเราทุกคน จริงแล้ว เหมือนกัน 

ได้กลับมาคิดต่อ ที่เราคิดอยากทำโน้นนี้เหมือนคนนั้นคนนี้ อิจฉาเค้าว่าทำไมเราทำไม่ได้ นั้นคงเป็นแค่ opinion คงต้องลงมือทำจริงซะแล้ว ยังจำคำ อาม่าวัย 73 ได้เลย อาม่าบอกว่า สามวันเร็วมาก ยังสนุกอยู่เลย ถ้าอาม่าทำได้ เราก็ต้องผ่านไปได้เน้อ อย่างหนึ่งที่ตั้งใจว่าต้องทำให้ได้ก็คือ จะเข้า workshop อย่างงี้ตอนวัยเจ็ดสิบ อยากเป็น เจ็ดสิบยังแจ๋ว 555

Workshop ของครูกิลมีแบบ 7 วันด้วย อยากแนะนำให้ทุกคนที่มีอยากพัฒนาตนเองจากด้านใน ให้ไปเรียนกันให้ได้นะคะ คลาสจะเล็ก และลงลึกในแต่ละคน เชื่อว่าต้องเข้มข้นแน่ๆ เพราะแค่สามวันก็ยังได้อะไรมามากมายกลับบ้านแบบไม่ต้อง lecture หรือไม่ต้องทบทวนสิ่งที่เรียนไป เพราะทุกอย่างที่ได้ในคลาสได้แปรเปลี่ยนเป็นประสบการณ์ที่สวยงาม และน่าจดจำที่เราได้กับมารู้ซึ้งและสัมผัสความงดงามของชีวิตค่ะ

Group Hug



ขอพลังจากครู big hug

เพื่อนกันตลอดไป

ใครสนใจกิจกรรมดีๆ สามารถติดตามได้จาก โรงเรียนพ่อแม่ลูก และเครือข่ายนะคะ


วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

Growing pain ลูกป่วยเมื่อยตัวเพราะ growth hormone

บันทึกตอนฮั่น 6 ขวบเต็ม

ช่วงอนุบาลสองปลายๆต่ออนุบาลสาม ฮั่นมักจะกลับบ้านมาพร้อมอาการเมื่อยขา เมื่อยหลัง และขอให้อาม่าบ้าง แม่บ้าง หรือใครก็ตามนวดให้หน่อย มักจะแอบแซวฮั่นว่า เป็นตาแก่ (เพราะฮั่นชอบเรียกแม่ว่า อีอ้วน) นวดก็แล้ว ทายาก็แล้ว ฮั่นก็ยังปวดเมื่อยมาได้ทุกวัน และชอบเป็นช่วงเย็น ถึง หัวค่ำ



แม่อย่างเราก็วิตกไปสารพัด สันนิษฐานไว้หลายเรื่อง หลังจากสังเกตพฤติกรรมของฮั่น
- เท้าแบน กระดูกเท้ามีปัญหา ทำให้เมื่อยง่าย
- เดินไม่ใส่รองเท้าที่โรงเรียน
- นอนคด
- นั่งตัวงอ
- ไม่กินผัก ขาดวิตามิน
- เลือดเดินไม่ดี
- กระดูกหลังมีปัญหา
ฯลฯ อีกมากมายเท่าที่สมองแม่สายวิทย์ไม่ตั้งใจเรียนจะคิดออก

เก็บความวิตกและกังวลมาระยะหนึ่ง จนผู้ใหญ่ชักถามไถ่ เพราะโดนฮั่นขอให้นวดกันทั่วหน้า สุดท้ายตัดสินใจไปพึ่งหมอดีกว่า search หาหมอกระดูกเด็กที่ไหนดี ไปหาเลย

สรุปได้พาฮั่นมาตรวจที่ศูนย์ออร์โธปิดิกส์ ศิริราชปิยมหาราชการุณย์ วันนี้ เมื่อเจอหมอ เปิดโอกาสให้ฮั่นอธิบายอาการให้หมอฟัง ฮั่นหันมาหาก่อนบอกหมอว่า "มามี้ช่วยพูด (เสริม) ด้วยนะ"  แล้วฮั่นก็เล่าว่าเป็นอะไรบ้างให้หมอฟังอย่างครบถ้วน ไม่เว้นผดที่พุงก็บอกหมอ มามี้ภูมิใจมากๆเลย

คุณหมอตรวจสักพัก

ผลสรุปว่า ฮั่นไม่ได้เป็นอะไรอย่างที่สันนิษฐานไว้เลย

คุณหมออธิบายว่า ที่ลูกปวดเมื่อย เป็นเพราะ growth hormone  เป็นอาการที่เขาเรียกว่า Growing pain เกิดขึ้นในเด็กๆ เมื่อฮอร์โมนหลั่ง ทำให้เด็กเกิดอาการปวดเมื่อยในกล้ามเนื้อ ตามน่อง ขา หลัง ซึ่งอาการและความถี่ของการปวดก็แตกต่างกันไป ส่วนใหญ่จะเริ่มปวดช่วยบ่ายแก่ไปถึงก่อนนอน เด็กบางคนปวดมากจนร้องไห้และต้องใช้ยาแก้ปวดช่วยก็มี

เราถามหมอต่อเพื่อให้คลายสงสัยในทุกสมมติฐาน ซึ่งคุณหมอก็ช่วยเช็คดูและยืนยันว่าฮั่นไม่ได้เป็นเท้าแบน กระดูกหลังโอเค ปกติทุกอย่าง ฟังแล้วก็โล่งใจ

คุณหมอแนะนำให้ช่วยนวดคลายให้ลูก เรารีบถามเลยว่า เมื่อไรจะหายค่ะหมอ  หมอบอก หยุดโตเมื่อไรก็หาย แล้วแต่เด็ก    โอ้แม่เจ้า นี่ชั้นต้องนวดให้ฮั่นจนเป็นหนุ่มเลยหรือ เอาว่ะเพื่อลูก

ค้นหาข้อมูลต่อ เจอลิงค์อธิบายได้ง่ายดีค่ะ
http://kidshealth.org/parent/general/aches/growing_pains.html#

ในเวบแนะนำวิธีบรรเทาความปวดจาก growing pain โดยให้นวด ให้ยืดตัว ประคบร้อน และแนะนำยาแก้ปวดที่ควรใช้กับเด็ก 

เด็กเอยเด็กน้อย กว่าจะเติบใหญ่

วันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2557

มาถูกทางแล้วกับการพัฒนาความจำผ่านการเล่น



ก่อนนอนอ่านหนังสือเล่มหนึ่งแล้วรู้สึกว่าแนวทางการสอนของเราในแต่ละการทดลองเป็นไปตามแนวทางที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ การฝึกเด็กเล็กผ่านการเล่นและลงมือทำจริงด้วยประสาทสัมผัสรอบด้าน นอกจากสนุก ช่วยให้เกิดการเรียนรู้แบบแทรกซึมแล้ว ยังช่วยเรื่องการคิด แสะการจดจำอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ดีกว่าท่องจำ 

ขออ้างอิงบางส่วนในเรื่อง การฝึกความจำสำหรับลูก จากหนังสือชุด สร้างลูกให้เป็นอัจฉริยะ ตอน ฝึกลูกรักให้เป็นนักคิด
โดย ผศ.ดร.อุษณีย์ โพธิสุข

1. ฝึกให้เขาใช้ประสาทสัมผัส และรับรู้หลายๆด้าน เช่น เห็นแมว จับแมว แม่พูดแมว เด็กจะจดจำได้ง่ายขึ้น
2. ฝึกให้เขารู้จักเปรียบเทียบ ด้วยสี ขนาด จำนวน ฯลฯ
3. ฝึกการจำด้วยการให้เรียนรู้ด้วยประสบการณ์ตรงให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เช่น ลงมือทำ. การที่เด็กได้ทำมาก จะทำให้เด็กมีความมั่นใจตนเองมากขึ้นมีความอยากรู้อยากเห็นเพิ่มขึ้น
4. ให้กำลังใจเมื่อเขาแสดงออกถึงการรับรู้และความสามารถเรียนรู้อะไรได้ กำลังใจเป็นเทคนิคสำคัญมากต่อการเรียนรู้
5. ฝึกให้เด็กเรียนรู้ด้วยความสุข เด็กจะจำได้ในรูปแบบของความทรงจำระยะยาว
6.ฝึกความจำกลยุทธ์ ฝึกให้เด็กจำวิธีคิด โครงสร้างความคิด วิธีแก้ปัญหาหรือกระบวนการ เพราะจะมีประสิทธิภาพมาก ไม่ควรเน้นจำแบบท่องหมายเลขโทรศัพท์ เพราะเป็นวิธีจำแบบเก็บขยะ หรือความจำที่สูญเปล่าสิ้นเปลืองโดยใช้เหตุ


ฝึกพวกนี้อ่านแล้วไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินพ่อแม่ทุกคนจะทำ เพียงแค่คุณไม่เล่นกับลูกแบบไม่ใช่ไอโพนไอแพด หรือสื่ออิเลคทรอนิคใดๆ หรือลดเวลาของตัวเองกับสิ่งเหล่านี้ให้น้อยลง หันมาใช้การสื่อสารแบบตรงๆกับลูก ลองพูดคุย หรือหรือร่วมเล่นในเกม หรือคิดการเล่นขึ้นมาเองดู ทุกข้อข้างบนสามารถเป็นoption เสริมเพื่อสร้างให้ลูกเราเป็นเด็กที่ฉลาดคิดและเรียนรู้ได้ง่ายค่ะ

วันเสาร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2557

Roots and Wings ความสัมพันธ์และความอิสระสำหรับลูก


มีของขวัญพิเศษสองสิ่ง ที่เราควรมอบให้กับลูกๆของเรา
สิ่งแรก คือ ราก 
...เพื่อลูกได้มีฐานความรัก และความสัมพันธ์ที่แข็งแรง มั่นคง และปลอดภัย ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการเจริญเติบโต และเบิกบานของลูก ทั้งกาย ความคิดและจิตใจ

