แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อ่านเพื่อลูก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อ่านเพื่อลูก แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2558

Review หนังสือ พูดกับลูกสไตล์คุณแม่ญี่ปุ่น 66 ถ้อยคำทำร้ายลูกที่คุณอาจไม่รู้

Review หนังสือ พูดกับลูกสไตล์คุณแม่ญี่ปุ่น 66 ถ้อยคำทำร้ายลูกที่คุณอาจไม่รู้



ตั้งแต่ฮั่นเริ่มขึ้นป.1 เริ่มต้องเข้าสู่ชีวิตเรียนที่จริงจัง (กว่าอนุบาล) ต้องไปโรงเรียนเช้าขึ้น เรียนหนังสือมีการบ้าน และงานที่ต้องทำมากขึ้น งานเข้าสิค่ะ กว่าจะดันคุณลูกให้ไปเรียนตามเวลา หรือทำการบ้านให้เสร็จ คุณแม่อย่างเราก็ต้องงัดกระบวนท่าหลายเล่มเกวียนมากระตุ้น เอาใจ ชักชวน เชิญชวน หลอกล่อ หนักเข้าก็เริ่มมีตักเตือน เหน็บ ขู่ และดุว่าในบางครั้ง เหนื่อยและหนักใจจริงๆ เครียดกันทั้งแม่ทั้งลูก หลายครั้งที่ลูกกับแม่ก็เสียน้ำตาเพราะคำพูดที่เราเผลอผลั้งปากออกไปโดยไม่ได้ตั้งใจ หรือกดดันลูกโดยไม่รู้ตัว

เมื่อหยุดพักรบ แล้วได้หยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่าน ก็เริ่มได้เข้าใจว่า ทำไมคำพูดที่เราอยากจะสอนหรือพูดด้วยความรักกับความหวังดี กลับทำให้ลูกหน้าจ๋อย หรือโมโห หรือบางครั้งกลับมีน้ำตา ใครจะไปนึกว่า การที่พูดว่า "ถ้าคิดจะทำ..ลูกต้องทำได้แน่ๆ " จะเป็นการกดดันลูก และอาจจะส่งผลให้ลูกปฏิเสธไม่ทำสิ่งนั้นไปตลอดชีวิต และสุดท้ายเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ก็จะกลายเป็นคนที่ไม่กล้าทำอะไรเลย

ไม่ต่างอะไรกับผู้ใหญ่เลยค่ะ ที่หากมีคนมาพูดตักเตือน หรือวิจารณ์เราว่าเป็นยังไง เพื่อให้เราได้ปรับปรุงหรือพัฒนา แต่ใช้คำพูดที่ลบๆ หรือพูดแบบคาดหวังมากไป ก็ทำให้เราคิดได้สองแง่สองง่ามว่า นี่เขาด่า เปรียบเทียบเราอยู่ได้ หรือประชดเราหรือเปล่า ผู้ใหญ่เองยังคิดไปมากมาย แล้วเด็กๆจะรู้สึกยังไงค่ะ โดยเฉพาะคำพูดนั้นๆออกมาจากปากของคนที่เด็กๆรักมากมาย อย่างคุณแม่และคุณพ่อ

มันเป็นหน้าที่ของพ่อแม่และผู้ใหญ่จริงค่ะที่ต้องระมัดระวังคำพูดที่พูดให้เด็กๆฟัง ทำอย่างไรให้เขาเข้าใจสิ่งที่พ่อแม่อยากจะสื่อสารจริงๆ โดยไม่ทำให้ลูกกลายเป็นคนขาดความมั่นใจในตัวเอง  ไม่นานเชื่อว่า พ่อแม่ต่างเชื้อชาติกัน ก็พูดกับลูกคล้ายๆกันเวลาไม่สบอารมณ์ อ่านแล้วก็พอจะนึกภาพของแม่ญี่ปุ่น เปลี่ยนจากคุณแม่ที่อ่อนโยน กลายมาเป็นแม่นางยักษ์ อย่างแม่ของโนบิตะ ส่วนหนึ่งผู้เขียนบอกว่า คนญี่ปุ่นเป็นคนเก่ง แต่สาเหตุที่ไม่ค่อยมีความมั่นใจในตัวเอง เป็นเพราะการอบรมสั่งสอนในบ้านนั้นเอง คิดแล้วก็จริงนะ ตอนอยู่ญี่ปุ่น เราเห็นได้ชัดเลยว่า คนญี่ปุ่นไม่ค่อยมั่นใจที่จะแสดงออก หรือแสดงความคิดเห็นของตัวเอง ทำอะไรก็เขินๆ เงียบๆหงึมๆ ทั้งที่ตัวเองมีความคิดที่ดีมากๆ เพิ่งเข้าใจว่า ที่เขาเป็นอย่างนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับเด็กๆในบ้านเราที่ถูกพูดดักไม่ให้ทำนั่น ไม่ควรทำนี้ อะไรที่แปลกๆกว่าคนอื่นอย่างทำให้มันเด่นเกินไป อารมณ์ประมาณเดียวกันเลย

