แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วอลดอร์ฟ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วอลดอร์ฟ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

Review หนังสือพ่อแม่ สะพานสายรุ้ง

รีวิวหนังสือพ่อแม่ สะพานสายรุ้ง
เสนอแนะแนวทางในการประคับประคองนำทางเด็กผ่านกระบวนการจุติตามทิศทางที่รูดอล์ฟ สไตเนอร์ ให้ไว้

รวบรวมโดย รัถยาคม สถาบันเพื่อการศึกษาแนววอลดอร์ฟและมนุษยปรัชญา

หนังสือที่รวบรวมบทความที่เกี่ยวข้องการดูแล เลี้ยงดู และพัฒนาเด็กตามแนวทางของโรงเรียนวอลดอร์ฟ เพื่อเผยแพร่ให้กับผู้ปกครองของเด็กๆที่โรงเรียนปัญโญทัย และผู้ที่สนใจแนวทางนี้ ได้เข้าใจถึงวิถีของวอลดอร์ฟซึ่งมีความแตกต่างและสวนทางกับกระแสสังคมหลักหลายเรื่องค่ะ 

หนังสือมีบทความสั้นๆนำเสนอแนวคิดและการปฏิบัติกับลูกในแนวทางที่เข้ากับธรรมชาติของเด็ก สิ่งที่พ่อแม่พยายามส่งเสริม หรือเลือกสรรค์อย่างดีให้ลูกได้ใช้ชีวิตประจำวัน การศึกษา เทคโนโลยี การเล่นกีฬา หรือแม้แต่อาหารการกิน อาจส่งผลกระทบหรือผลเสียกับตัวเด็กโดยไม่รู้ตัว 




หลายบทความสะท้อนสภาพสังคมและครอบครัวในปัจจุบันนี้ที่ภาพลักษณ์มาก่อน ชอบโชว์ชอบแชร์ เด็กๆซึมซับสิ่งต่างๆจากสื่อและสังคมรอบด้านโดยไม่รู้ตัว เด็กๆเห็นไอดอลนุ่งสั้น เต้นเด้งหน้าเด้งหลัง แต่งหน้าจัด พูดจาจีบปากจีบคอราวกับนางร้ายในละครทีวี ผู้ใหญ่เห็นก็ชื่นชมว่า เด็กเก่ง กล้าแสดงออก แต่มันใช่จริงหรือ เด็กควรถูกดูแลและให้ใช้ชีวิตอย่างเป็นเด็ก ไม่ใช่เวลาที่เด็ก ซึ่งมีวุฒิภาวะไม่พอมาแยกแยะอะไรควรไม่ควร จะรีบโตและใช้ชีวิตดราม่าเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากตัวผู้ใหญ่เป็นหลัก


แนะนำให้อ่านเรื่องเด็กกับเทคโนโลยี และทีวีมากๆ  เพราะมีอ้างอิงสถิติและการวิจัยว่า เด็กไม่ควรเข้าถึงหรือใช้เทคโนโลยีและดูทีวีมากเกิน มีแต่ข้อเสียมากกว่าข้อดีที่ผู้ใหญ่หลงคิดว่า จะช่วยให้ลูกฉลาดและเก่งขึ้น แต่กลับกัน เด็กๆไม่ได้พัฒนากระบวนการคิดฟ จินตนาการ หรือทักษะชีวิตด้านใดๆเพิ่มขึ้นเลย แถมยังถูกพาสื่อที่เข้าถึงง่ายมากผ่านอินเตอร์เน็ทหรือทีวี และข้อมูลที่ไม่ได้โดนคัดกรองอย่างเหมาะสม เช่น เกมสงครามฆ่ากัน ละครตบจูบ เป็นต้น ให้หลงไปกับวัตถุนิยมและกระแสสังคมของผู้ใหญ่  ซึ่งมีแนวโน้มที่จะปลูกผังความรุนแรงและเรื่องของเพศให้เด็กก่อนวัยอันควร

อีกหลายเรื่องที่น่าสนใจ เช่น หลักสูตรวอลดอร์ฟไม่ส่งเสริมให้เด็กเล็กการเขียนอ่าน เน้นศิลปะเป็นหลัก หรือให้เล่นกีฬาจริงจังตั้งแต่เล็กๆ ฯลฯ ทุกอย่างได้ถูกออกแบบและกลั่นกรองมาอย่างดีแล้วตามพื้นฐานและธรรมชาติของเด็กในแต่ละช่วงอายุ ให้ในสิ่งที่เหมาะกับภาวะของเด็กในเวลาที่เหมาะสม นอกจากนี้ วอลดอร์ฟให้ความสำคัญกับพัฒนาการทางภายในเด็ก (ด้านจิตใจ) ให้ตระหนักถึงความรับผิดชอบ และคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง เป็นทักษะชีวิตที่โรงเรียนกระแสหลักแทบจะไม่เห็นมีสอน 