และอีกสิ่งหนึ่ง ที่เราควรจะมอบให้ คือ ปีก
....เด็กควรมีอิสระ มีเสียง หรือที่ของตัวเองในทุกๆเรื่อง ไม่ปิดกั้น หรือสร้างกรงครอบนกน้อยที่กำลังจะเติบโต

ความสัมพันธ์กับลูกที่แนบแน่นและมั่นคง จะนำทางให้ลูกบินได้อย่างแข็งแรง และปลอดภัย


credit: FB Skip to my Lou

More Risk More Return!! วันนี้เปิดโอกาสให้ลูกลองเสี่ยงดูหรือยัง

ยิ่งเปิดโอกาสให้เด็กได้ลอง ได้กล้าทำอะไรเสี่ยงมากเท่าไร
  ก็ยิ่งทำให้เขาได้เรียนรู้ที่จะดูแลตัวเองได้ดียิ่งขึ้น
-Roald Dahl-
Credit:  The Children's Movement of Florida



สิ่งที่เราพ่อแม่ทุกคนให้ความสำคัญกับลูกเป็นข้อแรกๆ คือ ความปลอดภัย
แต่รู้มัยค่ะว่า บางครั้งพ่อแม่เป็นคนสร้างความไม่ปลอดภัยให้เกิดกับลูกเองโดยไม่รู้ตัว

เพิ่งมีงานหยดน้ำที่โรงเรียนไป สิ่งหนึ่งที่พ่อแม่อึ้งกันไปตามๆกันคือ การใช้มีด ใครจะนึกค่ะว่าเด็กอนุบาลจะสามารถใช้มีดหั่นผลไม้ได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย (บางคนใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว) โดยที่คุณครูไม่ต้องมากำกับเด็กหรือจับมือทำ เด็กๆหั่นผลไม้เพื่อนำมาทำน้ำปั่นกันอย่างสนุกสนาน ไม่มีใครแย่งมีดหรือเล่นมีดอย่างไม่เหมาะสม และไม่มีใครได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

เป็นเพราะอะไรรู้มั้ยค่ะ เพราะคุณครูใช้เวลาในการสอนการใช้มีดกับเด็กพอสมควรก่อนการใช้งานจริง ใส่ใจเด็กอย่างใกล้ชิดตลอดเวลาในช่วงแรก  อุปกรณ์ต่างๆได้ถูกจัดเตรียมให้เหมาะกับการใช้งานของเด็ก คือมีดจะทื่อๆ ไม่อันตรายมาก  กิจกรรมถูกจัดให้ทำเป็นประจำทุกสัปดาห์ เปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ ได้ทดลองทำ ได้สัมผัสและเข้าใจว่าทำอย่างไรจะไม่บาดมือ เด็กๆได้สนุกและภูมิใจในสิ่งที่ทำ จึงสามารถทำออกมาด้วยความมั่นใจ  ได้ทำจริงจนชำนาญ

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากห้องเรียนลูก คือ เราไม่เคยให้เวลาและเปิดโอกาสให้ลูกเรียนรู้เรื่องความปลอดภัยอย่างแท้จริง คงต้องลองเปิดใจให้ลูกทำ สำหรับเด็กเล็กก็ยังต้องอยู่ในความดูแลอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่ว่าจะให้ลองทุกอย่าง พ่อแม่ยังคงต้องคัดกรองให้อยู่ดีค่ะ ประเด็นสำคัญ คือการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ เรื่องอันตรายเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ไม่ใช่ปิดกัน ลองเปลี่ยนจากบ้านที่เต็มไปด้วยความกลัวมาเป็นมั่นใจให้ลูกลองทำ เด็กๆทำอะไรได้มากกว่าที่เราคิดค่ะ

ปล. ย้อนคิดไป เคยให้ฮั่นลองหั่นผักด้วยมีดที่บ้านซึ่งใหญ่กว่าของที่โรงเรียน ฮั่นบอกเองเลยว่า มีดนี้มันคมไม่กล้าใช้ สุดท้ายเลยช่วยกันทำ จับมือลูกหั่น เออ ลูกรู้ได้ไงว่ามันอันตราย สงสัยโดนจิ้มมาก่อนแน่เลย 555

วันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ช่วงเวลารีวิวพัฒนาการความเป็นแม่ของตัวเอง

ห่างหายจากการอัพบล็อคไปนานกว่าสองสัปดาห์ นานมากที่สุดที่เป็นมา เพราะปกติต้องเข้ามารีวิวหนังสืออย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เกิดอะไรขึ้นบ้างกับตัวเอง หนังสือที่อ่านจบไปก็สองสามเล่ม แต่ยังไม่สร้างแรงส่งให้ใจมันรีวิวเท่าไร อยากจะแชร์เล่มที่คิดว่าเจ๋งๆมากกว่า ซึ่งกำลังอ่านอย่างทุลักทุเลอยู่สองเล่ม

ที่เป็นอย่างนี้เพราะเวลาในการอ่านหนังสือน้อยลง ทั้งเหนื่อยจากที่ทำงาน กลับดึกกว่าเดิม หมดแรงจะทำอะไรต่อ สำหรับเวลากับสองลิงก็น้อยลง มากสุดคือพยายามเอาลูกเข้านอนอย่างแฮปปีื แม่มันก็หลับตามไปด้วย ไม่ได้อ่านหนังสือ
หรือบางคืนที่ลูกหลับเร็ว ก็นั่งปั่นป่วน งุ่นง่านกับการหาข้อมูล หรือช็อปปิ้ง หรือทำโน้นนี้บนอินเตอร์เน็ท หมดเวลาไปกับ social media  Line,Facebook  ไม่โทษใครทั้งนั้น เกิดจากเราเองจริงๆ

ช่วงหยุดยาวที่ผ่านมา ได้ไปเที่ยวทะเลกับครอบครัวและเด็กๆ ตั้งใจเอามือถือเก็บ เพราะต้องมีสองลิงเกาะติดตัว 24 ชั่วโมง เวลาอยู่กับลูกมันผ่านไปรวดเร็วจริงๆ แต่เป็นช่วงเวลาที่ดีที่เรากลับมาทบทวนตัวเอง กับบทบาทของคนเป็นแม่ว่ามีความก้าวหน้ายังไงบ้างกับลูกคนที่สอง

สำหรับฮั่น บทบาทหนึ่งที่เรากำลังทำอยู่ คือ ปล่อยให้ฮั่นอยู่และมีความสัมพันธ์กับญาติและคนอื่นๆให้มาก จากแต่ก่อนที่เป็นทั้งลูกติดแม่ และแม่ติดลูกอย่างรุนแรง  ฮั่นโตขึ้นมากและพร้อมที่จะไปไหนมาไหนโดยไม่มีพ่อและแม่ประกบตลอดเวลา  เราเริ่มให้ฮั่นเลือกที่จะไปซื้อของกับอาม่า หรือนั่งรถเล่นกับอากุง หรือไปกินข้าวกับอาอี้ ซึ่งหากเป็นแต่ก่อน ทำยังไงก็ไม่ยอมไปถ้าพ่อหรือแม่ไม่ไปด้วย

ได้สังเกตปฎิสัมพันธ์ที่ฮั่นมีกับญาติๆใกล้ชิด ฮั่นรู้จักขอร้อง กล้าขอความช่วยเหลือ รู้จักยืดหยุ่นกับสถานการณ์ต่างๆ สามารถปรับตัวเข้ากับญาติที่รู้จัก เริ่มเข้าหาคนอื่นก่อน บางครั้งโดนพี่สาว(ลูกพี่ลูกน้อง) แกล้งไม่ให้เล่นเกม ฮั่นไม่โกรธหรืออารมณ์เสียอย่างแต่ก่อน แต่ฮั่นกลับทำหน้าน่าสงสารแบบตลกๆ หรือพูดขอร้องขอดูหน่อยแบบขำๆ จนพี่สาวหัวเราะและยอมให้ดู ซึ่งในฐานะแม่ของเด็กห้าขวบครึ่งสังเกตเห็นสิ่งต่างๆ แล้วรู้สึกภูมิใจและประทับใจกับความก้าวหน้าในมิติทางสังคมของลูก

ส่วนธันธัน เริ่มสังเกตตัวเองว่า มีความมั่นคงในการเลี้ยงลูกของตัวมีเพิ่มขึ้นเยอะมาก ได้อานิสงค์จากทั้งจากแนวทางของโรงเรียนของฮั่น ได้อ่านหนังสือพ่อแม่ดีๆเยอะแยะ ได้อบรมจากผู้เชียวชาญเรื่องการเลี้ยงลูก หรือได้คำแนะนำดีๆจากกัลยาณมิตรรอบตัว  เดี๋ยวนี้ ไม่มีการตีโพยตีพายเวลาลูกหกล้มหรือเจ็บตัวเล็กๆน้อยๆ ปล่อยให้ลูกได้มีโอกาสช่วยเหลือตัวเองมากขี้น  ไม่เหมือนสมัยก่อนตอนฮั่นเด็กๆ ถ้าหกล้มหรือพลาดโดนอะไรเจ็บๆ เราคงกรี็ดกราด รีบเข้าไปโอ้ลูกทันที  ไม่พูดมากบ่นลูกเวลาไม่ได้ดังใจ  ไม่บังคับหรือชี้นำหรือส่งเสริมลูกให้ทำอะไรที่เค้าไม่อยากให้ทำ  ไม่ปิดกั้นเรื่องเทคโนโลยีจนเกินไป หรือไม่ตั้งกฎในบ้านมากมายจนลูกอึดอัดและขาดโอกาสลองสิ่งใหม่  ปล่อยให้ลูกตัดสินใจและคิดเองในหลายเรื่องที่หลากหลาย เปิดโอกาสให้ลูกสกปรกได้ ทำเลอะได้ ผิดพลาดได้ โกรธได้ เสียใจไม่พอใจได้ เปิดใจรับฟังลูกมากขึ้นผ่านหู ตา และใจ