หนังสือให้มุมมองของเด็กๆว่าคิดอย่างไง ยกตัวอย่างให้เห็นว่าเพราะอะไรจึงไม่ชอบใจกับคำพูดของพ่อแม่ พร้อมแนะนำคำพูดที่ควรจะใช้ ผ่าน 7 บทที่แบ่งตามถ้อยคำที่สร้างความรู้สึกไม่มั่นใจลูกในแต่ละด้านเช่น บทที่ 1 "ความมั่นใจในตนเองมาจากการที่ลูกรับรู้ได้ว่าเขาคือ 'คนสำคัญ' "  ถ้อยคำในบทจะเป็นประเภทว่าลูกไม่ดี โง่ ทำตัวไม่สมเป็นลูกผู้ชาย ฯลฯ  และเมื่อจบบท จะมี "สรุปท้ายบท" รวบยอดสาเหตุที่ไม่ควรพูดถ้อยคำพูดเหล่านั้น และข้อแนะนำว่าควรทำอย่างไรให้ดีขึ้น

หนังสืออ่านง่ายมากค่ะ สั้นๆได้ใจความอธิบายแต่ละถ้อยคำ อยู่ภายใน 2 หน้า ส่วนอธิบายบอกเล่าสาเหตุง่ายๆว่าทำไมคำพูดนั้นถึงไม่ควรใช้กับลูก มีผลกระทบอย่างไรโดยเฉพาะเรื่องของความมั่นใจของลูก และพฤติกรรมที่อาจจะติดตัวลูกไปจนโต   มุมเล็กด้านซ้ายมือมี "ระดับที่ต้องระวังการใช้คำพูด"อยู่ ยิ่งดาวเยอะยิ่งต้องระมัดระวัง มีภาพการ์ตูนน่ารักๆ ตลกร้ายตามมุขสไตล์ญี่ปุ่น บอกเราว่า รูปแรก เด็กๆรู้สึกอย่างไรกับคำพูดของเรา รูปที่สอง เป็นรูปจำลองเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับคำพูดนั้น  และปิดท้ายด้วย กล่องไฮไลท์สีเขียวที่แนะนำให้พ่อแม่ "ลองเปลี่ยนมาพูดแบบนี้กันดีกว่า" 





ส่วนตัวแล้ว อ่านมา 6 บทแรก รู้สึกว่าโล่งใจที่ตัวเองไม่ค่อยใช้คำพูดลบๆกับลูกเท่าไร มีโดนบ้าง ในบทที่ 4 เช่น "รีบทำการบ้านเร็วๆ เข้า"  "กินแค่นี้เองเหรอ"  กับ "พูดขอโทษเดี๋ยวนี้นะ" ระดับที่ต้องระวังการใช้คำพูดอยู่ประมาณ 2-3 จาก 5 แต่พอมาอ่านบทสุดท้าย "บทที่ 7 ความตั้งใจของลูกที่จะ "รับผิดชอบชีวิตตนเอง" จะช่วยผลักดันให้เกิดความมั่นใจ" บทนี้โดนกับตัวจังๆ อย่างที่เขียนไปตอนแรกว่าใครจะไปนึกว่า คำพูดเชิงบวก เชิงกระตุ้น ก็มีด้านที่ทำลายจิตใจหรือสร้างปมให้กับลูก ซึ่งที่จริงแล้วเราสามารถใช้คำพูดอื่นที่ดีกว่า หรือบางครั้งไม่ต้องพูดคำนั้นออกไปเลยจะดีกว่า ต้องหัดรอคอยให้ลูกได้แสดงความรับผิดชอบออกมาด้วยตัวเอง และไปพูดชื่นชมลูกตอนนั้น ลูกจะภูมิใจและมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองทำมากขึ้น เป็นรากฐานที่ดีต่อไปในการกล้าคิด การแสดงออก และรับผิดชอบกับตนเอง โดยที่เขารู้ด้วยว่าที่พ่อแม่ทำไปเพราะว่ารักและหวังดี  

ที่สำคัญ ต้องรีบเอาไปปฏิบัตโดยด่วน จะได้หมดปัญหาสงครามโมโหและเสียน้ำตาระหว่างแม่กับลูกซักกะที  ^^ 


ข้อมูลหนังสือ
หนังสือ พูดกับลูกสไตล์คุณแม่ญี่ปุ่น 66 ถ้อยคำทำร้ายลูกที่คุณอาจไม่รู้

ママ、言わないで!子どもが自信を失う言葉66

ผู้เขียน เทรุโกะ โซดะ
ผู้แปล ภาวิณี ตั้งสถาพรพงษ์
credit รูปปก จาก สำนักพิมพ์ Sand Clock