อยากให้ลองหาอ่านกันดูค่ะ เปิดมุมมองของการเลี้ยงดูแลและการศึกษาแนวทางเลือก แม้คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้ตั้งใจให้ลูกเข้าโรงเรียนแนวนี้ ก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับลูกได้เกือบทุกอย่างค่ะ เมื่อพ่อแม่เปิดใจ และเข้าใจธรรมชาติลูกที่แท้จริง ก็ไม่ยากที่จะช่วยประคับประคองให้ลูกสามารถใช้ชีวิตและเรียนรู้ได้อย่างมั่นคงและมีความสุขค่ะ

วันอังคารที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2557

รีวิวอ่านเพื่อลูก นิทานสำหรับเด็ก เมฆเริงรำ สายน้ำร้องเพลง

การศึกษาวอลดอร์ฟ : นิทานสำหรับเด็ก
 เมฆเริงรำ สายน้ำร้องเพลง

 ข้อมูลหนังสือ
เรื่อง รวบรวมโดย รัถยาคม สถาบันเพื่อการศึกษาแนววอลดอร์ฟและมนุษยปรัชญา
ผู้แปล จิตรา ธนาโอฬาร, จันทร์เพ็ญ พันธุ์โอสถ
สำนักพิมพ์ อัมรินทร์บุ๊คเซ็นเตอร์ จำกัด
จำนวนหน้า 130 หน้า

หลังจากฮั่นเริ่มเข้าอนุบาลสอง เราเริ่มเปลี่ยนการอ่านหนังสือก่อนนอนจากหนังสือภาพ มาเป็นหนังสือไม่มีภาพดูบ้าง ด้วยความอยากที่จะเปิดโลกของจินตนาการอีกขั้นของฮั่น ดูน่าท้าทายมากว่าฮั่นจะมีสมาธิและสนใจกับเรื่องเล่ายาวๆได้หรือไม่ อีกอย่างก็เป็นโอกาสดี ที่คนเล่าจะได้เปลี่ยนบรรยากาศจากการอ่านนิทานหรือหนังสือภาพซ้ำไปซ้ำมา งานนี้ฮั่นไม่มีสิทธิเลือกเท่าไร เพราะยังอ่านหน้าปกหรือเนื้อหาไม่ออก ขอเผด็จการในการเลือกเรื่องที่จะเล่าบ้าง เพื่อความสุขเล็กๆของมามี้ก่อนนอน

โครงการ อ่านเพื่อลูก จึงเกิดขึ้น  เน้นอ่านหนังสือที่เป็นแนวบรรยาย เน้นวรรณกรรมเด็กๆ ดีๆ สมัยเราเด็กๆ จนปัจจุบัน  ปกติจะอ่านหนังสือให้ฮั่นฟังก่อนนอนอยูํ่แล้วเป็นกิจวัตรประจำวัน เรายังคงดำเนินอยู่เหมือนเดิม ฮั่นยังสามารถเลือกหนังสือที่อยากให้แม่เล่ามาให้อ่านเหมือนเดิม แต่เรื่องปิดท้ายจะเป็นหนังสือที่แม่จะอ่านให้ฟัง ฮั่นไม่ต้องดูภาพ นอนฟังอย่างตั้งใจและได้หลับฝันดี 

เล่มแรกที่คุณแม่กัลยาณมิตรที่น่ารักแนะนำมา คือ เมฆเริงรำ สายน้ำร้องเพลง ของรัถยาคม  เป็นหนังสือรวมนิทานที่ใช้ที่ศูนย์การเรียนปัญโญทัย ซึ่งโรงเรียนแนวทางเลือกหลายโรงเรียนนำมาใช้เล่าให้เด็กวัยเตรียมอนุบาลถึงอนุบาลฟัง มีการจัดกลุ่มนิทานที่เหมาะกับเด็กในแต่ละช่วงวัย ทั้งความยากง่ายของเนื้อหา ความยาว และภาษาที่ใช้ บางเรื่องเคยได้ยินตอนฮั่นอยู่เตรียมอนุบาลที่วรรณสว่างจิต คุณครูจะเล่านิทานเรื่องเดียว ทุกวัน เป็นเวลาหนึ่งเทอม จบเทอมปุ๊บ เด็กๆสามารถเล่าเรื่องได้ตามที่ครูเล่าเหมือนเปี๊ยบทุกประโยค ทุกคำเลย  จำได้ว่ามีเรื่อง  กระต่ายกับแครอท ต้นหัวผักกาดยักษ์  พอเข้ารุ่งอรุณ ฮั่นชอบหลายเรื่องเลย เช่น ของขวัญจากฟากฟ้า (เรื่องนี้เล่าสิบกว่ารอบ) บุบบิบบู้บี้ ฯลฯ