วันนี้ เรารู้แล้วว่าลูกเข้มแข็งกว่าที่เราคิด เราเห็นว่าธันธันล้มลงเอง ก็ลุกขึ้นมาปัดฝุ่นออกจากมือเอง แล้วเดินเล่นต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มากสุดก็หันกลับมาโชว์มือให้เราดูว่าเจ็บ (ยกเว้น ล้มแล้วเจ็บมากร้องไห้ อันนี้จะเข้าไปปฐมพยาบาลเลย)

เรามั่นใจมากและเข้าใจอย่างชัดเจนว่าลูกเรียนรู้ เข้าใจ และรับรู้ด้านภาษาได้ดีกว่าที่เราคาด แม้ว่าตอนนี้ ธันธันยังพูดได้ไม่กี่คำแต่เห็นได้ชัดว่า เค้าเข้าใจสิ่งที่เราสื่อสาร และก็ตอบโต้กลับได้ด้วย ตอนสมัยฮั่น เป็นกังวลมากว่าทำไมฮั่นไม่พูดสักที จากที่คุยภาษาอังกฤษกับลูกมาก็หยุดรอลูกพูดไทยได้ก่อน พอกลับมาคุยภาษาอังกฤษกับฮั่นอีกทีก็สองขวบกว่าเกือบสามขวบ แม้จะเห็นผลได้ช้ดว่าเวิร์ค ลูกเข้าใจภาษาและรักภาษาอังกฤษมาก แต่เสียดายเวลาช่วงที่ไม่ได้คุยกับเค้า สำหรับธันธัน เลยตั้งใจใส่ภาษาอังกฤษเต็มๆเลย บวกกับจีนแต้จิ๋วจากอาม่าที่มาช่วยเลี้ยงธันธัน ผลออกมาเห็นได้ชัดมาก คือ บอกให้นั่ง ทั้งไทย อังกฤษก็ไม่ยอมนั่ง แต่พูดบอก "จ๋อ" ปุ๊บ นั่งทันที  ความถี่และปริมาณการพูดมีส่วนมากในการช่วยเรื่องการสื่อสาร กรรมพันธุํเด็กบ้านนี้พูดช้า เราไม่แคร์ เน้นใส่ข้อมูลก่อน ลูกพร้อมประมวลแล้วส่งผลตอบกลับเมื่อไรก็ไม่มีปัญหา มามี้คอยได้ เพราะมันได้ผลชัวร์

เราสังเกตเห็นการเลียนแบบของน้องอย่างชัดเจน และรู้ว่าลูกลูกก็เลียนแบบเราอยู่ทั่งสิ่งที่ดีและไม่ดี สิ่งนี้ทำให้เราพยายามทำตัวเป็น role model ในการทำกิจกรรมต่างๆในบ้าน เช่น ทำสวน หรืออ่านหนังสือ หรืองานบ้าน  สังเกตเห็นว่าธันชอบรถ และตัวต่อมาก เพราะฮั่นเล่น จริงๆ เห็นพี่เล่นอะไรก็จะเล่นตามหมด  ธันชอบออกข้างนอก เดินสวน รดน้ำต้นไม้ เพราะเราจะพาเค้าไปทำด้วยกัน ธันทำงานในสวนเล็กได้เอง ไม่ต้องจับมือสอน ธันใช้ฝักบัวตักน้ำรดน้ำเอง ใช้สายยางฉีดน้ำเป็น ใช้พรวดจิ้มดิน ทุกสิ่งทุกอย่างที่เค้าทำ เกิดจากการดูและทำตามทั้งนั้น จุดนี้เราว่า ข้อพิสูจน์ของเราเป็นจริง การเป็น role model ของกิจกรรม สามารถนำพาให้ลูกเล่น และเรียนรู้ได้จริงๆ

เราสังเกตเห็นว่าตัวเองเปิดโอกาสที่จะให้ลูกนำเล่นมากขึ้น จากแต่ก่อนคิดหาของเล่น หาโน้นนี้ให้ลูกทำ ปัจจุบันก็มีบ้าง แต่ถ้าลูกไม่ชอบเล่นจริงๆ แม่ก็เล่นให้ดู เผื่อจะเป็นแบบคอนเซปด้านบน ลูกเห็นแล้วทำตาม  ตอนนี้ เราให้ลูกนำเล่น นำทำสิ่งต่างๆเป็นหลัก แล้วทำตัวเป็นผู้ช่วยนำพาการเล่นซะส่วนใหญ่ ไปทะเลครั้งนี้ ให้ธันคิดเลยว่าอยากเล่นอะไร แม่เล่นตาม ธันเดินรอบรีสอร์ท ปีนขึ้นเตียงสองชั้น วิ่งซ่อนแอบหลังตู้ กระโดดบนเตียง เดินออกถนน แม่ได้แต่ดู และระมัดระวังไม่ให้เกิดอันตราย เล่นตามลูก บางครั้ง เหนื่อยที่มันทำไมไม่ยอมอยู่นิ่ง ก็ชี้นำให้เล่นนิ่งๆบ้าง เช่น เอาที่ตักดิน ตักก้อนหินใส่ถ้งให้ดู ธันสนใจก็นั่งตักหินโรยถนนได้นานมาก ฮั่นมาเห็นเอาอุปกรณ์ขุดทราย รถ dump truck มาเล่นตักหินด้วย สนุกกันทั้งสองพี่น้อง เราเห็นพัฒนาการในการใช้กล้ามเนื้อมือของธันที่เจ๋งที่เดียว สังเกตมาหลายครั้งแล้ว ว่าแม้จะไม่ค่อยอยู่นิ่ง แต่มีสมาธิดีในการเล่น จดจ่อดี เช่น ต่อบล็อกได้สูงสามสี่ชั้น ต่อเลโก้และแกะออกได้  ต่อตัวต่อแปลกๆ ประกอบล้อรถที่หลุดกับเข้าที อันนี้ได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ดูตั้งใจ  ธันใช้มือได้ดีถึงดีมากกับอุปกรณ์ที่คุ้นเคย แต่กับที่ตักดิน ก็ไม่ต่างกับช้อนอันใหญ่ ตักแล้วได้บ้าง หล่นบ้าง พอไม่ได้ลูกก็แก้ปัญหาเองโดยการเอามือหยิบหินใส่ที่ตักดิน แล้วค่อยเทลงถัง  เราเห็นแล้วก็รู้สึกเสียใจว่า ถ้ามีเวลาให้กับลูกมากกว่านี้ คงได้ให้เค้าเล่นอะไรได้เยอะกว่านี้ ได้มีประสบการณ์ และเรียนรู้ sensory มากกว่านี้ โชคดีที่ธันมีพี่ชาย ได้เห็นพี่เล่นอะไรต่อมิอะไร จริงเรียนรู้ผ่านพี่เป็นส่วนใหญ่

ส่วนกับแม่อย่างเรา เรายังเป็นตัวอย่างในการเล่นให้ธันได้ไม่ดีพอจริงๆ ณ ตรงที่นั่งขุดดิน มองธันธัน แล้วก็ขอโทษนะธันธันที่ไม่มีเวลาได้อยู่กับหนูอย่างมีคุณภาพ มามี้จะ make up กับเวลาที่เสียไปทุกนาที เห็นธันธันเงยหน้ามาบ่นอะไรนิดหน่อย แล้วก็เดินไปเล่นอย่างอื่นๆต่ออย่างมีความสุข  ตลอดทั้งทริป เราใช้เวลาเกือบทั้งหมด อยู่กับธัน ติดกันเป็นตังเม เล่นกันเสร็จก็กินนมแม่ กินข้าวเสร็จก็วิ่งเล่น เล่นเสร็จก็วิ่งไปจะนั่งรถไปเที่ยว พาไปเดินทะเลก็ไปเด็ดดอกผักบุ้งทะเลเล่น ธันสนุกและเป็นอิสระมาก รู้จักอ้อนและแกล้งร้องไห้เวลาอยากให้แม่ทำอะไร  ติดกันตลอดเวลา จนพอแม่หายไปเข้าห้องน้ำ ก็มายืนรอ หรือไม่ก็ร้องไห้จะเป็นจะตาย

ทุกคร้้งที่คิดเรื่องนี้ ก็มักจะมีหน้าฮั่นกำลังร้องไห้แล้วพูดว่า หาแม่ๆๆ ตอนที่ฮั่นนอนไม่ได้เพราะติดนมแม่ แต่เรายังไม่กลับจากที่ทำงาน (พ่อมันอัดวิดีโอให้ดู) เป็นภาพที่ติดตาเสมอมา

ก่อนนอนคืนนี้ ก็ยังขอโทษฮั่นไปอีกครั้ง บอกมามี้เสียใจที่ตอนเด็กๆไม่ค่อยมีเวลาดูแลหนู แล้วก็กอดฮั่นใหญ่เลย จนฮั่นบอก ฉันรู้แล้วน่า งั้นนายก็ต้องอ่านหนังสือให้หมดนี้ (หยิบมาให้ประมาณ 6-7เล่ม)

อ่านจบ เกิดแรงดลใจให้เขียนบล็อคทันที

มามี้สัญญาว่า จะให้เวลากับทั้งธันธัน ฮั่นและปะป๊าให้มากขึ้น จะจัดสรรชีวิตให้มีคุณภาพกว่านี้ จะทำให้ดีกว่านี้รับรอง


วันพุธที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2557

ฝันเล็กๆ ของฉัน สวนผัก+คน+เมือง : วิถีชีวิตที่ออกแบบได้


คำบรรยาย 3 เรื่องดีๆที่เกิดจากการปลูกผัก



สิ่งที่ใฝ่ฝัน
ดาดฟ้าร้อนๆของบ้านจะกลายเป็นสวนผักย่อมๆ ที่ลูกๆขึ้นไปวิ่งเล่น เด็ดผักกินแบบปลอดสารพิษ ลูกชายอยากกินข้าวโพด และ popcorn จากต้นที่ปลูกกัน