สนใจหนังสือ ดูได้ที่ http://www.toyforbrain.com/p/275
ฉบับภาษาญี่ปุ่น http://shopping.yahoo.co.jp/product/bb70284007de3d6a0bc0c05c079a0caa/compare.html


วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

มาหยุดยื่น Smart phone หรือ Tablet ให้ลูกกันเถอะค่ะ


ดูเหมือนคุณพ่อคุณแม่ทุกคนรู้ค่ะว่าการหยุดเด็กที่งอแงหรือซุกซนด้วย Smart phone หรือ Tablet หรือแม้แต่เปิดทีวิให้เด็กดู เป็นสิ่งที่ไม่ดี และไม่ควรทำ แต่ก็ไม่รู้จะเอาอะไรมาหยุดเจ้าตัวน้อยให้หายงอแง ซุกซนในเวลาอันรวดเร็ว

อยากให้ลองคิดจินตนาการใหม่อีกทีนะคะ ว่าถ้าในโลกนี้ไม่มีเจ้ามือถือหรือหน้าจอทัชสกรีน หรือแม้แต่ทีวี เราจะทำยังไงให้ลูกหยุดงอแงหรือซุกซนค่ะ พ่อแม่สมัยก่อนยุคเทคโนฯรุ่งเรื่องยังปราบลูกได้ด้วยสองมือหนึ่งสมองเลยค่


มันมีหลายวิธีมากเลยโดยไม่ต้องดุหรือใส่อารมณ์กับลูกค่
- การงอแงเป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้ล่วงหน้าค่ะ พ่อแม่ควรรู้ว่าทำไงที่จะป้องกันไม่ให้ลูกงอแง เช่น ง่วงนอน หิวข้าว เล่นไม่เลิก ฯลฯ ควรคุยตกลงกับลูกล่วงหน้า
- เด็กซนเป็นเรื่องปกติค่ะ หากอยากให้หยุดซน ต้องหาอะไรที่สนุกกว่าที่เค้าเล่นซนอยู่ค่ะ ใช้ตัวเองนั่นแหล่ะค่ะเล่นกับลูก เพราะพ่อแม่เล่นด้วยเป็นสุดยอดของเล่นที่สนุกที่สุด
- แสดงความเห็นใจลูกเพราะเขากำลังปั่นป่วนกับสิ่งที่จัดการไม่ได้ด้วยตัวเอง อยู่ข้างๆ ปรับอารมณ์ลูกให้เย็นลง
- ระหว่างนั้นลองสำรวจความต้องการที่แท้จริงของลูกว่าอยากทำ หรืออยากได้อะไรกันแน่ ถามไถ่เช็คดูว่าเขาคิดยังไง เป็นอะไร
- ลองเสนอตัวอ่านหนังสือที่ลูกชอบมากๆให้ลูกฟัง ชวนลูกไปเลือกหนังสือที่อยากให้อ่าน อ่านด้วยความคึกคักน่าสนใจ ช่วยเบี่ยงเบนความซนให้หยุดนิ่งได้ค่ะ

ยืนยันว่าลูกๆชอบฟังนิทานหรือเรื่องราวๆต่างๆในเรื่องที่เขาสนใจหรือเรื่องใหม่ๆ ไม่ว่าวัยไหนก็ตามค่ะ

"หยุดยื่น Smart phone หรือ Tablet ให้ลูก
ลองนั่งข้างๆ แล้วอ่านหนังสือดีๆสักเล่มให้ลูกฟัง
ได้ ฟิน ทั้งลูกทั้งพ่อแม่ รับรอง"

วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

รีวิวอ่านเพื่อลูก: The BFG ยจด-ยักษ์ใจดี และ โรงงานช็อคโกเลตมหัศจรรย์

May 30, 2014
เริ่มกลับมาอ่านหนังสือเรื่องยาวให้ฮั่นฟัง เรื่องแรก ยจด (ยักษ์ใจดี "The BFG") ของนักเขียนคนโปรดของอี้เจี๊ยบ Roald Dahl  ใช้เวลาอ่านก่อนนอนทั้งหมดเป็นเวลา 7 คืนติดต่อกัน เล่มนี้ไปเจอที่ร้านหนังสือมือสอง เวอร์ชั่นนี้หน้าปกมีเคโระจากเจ้าของเก่าติดมาด้วย ตอนแรกไม่ทันสังเกตนะถ้าฮั่นไปมาบอก

ยจด. เป็นตัวแทนของยักษ์ที่ดูน่ากลัว โหดร้าย เป็นยักษ์กินคน แต่ยจด.ไม่เหมือนยักษ์ตัวอื่นๆ เขาอ่อนโยน รักการเรียนรู้ ใส่ใจผู้อื่น และที่สำคัญใจดีสุดๆ ยจด.ทำหน้าที่เก็บฝันดีไปเป่าให้เด็กๆในยามค่ำคืนเพื่อให้เด็กๆหลับฝันอย่างมีความสุข ถั่วคนต่างหากที่โหดร้ายกว่ายักษ์ ตอนหนึ่ง ยจด. บอกว่า ยักษ์จะไม่กินหรือฆ่ากันเอง แต่ถั่วคนชอบสู้รบ ฆ่ากัน  ส่วนโซฟี่ เด็กหญิงจากบ้านเด็กกำพร้า เป็นตัวแทนเด็กตัวเล็กๆ ที่กล้าหาญที่จะช่วยปราบยักษ์กินคน 