นิทานที่รวบรวมในเล่มมีที่มาจากทั่วทุกมุมโลก ตั้งแต่นิทานกริมม์ นิทานพื่นบ้านของประเทศต่างๆ เป็นเทพนิยายบ้าง มีอิทธิฤทธิ์ หรือปาฎิหารเหนือจริง สนุกและน่าสนใจชวนให้เด็กได้เข้าสู่โลกจินตนาการไม่มีที่สื้นสุด

 


ชอบคำนำ "ภาพชีวิตจากนิทาน" ของหนังสือที่เกริ่นนำที่มาของนิทานภายในเล่ม บอกเล่าความเชื่อมโยงระหว่างนิทานกับชีวิตจริงที่เด็กจะได้เรียนรู้และซึมซับไปโดยไม่รู้ตัว  ผู้เขียนได้แนะนำว่า เวลาเล่านิทานให้เด็กฟัง ไม่ควรอธิบายความหมายของสิ่งที่นิทานอยากสื่อ หรือสรุปเรื่องสอนใจให้เด็กฟัง เด็กจะเชื่อมโยงเรื่องที่รับฟังได้เอง การตีความหมายของเด็กในเรื่องนั้นอาจไม่ตรงกับสิ่งที่ผู้ใหญ่คิดก็เป็นได้ พ่อแม่ส่วนใหญ่จะไม่กล้าอ่านเนื้อเรื่องหรือตัวละครหรือเหตุการณ์ที่โหดร้าย หรือรุนแรงให้ลูกฟัง เพราะกลัวว่าลูกจะก้าวร้าว รุนแรง ซึ่งจริงๆแล้ว เด็กๆสร้างจินตนาการไม่ได้น่ากลัวเหมือนที่คุณพ่อคุณแม่คิด เช่น แม่มดใจร้ายโดยฆ่าตาย เด็กคิดเชื่อมโยงเพียงว่าความชั่วร้ายถูกทำร้ายลง เท่านั้น  กลับกัน หากลูกได้ดูภาพหรือหนังที่รุนแรงและโหดร้ายผ่านทีวีหรือภาพยนตร์หรือสื่อต่างๆ เด็กจะถูกยัดเหยียดภาพนั้นเข้าหัวโดยไม่สามารถป้องกันตัวได้

ทุกคืน ฮั่นจะเป็นคนเลือกว่าจะฟังเรื่องไหน เหมือนจะเลือกจากชื่อนิทานนะเพราะไม่มีรูปเลยสักหน้า มีแต่ที่หน้าปก คงฟังดูว่าชื่อไหนชอบก็จะบอกให้อ่านให้ฟัง บ้างครั้งมามี้ก็มีเสนอเรื่องที่ตัวเองอยากอ่านบ้าง ฮั่นจะมาfinalize ตัดสินใจครั้งสุดท้ายอีกที เพราะฉะนั้นมีที่ยังไม่ได้อ่านหลายเรื่อง เพราะชื่อยังไม่โดนใจคุณชายซักที

ระดับความน่ามีไว้ครอบครอง

ลองหามาอ่านให้ลูกดูนะคะ อาจจะหายากสักหน่อยเพราะไม่ได้มีวางขายทั่วไป สามารถติดต่อที่ปัญโญทัยได้ค่ะ  นิทานในสองเล่มนี้ได้คัดสรรตามวัยของเด็กได้อย่างเหมาะสม มีเรื่องสนุกๆน่ารักๆ เหมาะทั้งเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชาย ที่โรงเรียนทางเลือก นิทานพวกนี้เป็นส่วนสำคัญในการสอนเรื่องภาษาและสังคมค่ะ เด็กๆได้รู้จักและเข้าใจคำศัพท์ยากๆได้อย่างพ่อแม่งง จำได้ว่าฮั่นชอบใช้คำว่า "เพราะฉะนั้น" บ่อยมากจนงงว่าเอามาจากไหน เราก็ไม่เคยพูดเป็นทางการกับลูกเลย มาเจอในนิทานนั่นเอง 
สรุปบ้านไหนที่อยากประหยัดแค่ 2 เล่มก็อ่านได้ไปหลายเดือนเลยค่ะ