สิ่งที่ประทับใจ
ที่บ้านตั้งชื่อต้นไม้รุ่นแรกที่ขึ้นไปอยู่บนดาดฟ้าว่า “รุ่นกล้าหาญ”  เพราะต้องทนสภาพอากาศแบบสุดโต่ง แต่ทุกคนก็รวมใจกันดูแล ประทับลูกชายวัยห้าขวบและขวบกว่าที่ตามขึ้นไปรดน้ำ และสามีซึ่งเป็นคนไม่เคยลุกออกจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ ก็มาช่วยกันปีนขึ้นชั้นสี่ไปรดน้ำต้นไม้ทุกวัน


สิ่งที่ได้เรียนรู้
ก่อนหน้านี้คิดว่าชีวิตยุ่งมากพอแล้วคงไม่มีเวลาดูแลสวนผักหรอก แต่พอเริ่มทำ และรักมัน ก็จะสามารถแบ่งเวลามาใส่ใจ อยู่ๆก็มีเวลาพอดี เหมือนชีวิตเราที่ทุกคนมีเวลาเสมอ อยู่ที่ว่าจะจัดการอย่างไรกับชีวิต บริหารเวลาให้เป็น เราก็สามารถทำอะไรก็ได้ทุกอย่างโดยไม่รู้สึกว่ามีข้อจำกัดของเวลา
อีกอย่างคือ ต้นไม้เป็นสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก ที่สามารถทนสภาพอากาศที่แปรปรวน ทนไม้ทนมือหนักๆของเรา และความซุกซนของเด็กๆ ล้มแล้วลุกใหม่ได้เสมอ


วันศุกร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2557

จัดการ รับมือ รับฝีปากพร้อมต่อรองกับลูกช่างต่อรอง


10 March 2014

มีคำพูดที่ว่า “ลูกก็เหมือนกระจกส่องดูตัวเรา เราเป็นยังไงลูกก็เป็นยังงั้น”
ฮั่นเป็นเด็กค่อนข้างเชื่อฟังพ่อแม่ ไม่ค่อยดื้อเท่าไร แต่ซนเนี้ยก็ปกติลูกลิง ถึงจะพูดช้า (กว่าจะเริ่มพูดก็สองขวบกว่า) หรือคิดนานกว่าจะพูดออกมา (ประมวลอย่างรอบคอบ) แต่ก็ไม่ได้ทำให้ทักษะในการคิดค้นคำพูดที่แสนจะทำให้พ่อแม่ตกใจหรือแปลกใจด้อยไปกว่าเด็กคนอื่นๆ ยิ่งทักษะการต่อรองเนี่ยบ้างที่แม่ก็อึ้งไปต่อไม่เป็นเหมือนกัน

ที่นี้ ฮั่นเริ่มต่อรองเก่งเพราะอะไรนะ ตั้งแต่เมื่อไร  มันเริ่มเหมือนไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกันแล้ว นั่นสิ  กลับมาทบทวนคำพูดที่ฮั่นใช้และสไตล์การยกเงื่อนไขและต่อรองแล้ว นั้นมันมาจากตรูทั้งนั้น (พ่อมันก็มีบ้าง แต่น่าจะเลือดแม่)  ลองมาดูหตุการณ์ในทุกวัน มันต้องมีการต่อรองกันทุกจังหวะชีวิตแบบไม่ได้ตั้งใจเลยจริงๆ

ตอนกินข้าว
มามี้: กินข้าวเร็วๆ  กินอีกสามคำก็ได้
ฮั่น: ไม่ ฮั่นจะกินอีกสองคำ
มามี้: งั้นกินกี่คำก็ได้ กินหมูให้หมดละกัน (กี่คำก็ได้ให้มีโปรตีนหน่อย)
ฮั่น: ถ้ากินเสร็จแล้ว น้องฮั่นขอกินเจเล่ต่อนะ
มามี้: ต้องกินข้าวให้หมดก่อน แล้วค่อยกินเจเล่ อ้าวจะไปไหน กลับมากินข้าวต่อก่อน (ฮั่นวิ่งหนีไปแล้ว)

ตอนกลับบ้าน
ฮั่น: มามี้ วันนี้ น้องฮั่นซื้อรถ (บรรยายลักษณะ บลา บลา) มา ขอโทษด้วยนะ
มามี้: ซื้อมาอีกแล้ว (บ่น บลา บลา)
ฮั่น: โอ๊ย รู้แล้ว มามี้หยุดพูด น้องฮั่นตกลงกับปะป๊าแล้วว่าจะรดน้ำต้นไม้ให้มามี้ 5 วัน โอเคมั้ย
มามี้: โอเค
ตอนก่อนอาบน้ำ
ฮั่น: หลังจากมามี้กินข้าวเสร็จแล้ว มามี้ต้องมาเล่นสร้างบ้านกับฮั่น นะ นะ ขอร้อง
มามี้: ได้แต่ ขอเอาน้องนอน แล้วก็ไปอาบน้ำก่อนได้มั้ย
ฮั่น: ก็ให้อาม่าเอาน้องไปให้อาม่า แล้วมามี้ไปอาบน้ำ แล้วต้องมาเล่นกับฮั่น เข้าใจมั้ย

ตอนก่อนนอน
ฮั่น: มามี้ วันนี้มามี้ต้องอ่านหนังสือให้น้องฮั่นฟังทั้งหมด
มามี้: ได้สิ แต่วันนี้มามี้เหนื่อยมาก ขอ 3 เล่มได้มั้ย (ต่อเกินครึ่ง)
ฮั่น: 10 เล่มล่ะกัน
มามี้: ลดหน่อยสิ
ฮั่น: (คิดแป๊บหนึ่ง)  10 เล่ม
มามี้: 5 เล่มล่ะกัน วันนี้มี power เสียงได้เท่านี้จริงๆ
ฮั่น: (เริ่มสงสารแม่) 5 เล่มก็ได้
มามี้ ก้มหน้าก้มตาอ่านไป แล้วฮั่นก็แอบเอามาเพิ่มอีก

สังเกต ลักษณะประโยค ประเภท “ต้องทำ” อันนี้คือไม่ขอต่อรอง ต้องทำตามฉันเท่านั้น มีการใช้การเจรจาแบบ Zero sum game ตาม Game theory เลย แบบต้องมีคนที่ได้ และมีคนที่ต้องเสียผลประโยชน์  นอกจากด้วยพื้นฐานที่ฮั่นรู้ว่า สิ่งไหนแม่ให้ แม่ใจอ่อนก็จะต่อรองแนวนี้ ส่วนเรื่องไหนที่ฮั่นรู้ว่า เป็นกฎที่ตั้งมา หรือสิ่งที่แม่ไม่ชอบ ก็เลือกที่จะรองขอก่อน แล้วค่อยต่อรองกับแม่ หรือยื่นเงื่อนไขที่รู้ว่าแม่รับได้ เพื่อต่อรองให้ได้ตามที่ตัวเองต้องการ
เมื่อคิดให้ถ้วนถี่แล้ว ดูเหมือนฮั่นจะได้เข้าใจถึงกลยุทธตามคำสอนของซุนวู ที่ว่า “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง” จึงสามารถใช้คำพูดคำจา ทำให้แม่ใจอ่อนอย่างเราพลาดท่าเสียทีหลายหน  ไม่ได้ต้องเปิดตำรา “กลยุทธการเจรจา” ทันใด
ขอสรุปแบบประยุกต์จากทฤษฎี (เท่าที่เข้าใจ) บวกกับประสบการณ์จริงที่ต้องต่อรองกับลูกค้า(ตอนเป็นที่ปรึกษา) หรือต่อรองกับที่ปรึกษา (ตอนเป็นลูกค้า)  มาดูว่า เอามาใช้กับลูกได้ยังไงบ้าง




กระบวนการในการเจรจาต่อรอง

1. เตรียมตัวเตรียมใจ เตรียมพร้อมวางแผน เตรียมข้อเสนอที่น่าสนใจกว่าให้กับลูก อันนี้ ต้องคอยวางแผนด้วยว่า ช่วงนี้ ฮั่นกำลังอินกับ Angry bird เดี๋ยวต้องมาขอเล่นเกม หรือขอซื้อของอะไรที่มี Angry bird แน่ๆ เราต้องคาดการณ์และเตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ ไม่ใจอ่อน ไม่ยอมง่ายๆ

พ่อแม่ต้องตั้งใจฟังค่ะว่าลูกอยากได้ หรืออยากทำอะไร เรื่องไหนหรื ออะไรที่ลูกขอแล้วไม่ขัดกับกติกาหรือข้อตกลงภายในบ้าน เราก็ให้ลูกไปเถอะค่ะ ไม่ควรต่อรองซ้ำซ้อน ลูกจะรู้สึกว่าถูกบีบคันเกินไป ต่อรองเฉพาะบางเรื่องที่พ่อแม่คิดว่าจะมีผลกระทบต่อลูก และอื่นๆดีกว่าค่ะ เช่น ขอเล่นเกม หรือขอซื้อของเล่น/ขนมไม่มีประโยชน์ ขอไม่ทำกิจวัตรประจำวัน เป็นต้น ถ้าพิจารณาแล้วไม่โอเค ก็ต้องคุยต่อรองกันหน่อยค่ะ