อ่านจบแล้วยังสนุกค้าง  น่ารัก เต็มไปด้วยจินตนาการ ความฝัน บวกเรื่องราวของความกล้าหาญและความมีน้ำใจของหนูน้อยโซฟี่กับยจด ฮั่นชอบมาก ขำกับคำพูดตลกๆของ ยจด. ติดใจกับเรื่องราวความฝันที่ยจด.จับใส่ในขวดได้แม่น (คนเล่ายังจำรายละเอียดไม่ได้เลย) และอยากลองกินฟร็อบสก็อตเติ้ล frobscottle (เครื่องดื่มของยักษ์ที่ทำให้ปู๊ดป๊าด) 

ฮั่นเรียกร้องให้อ่านให้ฟังอีก ทุกวัน พอจบรอบที่สอง หนังสือเริ่มหลุดเป็นชิ้นๆ ต้องเอาตัวหนีบมาหนีบไว้ 


เมื่อจบ ยจด. เลือกเล่มนี้มาอ่านให้ฮั่นฟัง โรงงานช็อคโกแลตมหัศจรรย์ ของ โรอัลด์ ดาห์ล เอาช็อคโกแลตของโปรดฮั่นมาล่อให้อยากอ่าน ครั้งนี้อ่านภาษาไทยก่อน ใช้เวลาอ่านหนึ่งสัปดาห์จบ ไว้ฮั่นอยากให้อ่านภาษาอังกฤษเมื่อไร แม่ก็มีเตรียมไว้แล้วนะจ๊ะ

ติดใจตอนหนึ่งที่เกี่ยวกับเด็กติดโทรทัศน์ โรอัลด์ ดาห์ลนี้สุดยอดเลย ช่วยอธิบายเรื่องการส่งภาพเข้าสู่โทรทัศน์ได้อย่างน่าสนใจและเข้าใจง่ายมากๆ คือว่า คุณวิลลี่วองก้า กำลังทดลองทำกล้องถ่ายทำรายการโทรทัศน์ เพื่อให้สามารถส่งของไปยังหน้าจอของเด็กๆได้ เค้าบอกว่า เครื่องนี้จะส่งข้อมูลที่เห็นเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ ขึ้นบนท้องฟ้า แล้วทีวิก็มีเครื่องรับแล้วแปลงออกมาเป็นรูป อะไรทำนองนั้น แล้วเด็กชายที่ติดทีวีซุกซนจนโดนแสงจากกล้องถ่ายทำรายการดูดเข้าไป ต้องไปช่วยเอาตัวเด็กออกมาจากทีวี แต่เด็กนั้นก็ตัวเล็กมาก ขนาดเท่าภาพที่แสดงอยู่ในทีวี ตลกดี เคยคิดอยู่เหมือนกันว่า ถ้าฮั่นถามว่า ทีวีมีภาพได้ยังไง เราจะตอบว่าอะไรดีนะเนี่ย

ฮั่นชอบ และคิดตามอย่างสนุกสนานในตอนที่เข้าไปในโรงงานช็อคโกแลต ส่วนแม่ก็ถูกใจเหลือเกินที่นิทานได้เป็นตัวแทนพ่อแม่ เล่าถึงผลของการเป็นเด็กเอาแต่ใจ เด็กติดทีวี เด็กกินของไม่มีประโยชน์  และที่ขาดไม่ได้ตามสไตล์นิทานของโรอัลด์ ดาล์ห คือ เด็กๆได้จินตนาการที่ไม่มีจำกัดและความสนุก   

อ่านแล้วสนุก คิดว่าสนุกกว่าดูหนัง แม้ Tim Burton จะทำหนังได้เจ๋งมากแล้วนะ ส่วนตัว Johnny Depp ดูจะหนุ่มไปที่จะเป็นคุณวิลลี่ วองก้า  เมื่ออ่านจบ โรงงานในความคิดเรามันเกินคำบรรยายกว่าในหนังอีก และเรามั่นใจว่าเด็กๆก็ได้สร้างโรงงานช็อคโกแลตในฝันของตัวเองได้ไม่เหมือนกัน



สัปดาห์หน้าฮั่นขอให้อ่าน ยจด (ยักษ์ใจดี) ซ้ำ ติดใจอะไรขนาดนี้ เราเลยเอาหนังสือโรอัลด์ ดาห์ลทั้งหมดที่มีในมือตอนนั้นมาทยอยอ่าน เช่น คนซื่อบื้อ เค่าตุน  นิ้ววิเศษ  คุณจิ้งจอก ฯลฯ เรื่องสั้นๆ อ่านคืนเดียวจบ แต่ดูเหมือนว่ายังไม่มีเรื่องไหนมาเทียบรัศมี ยจด. ได้จริงๆ

อ้อ ข่าวดีที่น่ารอคอย Spielberg กำลังนำ The BFG. กลับมาสร้างเป็นหนัง คาดว่าจะได้ดูกันปี 2016 ฮั่นบอกรอดูอยู่

วันอังคารที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2557

รีวิวอ่านเพื่อลูก: 7 อุปนิสัยเด็กดีมีความสุข

7 อุปนิสัยเด็กดีมีความสุข The 7 Habits of Happy Kids


ข้อมูลหนังสือ
ผู้เขียน:  Sean Covey
ภาพ: Stacy Curtis
ผู้แปล: นิลุบล หฤทัยวิจิตรโชค
สำนักพิมพ์: Nanmeebooks Kiddy

คำนิยม (ปกหลัง)



อ่านเพลิน
ณ ดินแดนป่าโอ๊ก 7 ต้น เพื่อนๆตัวเล็กทั้ง 7  หมีกู๊บ พี่ใหญ่ของแก๊งค์ กระต่ายจัมเปอร์ สกังก์ลิลี่ กระรอกแซมมี่และโซฟีฝาแฝด เม่นโพกี้ และหนูแอลลี่ ซึ่งมีนิสัยและความคิดที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดเรื่องราวที่สนุกๆ ผ่านเหตุการณ์และปัญหาที่ต้องคิดวางแผน แก้ไข และลงมือทำ 7 เรื่อง 7 อุปนิสัยที่ดี ที่เป็นก้าวเล็กๆให้เด็กๆมีความสุข


เห็นชื่อหนังสือกับชื่อผู้เขียนแล้ว ไม่หยิบติดมือกลับบ้านมาอ่านก็แปลกมากๆแล้ว สำหรับผู้ที่เคยอ่านหรือผ่านการอบรม The 7 Habits of Highly Effective People คงเข้าใจถึงคุณสมบัติ 7 ประการสำหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิ่ง แค่อ่านแล้วไปอธิบายให้เพื่อนๆฟังก็มีแอบยากแล้วนะ แต่สำหรับหนังสือเล่มนี้ Sean ได้ตีความหมายของ 7 Habits และปรับใช้ให้เข้าใจง่าย จับต้องได้สำหรับเด็กเล็กๆ ผ่านตัวการ์ตูนซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของแต่ละอุปนิสัยได้อย่างเด่นชัด เนื้อหาสนุก ตลก และถ่ายทอดความคิดความอ่านและนิสัยของเด็กๆ ได้อย่างเป๊ะมาก จนเด็กๆคิดว่าเขาเป็นตัวละครตัวใดตัวหนึ่งในเรื่อง อ่านให้เด็กฟัง เด็กชอบแน่นอน และได้ซึมซับลักษณะนิสัยที่ดีของตัวละครในแต่ละตอนไปอย่างไม่รู้ตัว


หนังสือยังเปิดโอกาสให้พ่อแม่ ผู้ปกครองได้ต่อยอดความสนุกสนานของนิทาน  โดยหลังจบแต่ละเรื่องจะมี "มุมผู้ปกครอง" ซึ่ง Sean เขียนอธิบายอุปนิสัยประจำเรื่องแบบง่ายๆ ผ่านประสบการณ์ของลูกกับเขาเองบ้าง บอกเล่าประโยชน์และแนวคิดเชื่อมโยงกับ 7 Habits  นอกจากนี้ ยังมีแนะนำ "หัวข้อสำหรับสนทนา" และ "ก้าวเล็กๆ" เพื่อชวนลูกคิด ชวนคุยและนำพาก้าวเล็กๆเพื่อให้ลูกได้ลองนำอุปนิสัยหรือการกระทำต่างๆมาลองทำดู


ท้ายเล่มมีภาพสรุปอุปนิสัยทั้ง 7 ผ่านต้นไม้ของ 7 อุปนิสัย
อุปนิสัยที่ 1 Be Proactive  => เป็นหน้าที่ของเธอ
อุปนิสัยที่ 2 Begin with the End in Mind => มีเป้าหมายและแผนเสมอ
อุปนิสัยที่ 3 Put First Things First => ทำสิ่งสำคัญก่อนแล้วจึงเล่น
อุปนิสัยที่ 4 Think Win-Win => ทุกคนชนะได้เมื่อคิดแบบ Win-win
อุปนิสัยที่ 5 Seek First to Understand, Then to be Understood =>ฟังก่อนที่จะพูด ฟังด้วยหัวใจและตา
อุปนิสัยที่ 6 Synergize  => รวมกันย่อมดีกว่า
อุปนิสัยที่ 7 Sharpen the Saw => ใช้ชีวิตอย่างมีสมดุล ฝึกฝนและพัฒนาตนเองเสมอ