ขั้นการเตรียมใจ สำคัญมากคือเรื่องของอารมณ์ทั้งพ่อแม่ และทั้งคุณลูก หากอารมณ์แรงกันทั้งคู่ ลูกก็ไม่ยอม จะเอาจะเอา พ่อก็ไม่ยอม ไม่ให้ไม่ให้  ถ้าอย่างนั้น อาจจะยังไม่ใช้เวลาที่ดีสำหรับการคุยกัน ลูกอาจจะควบคุมไม่ได้ แต่พ่อแม่ต้องสำรวจตัวเองก่อนว่าควบคุมอารมณ์ตนเองได้มั้ย ถ้าได้ แล้วสามารถคุยกับลูกที่อารมณ์โกรธ หรือไม่พอใจได้หรือไม่ ต้องลองตรวจสอบข้อนี้ก่อนนะคะ ถ้าคิดว่าไหว ก็ลุยเลย แต่ถ้าไม่ พ่อแม่ควรจะทำให้ลูกกลับมาอยู่ในอารมณ์ปกติก่อน เด็กเล็กๆก็คงต้องเบี่ยงเบนความสนใจหรือหลอกล่อไปก่อน ถ้าเด็กโต คุยรู้เรื่องก็ต้องบอกเค้าค่ะว่า หายโมโหแล้วมาคุยกันนะ

2.ดำเนินการเจรจาต่อรอง ลูกอ้าปากปุ๊บ เราต้องรับฟังอย่างตั้งใจ เจรจาต่อรองด้วยความรัก ไม่จับผิด ไม่ให้สินบน พยายามปรับให้เป็น Win-Win ได้กันทั้งแม่ทั้งลูก ถ้าไม่จบก็หยุดก่อน แล้วค่อยมาคุยกันต่อ มี tip เล็กๆน้อยๆให้ด้านล่าง

พ่อแม่ต้องพยายามสร้างบรรยากาศที่ดีในการคุยต่อรองนะคะ เพราะมีแน่นอนที่ว่าคุณลูกไม่พอใจในสิ่งที่เราให้ หรือไม่ได้ตามที่ขอ ส่วนตัวจะพยายามทำให้เป็นเรื่องตลกๆ ทำเว่อร์ๆ พยายามให้คำถามแทนคำตอบในบ้างเรื่องที่ลูกขอ  ถ้าคุยกันไปแล้ว เริ่มจะกลายเป็นทะเลาะกันก็หยุดก่อนค่ะ เหมือนช่วงแรกค่ะ

ส่วนใหญ่พ่อแม่จะได้เปรียบ ถ้าสามารถจับจุดได้ว่า ลูกต้องการอะไร อันไหนมากกว่าหรือน้อยกว่า พยายามให้ลูกเลือกโดยลดข้อเสนอลงนะคะ narrow down ความต้องการลูกซะ จะได้ควบคุมได้ง่ายหน่อย สิ่งไหนที่ฝ่าฝืนกฎของบ้าน อันนี้ไม่ควรให้ต่อรองเป็นอันขาดค่ะ เดี๋ยวกฎของบ้านไม่ศักดิ์สิทธิ์

สำหรับสิ่งไหนที่มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะให้ลูก อย่าเพิ่งปฏิเสธลูกหรือรับปากลูกว่าทำได้โดยทันทีค่ะ รับปากในสิ่งที่ทำไม่ได้ ทำให้คำพูดของคุณไม่มีความศักดิ์สิทธิ ลดเครดิตความน่าเชื่อถือของพ่อแม่นะคะ นอกจากต่อรองครั้งหน้ามีโอกาสแพ้แล้ว ในระยะยาว ลูกจะไม่มั่นใจในสิ่งที่คุณรับปากและลูกอาจจะทำตามในสิ่งที่พ่อแม่ทำ นั้นก็คือไม่ทำตามสัญญาค่ะ  ลองชวนลูกคุยดูว่าจะทำให้มันเป็นจริงได้อย่างไร หากดูแล้วยังไงก็เกิดขึ้นไม่ได้ ให้บอกความรู้สึกของตัวพ่อแม่ไปแทนค่ะ เช่น พ่อแม่ก็อยากจะให้เหมือนกัน และเสียใจเหมือนกันที่หามาให้ลูกไม่ได้

3. ต่อรองขั้นสุดท้าย  สรุปผลการต่อรอง และปิดการต่อรอง สำคัญมากคือ คุยกันสรุปเป็นยังไง ก็ต้อง Close with confirmation ย้ำข้อสรุปหรือข้อตกลงระหว่างกันให้ชัดเจน ในช่วงนี้ ย้ำไปเลย แบบที่เราคุยกันโอเคตามนั้นนะ มีที่ลูกต้องทำอะไร แม่ต้องทำอะไรบ้าง ก็ว่ากันไป หากคุยกันแล้วเข้าใจไม่ตรงกันก็จะได้เคลียร์กันไป

ก่อนสรุป อาจจะเปิดโอกาสให้ลูกได้ต่อรองขั้นสุดท้าย เป็นเวทีโน้มน้าวใจให้ลูกทำตามโดยไม่บังคับมาก เกินไป เราสามารถเอาไพ่ใบสุดท้ายมาเล่นในตอนนี้ ให้ข้อเสนอที่เกือบดีที่สุด  พอตกลงกันได้ก็สรุปผลการต่อรองซ้ำ ถ้าเด็กโตหน่อย อาจจะทำสัญญาหรือจดบันทึกอะไรที่เป็นลายลักษณ์อักษรก็ได้นะคะ กันทั้งพ่อแม่ทั้งลูกลืมไป

แล้วถ้าทำยังไง ลูกก็ยังไม่ยอมตกลง ก็ย้อนกับไปข้อที่สองค่ะ ใช้การให้ทางเลือก 2 ทางให้เค้าเลือกแทน หรือไม่ก็หยุดคุยชั่วคราวก่อน เด็กเล็กๆ เมื่อหยุดคุย เดี๋ยวก็ลืมไปค่ะว่าอยากได้อะไร แต่ถ้าเค้าจำได้ พ่อแม่ก็ต้องใส่ใจกับคำขอของเค้าและนำเรื่องนั้นกลับมาคุยกันใหม่อย่างดีๆนะคะ

ขั้นนี้ อาจจะคุยถึงว่า เราจะติดตามผลยังไง เมื่อไร ว่าได้ทำตามเงื่อนไขหรือข้อตกลงตามที่สัญญากันแล้ว เปิดโอกาสให้ลูกเสนอเองก็จะเป็นการดีค่ะ ให้เค้ารับผิดชอบในสิ่งที่เค้าสัญญา

4. การติดตามผล เมื่อตกลงกันเรียบร้อย อย่าลืมติดตามผลด้วย และให้คำชมกับสิ่งที่ลูกทำได้ตามสัญญา หรือชี้ให้เห็นผลกระทบหรือผลเสียหากลูกไม่ได้ทำตามที่สัญญาไว้ แถมทำให้เกิดความคลัง น่าเชื่อของการต่อรองและผลที่ได้จากการทำตามสัญญา

สำหรับฮั่น เรามีสมุดเล่มหนึ่งไว้จดเพื่อติดตามว่า เค้าจะทำงานอะไรแลกกับของที่จะซื้อ/สิ่งที่ขอจะทำ และจดว่าได้ทำไปแล้วกี่ครั้ง ครบตามที่ขอหรือยัง ช่วงหลังดม่ือฮ่ันอยากได้อะไร ฮั่นจะเสนอตัวขอทำงานแลกของเล่นก่อนเลย แทนที่จะต้องมาต่อรองกับแม่ เช่น ขอซื้อรถแข่งแล้วจะรดน้ำต้นไม้ให้ 10 วัน  มามุขเหนือเมฆขนาดนี้ แม่มันขำ ต่อรองไม่ถูก อยากจะลดจำนวนวันให้ด้วยซ้ำ และต้องยอมไปโดยบรรยาย


Tips ส่วนตัว
Assess your kid by your ears and your heart   “รู้เขา รู้เรา” ใส่ใจฟัง และใช้คำถาม เพื่อให้รู้ความต้องการของลูก สำคัญมากๆค่ะในข้อนี้ สิ่งที่ลูกบอกว่าอยากได้ อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เค้าต้องการที่สุดค่ะ เราต้องลองฟังลูกด้วยใจ และรับความรู้สึกว่าลูกลึกๆแล้วต้องการอะไรจริงๆ

Save the best for last หากสิ่งที่ลูกขอ ไม่ใช่เรื่องที่จำเป็นที่สุด ก็ไม่มีความจำเป็นต้องทำตามโดยทันที หากมีสิ่งทดแทนได้หรือสิ่งที่จำเป็นกว่า ควรเสนอสิ่งนั้นก่อน ด้วยเหตุและผล เก็บข้อเสนอที่ดีที่สุดไว้ท้ายสุด

Don’t offer something they don’t want อย่าเสนอสิ่งที่อีกลูกไม่ต้องการ เพราะเราจะได้แบบนั้นเหมือนกัน นอกจากนี้ ยังทำให้ลูกรู้สึกว่าเราไม่เข้าใจความต้องการ และยิ่งทำให้ปั่นป่วนเพิ่มเติม

Always have a backup plan เก็บการลดหย่อน หรือแผนสำรองไว้สุดท้าย ยืดหยุ่นได้ ต่อสถานการณ์

Negotiation is not a war  อย่าทำให้การต่อรองเป็นเรื่องสู้รบ หรือเอาชนะลูก ขอหยุดเจรจาก่อนถ้าสถานการณ์ไม่เวิร์ค

Stick to your principles อย่าเสนอข้อเสนอที่เป็นไปไม่ได้ หรือขัดกับกฎกติกาของบ้าน เช่น ทำได้จะให้ขนม


วันพุธที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ฮัมเพลงเก่า แต่ความหมายดี ให้ลูกฟัง

บ่ายวันหนึ่ง ฮั่นตะโกนร้องเพลงออกมาว่า "นัดสำคัญ นัดสำคัญ" แล้วก็เล่นต่อ พี่โหยวแอบมองหน้าเรา ประมาณว่า ลูกไปฟังมาจากไหน เออ เราเองได้แต่ยิ้มแหะๆ