ตอนแรก ฮั่นเห็นหน้าปกแล้วไม่สนใจ จะให้เล่า "นางสาวโต๊ะโตะ" ซึ่งเป็นเรื่องต่อจาก "เด็กหญิงโต๊ะโตะจัง" ที่เพิ่งอ่านจบไปอยู่ทางเดียว  แต่พอต่อรองว่าอ่านตอนเดียวก่อน ฮั่นกลับชอบมาก จบตอนหนึ่ง ไม่ยอมให้แม่ชวนคุยชวนคิดก่อน ขออ่านตอนถัดไป ภาพประกอบสีสันสดใส และตลก แถมคนเขียนยังมีTrick เล็กๆแต่มีประสิทธิภาพมากในการสร้างความน่าติดตามให้อ่านในทุกหน้า นั่นก็คือ ตัวละครอีกตัวหนึ่ง ชื่อ หนอนเออร์นี่ ที่จะแอบโผล่อยู่มุมใดมุมหนึ่งของภาพประกอบ ซึ่งเด็กๆต้องสังเกตเอาเองเพราะเออร์นี่ขี้อาย  มุขนี้นี่เองที่ทำเอาฮั่นตั้งใจอ่านจนจบภายในคืนเดียว ผิดแผนที่แม่จะอ่านให้ฟังวันละตอนเลย แถมยังมีหน้ามาบอกว่า เห็นมั้ยอ่านวันเดียวก็จบ ไม่เห็นต้อง 7 วันเลย  คืนถัดมาก็ยังขอให้อ่านอีกรอบหนึ่งทันทีที่เข้าห้องนอน

ฮั่นชอบตอน หมีกู๊บกับชุดสะสมแมลง อุปนิสัยที่ 2 เพราะตรงกับสิ่งที่ฮั่นกับปะป๊ะกำลังทำอยู่ คือวางแผนเก็บเงินซึ้อ Lego Star wars  เหมือนหมีกู๊บที่ลงมือเขียนเป้าหมายที่ตนเองต้องการ หาวิธี วางแผนและลงมือทำ จนสุดท้าย หมีกู๊บสามารถซื้อของที่ตัวเองอยากได้ตามที่ลิสไว้ทุกข้อ แถมยังมีเงินเหลือพากระต่ายจัมเปอร์ซึ่งใช้เงินแบบไม่วางแผนหมดไปอย่างรวดเร็วไร้สาระ ไปดูหนังได้อีก   อ่านจบตอน ฮั่นบอกว่า เหมือนฮั่นเลย แล้วก็ยิ้มๆ



ระดับความน่ามีไว้ครอบครอง
แนะนำค่ะ เหมาะมากกับการช่วยพ่อแม่นำพาลูกไปสู่อุปนิสัยที่ดี แบบไม่ใช้การบังคับ เคี่ยวเข็ญ พูดบ่น ซึ่งเป็นวิธืที่ไม่ได้ผลอย่างแรง เด็กๆเรียนรู้จากนิทานได้อย่างไม่รู้ตัว เป็นการสอนแบบสร้างทัศนคติด้านบวกให้เด็ก เห็นผลจากการกระทำต่างๆได้ชัดเจน ใกล้ตัว เป็นเหตุเป็นผลที่เด็กๆรับรู้และเข้าใจได้  สำหรับพ่อแม่ที่ไม่เข้าใจหรือรู้จัก 7 Habits ก็สามารถเริ่มต้นอ่านจากเล่มนี้ได้ค่ะ เริ่มพร้อมลูกยังสนุกอย่างมีสาระค่ะ


วันอังคารที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2557

รีวิวอ่านเพื่อลูก นิทานสำหรับเด็ก เมฆเริงรำ สายน้ำร้องเพลง

การศึกษาวอลดอร์ฟ : นิทานสำหรับเด็ก
 เมฆเริงรำ สายน้ำร้องเพลง

 ข้อมูลหนังสือ
เรื่อง รวบรวมโดย รัถยาคม สถาบันเพื่อการศึกษาแนววอลดอร์ฟและมนุษยปรัชญา
ผู้แปล จิตรา ธนาโอฬาร, จันทร์เพ็ญ พันธุ์โอสถ
สำนักพิมพ์ อัมรินทร์บุ๊คเซ็นเตอร์ จำกัด
จำนวนหน้า 130 หน้า

หลังจากฮั่นเริ่มเข้าอนุบาลสอง เราเริ่มเปลี่ยนการอ่านหนังสือก่อนนอนจากหนังสือภาพ มาเป็นหนังสือไม่มีภาพดูบ้าง ด้วยความอยากที่จะเปิดโลกของจินตนาการอีกขั้นของฮั่น ดูน่าท้าทายมากว่าฮั่นจะมีสมาธิและสนใจกับเรื่องเล่ายาวๆได้หรือไม่ อีกอย่างก็เป็นโอกาสดี ที่คนเล่าจะได้เปลี่ยนบรรยากาศจากการอ่านนิทานหรือหนังสือภาพซ้ำไปซ้ำมา งานนี้ฮั่นไม่มีสิทธิเลือกเท่าไร เพราะยังอ่านหน้าปกหรือเนื้อหาไม่ออก ขอเผด็จการในการเลือกเรื่องที่จะเล่าบ้าง เพื่อความสุขเล็กๆของมามี้ก่อนนอน

โครงการ อ่านเพื่อลูก จึงเกิดขึ้น  เน้นอ่านหนังสือที่เป็นแนวบรรยาย เน้นวรรณกรรมเด็กๆ ดีๆ สมัยเราเด็กๆ จนปัจจุบัน  ปกติจะอ่านหนังสือให้ฮั่นฟังก่อนนอนอยูํ่แล้วเป็นกิจวัตรประจำวัน เรายังคงดำเนินอยู่เหมือนเดิม ฮั่นยังสามารถเลือกหนังสือที่อยากให้แม่เล่ามาให้อ่านเหมือนเดิม แต่เรื่องปิดท้ายจะเป็นหนังสือที่แม่จะอ่านให้ฟัง ฮั่นไม่ต้องดูภาพ นอนฟังอย่างตั้งใจและได้หลับฝันดี 

เล่มแรกที่คุณแม่กัลยาณมิตรที่น่ารักแนะนำมา คือ เมฆเริงรำ สายน้ำร้องเพลง ของรัถยาคม  เป็นหนังสือรวมนิทานที่ใช้ที่ศูนย์การเรียนปัญโญทัย ซึ่งโรงเรียนแนวทางเลือกหลายโรงเรียนนำมาใช้เล่าให้เด็กวัยเตรียมอนุบาลถึงอนุบาลฟัง มีการจัดกลุ่มนิทานที่เหมาะกับเด็กในแต่ละช่วงวัย ทั้งความยากง่ายของเนื้อหา ความยาว และภาษาที่ใช้ บางเรื่องเคยได้ยินตอนฮั่นอยู่เตรียมอนุบาลที่วรรณสว่างจิต คุณครูจะเล่านิทานเรื่องเดียว ทุกวัน เป็นเวลาหนึ่งเทอม จบเทอมปุ๊บ เด็กๆสามารถเล่าเรื่องได้ตามที่ครูเล่าเหมือนเปี๊ยบทุกประโยค ทุกคำเลย  จำได้ว่ามีเรื่อง  กระต่ายกับแครอท ต้นหัวผักกาดยักษ์  พอเข้ารุ่งอรุณ ฮั่นชอบหลายเรื่องเลย เช่น ของขวัญจากฟากฟ้า (เรื่องนี้เล่าสิบกว่ารอบ) บุบบิบบู้บี้ ฯลฯ



นิทานที่รวบรวมในเล่มมีที่มาจากทั่วทุกมุมโลก ตั้งแต่นิทานกริมม์ นิทานพื่นบ้านของประเทศต่างๆ เป็นเทพนิยายบ้าง มีอิทธิฤทธิ์ หรือปาฎิหารเหนือจริง สนุกและน่าสนใจชวนให้เด็กได้เข้าสู่โลกจินตนาการไม่มีที่สื้นสุด

 


ชอบคำนำ "ภาพชีวิตจากนิทาน" ของหนังสือที่เกริ่นนำที่มาของนิทานภายในเล่ม บอกเล่าความเชื่อมโยงระหว่างนิทานกับชีวิตจริงที่เด็กจะได้เรียนรู้และซึมซับไปโดยไม่รู้ตัว  ผู้เขียนได้แนะนำว่า เวลาเล่านิทานให้เด็กฟัง ไม่ควรอธิบายความหมายของสิ่งที่นิทานอยากสื่อ หรือสรุปเรื่องสอนใจให้เด็กฟัง เด็กจะเชื่อมโยงเรื่องที่รับฟังได้เอง การตีความหมายของเด็กในเรื่องนั้นอาจไม่ตรงกับสิ่งที่ผู้ใหญ่คิดก็เป็นได้ พ่อแม่ส่วนใหญ่จะไม่กล้าอ่านเนื้อเรื่องหรือตัวละครหรือเหตุการณ์ที่โหดร้าย หรือรุนแรงให้ลูกฟัง เพราะกลัวว่าลูกจะก้าวร้าว รุนแรง ซึ่งจริงๆแล้ว เด็กๆสร้างจินตนาการไม่ได้น่ากลัวเหมือนที่คุณพ่อคุณแม่คิด เช่น แม่มดใจร้ายโดยฆ่าตาย เด็กคิดเชื่อมโยงเพียงว่าความชั่วร้ายถูกทำร้ายลง เท่านั้น  กลับกัน หากลูกได้ดูภาพหรือหนังที่รุนแรงและโหดร้ายผ่านทีวีหรือภาพยนตร์หรือสื่อต่างๆ เด็กจะถูกยัดเหยียดภาพนั้นเข้าหัวโดยไม่สามารถป้องกันตัวได้