รูปฮั่น แต่งเป็นนักเปียโน ตอนสองขวบกว่า


เป็นโรคอะไรไม่รู้ เวลาอยู่กับลูก กำลังคุยๆกันอยู่ มันมักจะมีเพลงสมัยดึกดำบรรพ์ พระเจ้าเหา แบบยังจำไม่ได้เลยว่าใครร้อง แต่ดันมีเนื้อหาสอดคล้องกับไอ้เรื่องที่กำลังคุยกันอยู่พอดี ผุดขึ้นมาในหัว  เราก็ร้องให้ฮั่นฟังแบบขำๆ (อ่านกันไปถ้าใครหัวเราะแปลว่าแก่พอจะรู้จักเพลง) อย่างเช่น

ฮั่นบอก อยากนอนอย่างเดียว เราก็ร้อง "ข้าวปลาไม่กินไม่เดือดร้อน เหตุใดเธอจึงเอาแต่นอน....นอน นอน นอนๆๆๆ บังอรนอนหมอน"

ฮั่นเรียก ธันธัน (ธันมาจาก Thunder) อยู่ๆ ก็เผลอหลุดปากว่า "Thunder Thunder Cat Cat catttt"

ฮั่นเล่นไดโนเสาร์ เราก็ "ไดโนเสาร์ ไดโนเสาร์ หัวเจ้าก็ยาวตัวก็โตดูจะสูงใหญ่ อยากจะโตอย่างเจ้าไดโนเสาร์ เธอคงจะมองคงจะเห็นเราซักที"

ฮั่นร้องรถไฟปูน ปูน เราก็ "choo chu la chu la choo chu This is the love train choo chu la choo chu ถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง"

ฮั่นชอบกินกล้วยไข่ เราก็ "กล้วยน้ำว้าเวลาสุกงอม กล้วยหอมกินแล้วชื่นใจ ฉันชอบกล้วยไข่ เพราะมันไม่มีกระดูก"

เวลาจะนอน กล่อมลูกก็ "หลับตาสิที่รัก ในวงแขนของฉันจะไม่มีผู้ใดคิดทำลายเธอได้"

เวลาตื่นนอน ร้องปลุกลูก "เช้าแล้ววันใหม่ มองไปนอกหน้าต่างเจอฟ้าใสสว่าง"

เวลาฮั่นเล่นกล แม่มันก็ "โอมะลึกกึกกึ๋ยๆๆ โอมมมม"

เวลาฮั่นไม่ยอมทำตามสัญญา เราก็โอดโอย "ก็เคยสัญญา กันว่ารักกัน บลา บลา บลา"

และยังมีอีกเยอะจนไม่น่าเชื่อว่าขุดออกมาได้ไง พูดถึงสัตว์อะไรก็มีเพลงหมดเลย อย่างแมว แมงมุม เสือ เต่ากับกระต่าย นก(แล) วัว  แม้แต่ (มนุษย์)ค้างคาว ฯลฯ  บอกมาเถอะ สามารถต่อเป็นเพลงได้หมด ดีนะส่วนใหญ่ร้องกันแค่แม่ลูก ถ้าพ่อมันมาอยู่ด้วยคงจะเพลีย

ที่บ่อยมาก คือ "ฉันคิดถึงเธอตั้งแต่หัวค่ำจนอุษาสาง ด้วยเกิดความรักผุดขึ้นที่กลางหว่างหทัย บลา บลา บลา"
ใครเกิดทันก็คงรู้ว่าเป็น เพลงวนาลี  ขอเอาเป็นยุคพี่หมิวกับนก ฉัตรชัยเลยล่ะ (เพราะเวอร์ชั่นอื่นไม่รู้ใครเล่น พอดีมีลูกเลยเลิกดูทีวีไปแล้ว)
ตอนอาบน้ำก็จะร้องให้ฮั่นฟัง ประมาณว่าอยากบอกลูกว่าคิดถึงมาก  แปลกที่ว่าฮั่นชอบมาก บอกว่าเพลงเพราะจัง เลยถามฮั่นว่า ฮั่นเข้าใจหรือเปล่า แล้วรู้หรือเปล่าว่าหทัยคืออะไร ฮั่นบอกรู้ หัวใจใช่มั้ย เออ รู้ได้ไงเนี่ย เค้าบอกว่าเดาดู ฮั่นจำชื่อเพลงไม่ได้ แต่จะบอกว่าเพลงที่มามี้ร้องในห้องน้ำนะ ก็จะเข้าใจกันสองแม่ลูก

เพลงประจำตัวฮั่น ก็คือ Close to You  ของ Carpenter ร้องให้ฮั่นฟังตั้งแต่เล็กๆ โตขึ้นก็เริ่มแปลความหมายให้ฮั่นฟัง ตอนฮั่นเล็กๆ เราไม่ค่อยมีเวลาดูแลลูก ได้เจอลูกลีมตาเล่นด้วยแค่วันละสองชั่วโมงก่อนลูกจะหลับไป เช้าตรูก็ต้องออกจากบ้านไปทำงาน ใจนี้ลอยไปอยู่ใกล้ฮั่นเสมอ นั้นคือที่มาของเพลงประจำตัวฮั่น ทุกครั้งเวลาไปงานเลี้ยง มีคนร้องคาราโอเกะเพลงนี้ ฮั่นจะบอกว่าเพลงที่มามี้ร้องให้น้องฮั่นนิ

ตอนนี้มีธันธัน ยังคิดหาเพลงประจำตัวธันอยู่ว่าจะเป็นอะไรดี เยอะเหลือเกินยังเลือกไม่ถูก แต่ของฮั่นได้เพิ่มมาหนึ่งเพลงก็คือ "พี่ชายที่แสนดี" ร้องย้ำ ซ้ำๆให้ฟัง และบอกทุกครั้งว่า อยากให้ฮั่นเป็นพี่ชายที่ดีเหมือนปะป๊า มามี้ดีใจและภูมิใจที่ฮั่นเป็นพี่ที่ดีของน้อง

ร้องไป ก็เพิ่งพิจารณาเนื้อเพลงไปอย่างระมัดระวังก็ตอนนี้แหล่ะ เพราะเพิ่งนึกได้ว่าลูกมันจะเข้าใจมั้ย ก็เลยได้สังเกตเนื้อหาของเพลงสมัยก่อนว่า ใช้ศัพท์ที่ละมุนละมัย น่าฟัง เป็นเพลงที่สอดแทรกความหมาย เหมาะกับการสอนเด็กดี เด็กฟังได้ไม่เป็นพิษเป็นภัย ไม่เหมือนเพลงสมัยนี้ อะไรก็ไม่รู้ หลานสาววัยป.1 ชอบมาร้องโชว์ ร้องไปเต้นกระดกหน้ากระดกหลังไป  she เป็นขาแดนซ์ตัวแทนห้องตั้งแต่อนุบาล จัดไปตั้งแต่ "check rating ค่ะเช็ค rating" "เอะอะ เอะอะก็โป๋" "แน่นอก ยกออก" จนล่าสุด "ท่านกำลังเข้าสู่บริการรับฝากหัวใจ ใจแลกเบอร์โท โอ โอ้ว โอ๊ย"  แล้วทุกปีก็ต้องไปซื้อโต๊ะจีนเพื่อไปดูการแสดงของลูกหลาน ดูเด็กอนุบาล ประถม แต่ตัวโป๊ๆมาเต้นเพลงพวกนี้ เพื่อแสดงความสามารถก่อนจบการศึกษา ประมาณว่าลูกหลานเรียนมาตลอดปี มีดีตรงที่เต้นได้ร้องเพลงได้อย่างเดียว ดีใจมากที่โรงเรียนฮั่นไม่ได้เป็นแบบนั้น ไว้คราวหน้าจะมาเล่าให้ฟังว่าเป็นยังไง

กลับมาที่เพลงเก่าของเราต่อ ก่อนนอนคืนนี้ กำลังเล่นกันกับฮั่น เรื่องโตขึ้นเป็นอะไร เราก็หลุดเพลงมาท่อนหนึ่งแบบไม่ได้คิด "หนูอยากเป็นทหารนั่งบนรถถังที่คันใหญ่" ประมาณว่าช่วงนี้ ฮั่นชอบทหารมาก เพิ่งซื้อเสื้อชุดทหารแล้วเอาใส่ไปโรงเรียน ฮั่นฟังปุ๊บก็สนใจ ถามมามี้ร้องเพลงอะไรอ่ะ เราเลยหาใน youtube ให้ฟัง ตัวเองฟังเอง เนื้อหาดีมาก เหมาะกับการสอนลูก สอนเด็กทุกคนในโลกนี้ ป้าเบิร์ดก็ช่างถ่ายทอดเพลงได้อย่างอ่อนโยนแต่หนักแน่นให้เด็กน้อยทำดี ทำไมนะ ไม่ค่อยมีใครเอาไปสอนหรือทำเป็นการแสดงในโรงเรียนเลยนะ

ใครจะว่าเราเชย ร้องเพลงสมัยนี้ไม่เป็นก็ไม่เป็นไร ลูกเราร้องเต้นไม่ได้ตามสมัยก็ไม่เป็นไร เราขอเลือกสื่อบันเทิงที่ส่งเสริมลูกให้เป็นคนดี แทนสมัยนิยมละกัน ฝากเพลงนี้ก่อนนอนกันนะคะ



เนื้อเพลง: หนูอยากเป็นอะไร
ศิลปิน: เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์
อัลบั้ม: ส.ค.ส.
(เนื้อเพลงได้มาจาก lyrics.in.th)