ทุกคืน ฮั่นจะเป็นคนเลือกว่าจะฟังเรื่องไหน เหมือนจะเลือกจากชื่อนิทานนะเพราะไม่มีรูปเลยสักหน้า มีแต่ที่หน้าปก คงฟังดูว่าชื่อไหนชอบก็จะบอกให้อ่านให้ฟัง บ้างครั้งมามี้ก็มีเสนอเรื่องที่ตัวเองอยากอ่านบ้าง ฮั่นจะมาfinalize ตัดสินใจครั้งสุดท้ายอีกที เพราะฉะนั้นมีที่ยังไม่ได้อ่านหลายเรื่อง เพราะชื่อยังไม่โดนใจคุณชายซักที

ระดับความน่ามีไว้ครอบครอง

ลองหามาอ่านให้ลูกดูนะคะ อาจจะหายากสักหน่อยเพราะไม่ได้มีวางขายทั่วไป สามารถติดต่อที่ปัญโญทัยได้ค่ะ  นิทานในสองเล่มนี้ได้คัดสรรตามวัยของเด็กได้อย่างเหมาะสม มีเรื่องสนุกๆน่ารักๆ เหมาะทั้งเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชาย ที่โรงเรียนทางเลือก นิทานพวกนี้เป็นส่วนสำคัญในการสอนเรื่องภาษาและสังคมค่ะ เด็กๆได้รู้จักและเข้าใจคำศัพท์ยากๆได้อย่างพ่อแม่งง จำได้ว่าฮั่นชอบใช้คำว่า "เพราะฉะนั้น" บ่อยมากจนงงว่าเอามาจากไหน เราก็ไม่เคยพูดเป็นทางการกับลูกเลย มาเจอในนิทานนั่นเอง 
สรุปบ้านไหนที่อยากประหยัดแค่ 2 เล่มก็อ่านได้ไปหลายเดือนเลยค่ะ 

วันจันทร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2557

อ่านเพื่อลูก รีวิวหนังสือสำหรับพ่อแม่

ความตั้งใจและวัตถุประสงค์แอบแฝงที่คิดเปิด page และ เปิด blog อีกอย่างหนึ่งก็คือ เพื่อให้ตัวเองได้ศึกษาและเรียนรู้การเป็นพ่อแม่มือโปร (ตาม goal และ mission & vision ของครอบครัวที่เคยตั้งไว้) ช่วงแรกที่เริ่มมี Facebook page " Monkeycorners" เราตั้งใจมากที่จะอ่านหนังสืออย่างน้อยวันละสัปดาห์ เพื่อเอามาใช้กับลูก แก้ปัญหาบางอย่างที่ไม่รู้ทำไง และที่สำคัญคือ อยากเขียนรีวิวหนังสือเพื่อแบ่งปันความคิดเห็นเกี่ยวกับหนังสือสำหรับพ่อแม่ที่น่าสนใจ ไว้เป็นข้อมูลในการเลือกหามาอ่านหรือซื้อมาไปติดบ้านไว้ ให้อุ่นใจเล่น

หนึ่งในชั้นวางหนังสือใหม่ที่เตรียมมาเก็บหนังสือของลูก และของพ่อ

ช่วงนั้นยังพอมีเวลาเพราะกิจกรรมกับลูกยังไม่เยอะมาก มาช่วงหลัง เอาเวลาไปดูแลลูกคนใหม่ "สวนผักและเห็ด" และ "น้องเตาอบ" เยอะไปหน่อย แถมคุณชายฮั่นก็ไฮเปอร์ขึ้น เล่นไม่ยอมนอน ธันธันก็เล่นเยอะ นอนยาก ปกติจะอ่านหนังสือก่อนนอน นี้แม่มันหลับก่อนลูกเพราะเพลียทุกวัน และเหตุผลร้อยแปดเลยไม่ค่อยได้อ่านหนังสือเลย 

ส่วนคุณสามีผู้อุปการะคุณ ก็ซื้อหนังสือมาจังเลย น่าอ่านทั้งนั้น บอกให้คุณเธอเขียนรีวิวเองก็ไม่ยอม ก็ได้ๆ จะตั้งใจใหม่ จะเริ่มจัดสรรเวลาใหม่ให้สำหรับการเพิ่มพูนปัญญา ลับเหลี่ยมสมอง พร้อมรับมือลูกๆน้อยๆ แล้วจะได้เอามาแชร์ให้อ่านกันนะคะ



ไงก็ ขอเอารีวิวเก่ามาเล่าใหม่ก่อนนะช่วงนี้ อิอิ