ไกลสุดไกล สุดปลายรุ้ง
ดวงตาน้อยน้อยมุ่งมองไปแสนไกล
เด็กน้อยเอย เจ้าฝันเจ้าใฝ่
ฝันถึงสิ่งใด บ้างหนา
หนูหนูเอย หนูน้อย
ขอถามหนูหน่อย ได้ไหม
หนูใฝ่หนูฝัน อยากเป็นอะไร
เมื่อหนูโตใหญ่ สิ่งไหน ที่ อยาก เป็น
รักษาคุณพ่อตอนไม่สบาย
ขอให้หนูได้เป็นหมอ ขอให้สมดังใจ
(ด.ญ1)หนูจะเป็นคุณครูสมที่หนูตั้งใจ
ขอให้เป็นคุณครูสมที่หนูตั้งใจ
ที่คันใหญ่ใหญ่
ขอให้ได้เป็นทหารที่กล้าหาญชาญชัย
(ด.ญ2)หนูจะเป็นพยาบาลคอยดูแลคนไข้
ขอให้เป็นพยาบาล พูดหวานจับใจ
(ด.ช3)หนูจะเป็นตำรวจเป็นผู้หมวดจับผู้ร้าย
ขอให้ได้เป็นตำรวจ เป็นผู้หมวดปืนไว
ไม่ว่าใครจะเป็นอะไร อยากเป็นสิ่งใด
ขอให้สมดังใจได้เป็นอย่างฝัน แต่มีอีกอย่าง
ที่สำคัญ เหนือ สิ่ง ใด นั้น คือเป็น คนดี
ทำสิ่งใด จะคิดอะไร หนูจะได้ดังใจ เสมอ
ดวงดาวสายรุ้งจะเป็นเพื่อนเรา
ความหงอยเหงา ก็ไม่เจอะเจอ
เป็นคนดี กันดี ไหมเออ ทำดีเสมอ
ไม่ว่าหนูจะเป็นอะไร
หนูอยากมีแต่คนรักใคร่
จะทำสิ่งใด จะคิดอะไร หนูคงได้ดังใจ เสมอ
ดวงดาวสายรุ้งจะเป็นเพื่อนเรา
ความหงอยเหงาก็ไม่เจอะเจอ
เป็นคนดี คงดีนะเออ ทำดีเสมอ ตลอดไป
หนูจะมีแต่คนรักใคร่
จะทำสิ่งใด จะคิดอะไร หนูจะได้ดังใจ เสมอ
ดวงดาวสายรุ้ง จะเป็นเพื่อนเรา
ความหงอยเหงาก็ไม่เจอะเจอ
เป็นคนดี กันดีไหมเออ ทำดีเสมอ
ไม่ว่าหนูจะเป็นอะไร
หนูจะมีแต่คนรักใคร่
จะทำสิ่งใด จะคิดอะไร หนูก็ได้ดังใจ เสมอ
ดวงดาวสายรุ้ง จะเป็นเพื่อนเรา
ความหงอยเหงาก็ไม่เจอะเจอ
เป็นคนดีคงดีนะเออ ทำดีเสมอ ตลอดไป
หนูจะมีแต่คนรักใคร่
จะทำสิ่งใด จะคิดอะไร หนูก็ได้ดังใจ เสมอ
ดวงดาวสายรุ้ง จะเป็นเพื่อนเรา
ความหงอยเหงาก็ไม่เจอะเจอ
เป็นคนดีคงดีนะเออ ทำดีเสมอ ตลอดไป


(ด.ช1)หนูอยากจะเป็นหมอ
(ด.ช2)หนูอยากเป็นทหารนั่งบนรถถัง
ถ้าโตขึ้นไปหนูเป็นคนดี หนูจะมีแต่คนรักใคร่
(เด็กหมู่) หนูโตขึ้นไปหนูเป็นคนดี
ถ้าโตขึ้นไปหนูเป็นคนดี
(เด็กหมู่)หนูโตขึ้นไปหนูได้เป็นคนดี
(เด็กหมู่)หนูโตขึ้นไปหนูได้เป็นคนดี


19 ก.พ.2014

วันอังคารที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

พาเบบี้ไปทดลองเรียน ขัดใจอ่ะ มันคงไม่ใช่แนวเรา

คราวก่อนที่เขียนเรื่องไปเรียนพิเศษของฮั่น ควรนี้ขอพูดถึงธันธัน My Baby บ้าง บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวล้วนๆนะคะ เพราะอาจจะไม่ตรงกับความคิดเห็นของคุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่  คงเป็นเพราะเราเลี้ยงลูกคนละแนวกับการสอนของโรงเรียนมากกว่า



ทุกวันเสาร์ เราจะพาฮั่นไปเรียนภาษาอังกฤษ ก็ต้องหอบหิ้วธันธันไปด้วย ไปเล่นในห้องของเล่นที่ร.ร.  ซึ่งธันตอนนี้ขวบหนึ่งเดือน เดินคล่องมาก แต่ยังไม่ค่อยพูดหรือทำตามคำสั่งอะไร ใกล้ๆกับร.ร.ที่ฮั่นไปเรียน ก็มีร.ร.เสริมพัฒนาการของเบบี้  มีคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยมาเรียนกันเต็มไปหมด ดูน่าสนใจ ไหนๆก็ว่างๆอยู่ เวลาเรียนก็ตรงกับเวลาที่ฮั่นเรียน ก็เลยลองไปดูว่าเค้าสอนอะไร ยังไง เป็นช่วงหาข้อมูล ทดลองเรียนให้แน่ใจว่าโอเคมั้ย ถ้า work ก็จะได้เอาธันไปเรียน จะได้มีอะไรทำ ดีกว่ามานั่งคอยฮั่น  

มุมของเล่นที่รร.ภาษาอังกฤษเฮียฮั่น เล่นสนุกมากมาย

ว่าแล้วก็สอบถามหาข้อมูล หลักสูตรสำหรับเบบี้เป็นยังไง สอนอะไร ที่ร.ร.อธิบายแนวทางในการสอน ประโยชน์ข้อดีที่เอาลูกมาเรียน แบบช่วยเพิ่มทักษะของลูกนั้นนี้น่าสนใจมาก  เจ้าของโรงเรียนแนะนำให้ลอง class สำหรับเด็กเดินคล่องแล้ว อายุประมาณ 1 ขวบขึ้นไป  ก็จัดไป ลองเลยละกัน ห้องเรียนกว้างมาก มีโซนที่เป็นgym และของเล่น พวก สไลด์ เบาะรูปร่างต่างๆ สีสันสดใส  มีชิงช้า Trampolineเล็กๆ  และมีโซนสำหรับทำกิจกรรมวงกลมของเด็กๆ มีคุณครูหลัก 1 ท่าน และคุณครูน้อยอีก 4 ท่าน มาช่วยประกบเด็กๆและพ่อแม่  คุณชายธันตื่นเต้นมา วิ่งเข้าไปเล่นสไลด์ และของเล่นที่อยู่ในห้องอย่างเมามัน สนุกใหญ่ เล่นได้แป๊บเดียว คุณครูก็เรียกรวมกลุ่มวงกลม คลาสเป็นภาษาอังกฤษ คุณครูหลักเป็น Filipino ฟังจากสำเนียงภาษาอังกฤษนะ ทุกครั้งที่คุณครูพูด ครูน้อยๆทั้งสี่ก็จะพูดตาม อย่างกับ Teletubbies  รู้มั้ยว่าทำไมต้องพูดซ้ำๆ เราดูก็น่าเบื่อ แต่จริงๆแล้วมันเป็นการสอนแบบหนึ่ง เคยได้ยินมาว่า (จำไม่ได้แล้วว่าที่ไหน) เด็กๆจะเรียนรู้และจดจำภาษาถ้าได้ยินคำซ้ำๆมากกว่าสามครั้งขึ้นไป เราก็ใช้วิธีนี้เหมือนกันเวลาคุยกับลูกก็พูดคำเดิมซ้ำๆสามสี่ครั้ง ได้ผลไม่ได้ผลก็ไม่รู้นะ  แต่ตอนที่ธันได้ยินเสียงประสานของพวกคุณครูซึ่งดังมาก ก็ตกใจ ผวามากอดแม่ทันที 555  นี่เป็นหนึ่งตัวอย่างของวิธีการสอนเด็กๆที่โรงเรียนนำมาใช้

ครูเรียกแล้ว เด็กคนอื่นๆก็เข้ากลุ่มอย่างเรียบร้อยรู้หน้าที่ ส่วนธัน เด็กใหม่ มิได้สนใจใดๆ ก็วิ่งไปเล่นของเล่น ครูก็มาต้อนให้กลับไปเข้ากลุ่ม ธันก็วิ่งไปเล่นอีก เป็นแบบนี้ประมาณสิบกว่ารอบ ใจจริงอยากปล่อยลูกให้เล่นของเล่นไป แต่เพราะเป็นการเข้ามาลองเรียน เราก็เกรงใจคลาส ไม่อยากให้คุณครูเสียระบบการสอนของเค้า เพราะพอลูกเราไปเล่น เด็กคนอื่นก็อยากวิ่งไปเล่นตามด้วย ก็ต้องวิ่งจับลูกมาเข้ากลุ่มด้วยความขัดใจ คิดในใจว่า ถ้าอยากให้เด็กไม่สนใจของเล่นล่ะก็ ทำไมไม่แยกห้องของเล่นกับห้องทำกิจกรรมไปล่ะ เด็กเล็กอย่างนี้ จะมาให้สนใจกลุ่มก็ลำบากนะ แต่พ่อแม่บ้านอื่นๆก็เก่งนะ จับลูกตัวน้อยมานั่งให้อยู่นิ่งๆ ทั้งๆที่ลูกร้องอยากจะเล่นจะแย่  ท่องไว้ในใจ มาทดลองเรียนฟรี อย่าอะไรมาก

กิจกรรมเริ่มไปอย่างรวดเร็ว คุณครูใช้ของเล่นมาล่อเด็กในแต่ละกิจกรรม สอนเด็กให้รู้จักชื่อผลไม้ ตัวเลข ให้เด็กทำตามเกมที่กำหนด เช่น ถ้าเป็น บล็อคโฟม ก็ต้องจับมาใส่ให้ถูกต้อง หรือพิระมิดห่วงยาง ก็ต้องให้เด็กใส่เรียงจากใหญ่สุดไปเล็กสุด เป็นต้น  แม่มันก็เริ่มขัดใจอีกแล้ว คิดในใจว่า ก็เข้าใจนะว่าเป็นหลักการในการสอนที่ถูกต้องโดยให้เด็กจดจำแบบแผนการเล่น เพื่อให้ทำตามได้อย่างถูกต้องตามวิธีที่กำหนด  แต่ส่วนตัวไม่ชอบ รู้สึกบังคับลิงน้อยของเราให้เล่นแบบมีแบบแผนเกินไป คัดกับวัยของลูก  เราชอบที่เน้นวิธีหรือ process ของการเล่นมากกว่าผลลัพธ์ของการเล่น ชอบดูลูกเอาของเล่นมาเล่นแปลกๆ มากกว่า ปล่อยอิสระให้ลูกเป็นผู้นำการเล่นมากกว่า แล้วเราก็เล่นตามเค้า หรือไกด์เค้าให้เล่นอย่างปลอดภัยเท่านั้นเอง

ระหว่างทำกิจกรรม สังเกตเด็กๆคนอื่น มีทั้งเด็กที่ทำตามอย่างน่ารัก ไม่ยอมทำบ้าง งอแงบ้าง หรือไม่สนใจเลย ธันธันไม่สนเลย อยากวิ่งไปเล่นสไลด์กับของเล่นอย่างเดียวเลย อันนี้ก็เป็นปกติธรรมดาของเด็ก แต่พอสังเกตพ่อแม่ที่ดูลูก พ่อแม่ส่วนใหญ่ดูจะเล่นกับลูกไม่เป็นจริงๆ พ่อแม่ดูไม่สนุก เหมือนมีหน้าที่ในการจัดการให้ลูกทำตามครู เด็กร้องไห้งอแงก็มีดุบ้าง หรือดึงลากลูก หรือจับมือลูกบังคับให้เล่น  เราไม่สามารถทำอย่างนั้นได้จริงๆ ไม่ชอบบังคับลูกเมื่อลูกไม่พร้อม นี่ถ้าเป็นเด็กอายุ 2-3 ขวบที่คุยรู้เรื่องก็ว่าไปอย่าง นี้มันเบบี้นะ จะไปบังคับอะไรเค้ามากมายอ่ะ เราเลยลองปล่อยให้ครูเค้าจัดการธันธัน ดูว่าจะทำยังไง ครูน้อยๆ ก็น่ารัก ดูแลเด็กๆอย่างใจเย็น พยายามตะลอมให้เด็กมาเล่น เดินไปอุ้มธันมาเข้ากลุ่ม แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้ดึงดูดธันๆ ให้กลับมาเล่นได้เท่าไร ลูกฉันนี้เทพจริงๆ

กิจกรรมมาเร็วจบเร็ว ตามสมาธิที่ยังน้อยอยู่ของเด็กวัยนี้ มีอุปกรณ์มาเสริมการเรียนการสอนตลอดเวลา มีให้ทำศิลปะด้วย อ้าวลองดู พ่อแม่พาลูกน้อยใส่เสื้อกันเปื้อนน่ารักมานั่งเก้าอี้ และจับมือระบายสีน้ำบนรูปกล้วย พ่อแม่เกือบทุกบ้านช่วยจับลูกบรรจงทำอย่างสวยงาม ส่วนธันธันนั้นหรือ นั่งโต๊ะนิ่งได้ก็ดีหนักหนาแล้ว พอจับพู่กันปุ๊บก็เอาเข้าปาก มือตะปบสี จริงๆอยากปล่อยลูกให้ทำเลอะเทอะ แต่เพราะมาทดลองเรียนฟรี ท่องไว้ในใจ จึงต้องรีบจับลูกมาเขียนพู่กันดีๆ แต่ก็ไม่ได้บังคับมาก เราจับมือธันแบบหลวมๆ ให้เค้าลากพู่กันเอง สีออกมาไม่สวยงามมากเหมือนคนอื่นที่พ่อแม่จัดให้

พอทำศิลปะเสร็จ ครูก็ให้เล่นอิสระ เป็นช่วงเวลาที่ดูธันมีความสุขที่สุด เพราะได้ปีนป่าย หัวเราะ กระโดด ได้เล่นจริงๆ ช่วงเวลาแห่งความสุขของลูกมีเพียงสี่ห้านาที ครูก็เรียกกลับเข้าวงกลม เอาปืนเป่าลูกโป่ง bubble มาเรียกเด็กๆ เด็กๆวิ่งกรูกันไปกระโดดจับ ส่วนธันธัน ยืนกอดแม่ด้วยความตกใจ เพราะไม่เคยเล่นมาก่อน ดูบ้านนอกมาก ครูน้อยๆพยายามมาชวนธันไปเล่น แต่ธันไม่ยอมกอดแม่อย่างเดียว สักพักก็เริ่มกิจกรรมใหม่ มีร้องเพลงให้เด็กทำท่าตาม เด็กทำไม่ได้พ่อแม่ ครูน้อยก็มาจับไม้จับมือให้ทำตาม ไม่ต้องพูดถึงธันธัน โน้น วิ่งไปเล่นสไลด์อยู่โน้นแล้ว พออุ้มกลับมาก็เริ่มงอแง ท่องไว้ในใจว่ามาทดลองเรียนฟรี อดทนบังคับลูกหน่อย แต่ใจอยากจะให้ลูกเล่นตามใจจะแย่  
ก่อนกลับ มีพิธีมอบประกาศนียบัตรให้เด็กคนหนึ่งที่เรียนจบคลาส มีใส่หมวกและสายสะพาย และให้เดินจับมือเพื่อนในคลาส ดูแล้วก็น่ารักดี แต่คิดว่าถ้าเป็นฮั่น ลิงน้อยจอมขี้รำคาญล่ะก็ อายุขนาดนี้คงดึงหมวก ดึงสายสะพายโยนทิ้งไปแล้ว  เกือบจะจบ ธันธันก็ยังไม่สนใจอะไรอยู่ดี 

จบการทดลองเรียน เรารีบเอาลูกไปเล่นเลย เจ้าของโรงเรียนมาคุยว่าเป็นไงบ้าง ก็บอกเค้าไปว่า ลูกยังเล็กไปค่ะ เลยไม่ค่อยมีสมาธิกับการเรียนเท่าไร พูดแบบกลางๆจะได้บอกปัดได้ถูก จะบอกว่าไม่ใช่แนวฉันก็จะดูน่าเกลียด เจ้าของบอกว่า เป็นปกติค่ะคุณแม่ น้องมาใหม่ๆก็จะไม่สนใจ แต่เดี๋ยวมาซ้ำๆ เด็กๆจะรู้เองค่ะว่าต้องทำอะไรเมื่อไร ยิ่งส่งเด็กมาเรียนเร็ว ก็จะยิ่งพัฒนาเร็วนะคะคุณแม่  เราอดใจไม่ได้เผลอถามสวนไป ที่พัฒนาการดีขึ้นนี่ เรื่องอะไรหรือค่ะ  คือสงสัยจริงๆว่าเด็กทำตามหรือเล่นตามกฏเกณฑ์ทั้งที่ไม่ใช่วัยของเค้า คือ มีพัฒนาการดีงั้นหรือ เอกสารที่เค้าให้บอกว่าช่วย  ครูตอบว่าประมาณว่า  ก็เด็กทำตามที่สอนได้ ไม่งอแง ลูกเค้าก็พัฒนาการเร็วมากแป็บเดียวก็ทำตามที่ครูบอกได้ ยิ่งเรียนเร็วยิ่งดีนะคุณแม่  เราได้แต่ยิ้มๆ ชมลูกเค้าเก่งจัง  คงไม่ใช่แนวชั้นแล้วล่ะ พื้นฐานและนิสัยของเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน เด็กบางคนอาจจะเด่นเรื่องสังคม เด็กบางคนมีพัฒนาการเรื่องกล้ามเนื้อดี เด็กบางคนอาจจะพัฒนาการทางภาษาดี คงจะมาวัดว่าเข้ามาเรียนแล้วพัฒนาการดีเพราะทำตามได้ มันค่อนข้างคัดใจแม่มันจริงๆ 

วัยเบบี้ 1-2 ขวบน่าจะมีความสุขกับการเล่นของเค้า หากจะให้สอดแทรกความรู้ให้เด็ก ครูจะต้องมีความสามารถในการเรียกหรือดึงความสนใจเด็กให้ได้มากกว่านี้ อย่างโรงเรียนภาษาอังกฤษที่ฮั่นเรียน คลาสเบบี้จะเน้นให้เด็กเล่นอย่างสนุก ซึ่งเด็กกับพ่อแม่สนุกไปด้วยกันจริงๆ ในห้องเรียนมีบรรยากาศให้เด็กสนใจแต่ครู และคลาสไม่ใหญ่มาก ไม่บังคับเด็กจนเกินไป เสียดายเวลาไม่ตรงกับท่ีเราอยากให้เรียน 


สรุปว่า หลักสูตรของโรงเรียนไม่ได้ผิดอะไร แต่ไม่ใช่แนวของเรา สำหรับคุณพ่อคุณแม่ปกติทั่วไปก็คงโอเค ลูกไปเรียนได้ภาษาได้สนุก ก็โอเคค่ะ เพราะเข้าใจว่าสมัยนี้พ่อแม่ก็ไม่ค่อยมีเวลามากนักทีจะเล่นกับลูก หรือสอนหรือพัฒนาลูก โรงเรียนเสริมพัฒนาการเด็กเล็กจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ก็คงต้องดูกันไปค่ะ อย่างที่บอก จะเลือกเอาลูกไปเรียนอะไรก็ต้องดูให้ครบทุกด้าน เผอิญว่าอีแม่คนนี้มันไม่สนุกด้วยกับวิธีการเรียนการสอน ก็เลยจบ เอาธันธันไปกลับไปเล่นของเล่นที่รร.ฮั่นเหมือนเดิมดีก่า หรือจับอยู่บ้านไปช่วยทำ (ยุ่ง) สวนบนดาดฟ้าแทนละกัน ยังมีอะไรให้สนุกๆให้เบบี้ของมามี้เล่นอย่างอิสระอีกเยอะเลย

18ก.พ.2014