แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รีวิวหนังสือพ่อแม่ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รีวิวหนังสือพ่อแม่ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2558

Review หนังสือ โรงเรียนพ่อแม่ ตอน ผลัดใบชีวิต ของครูณา

Review หนังสือ โรงเรียนพ่อแม่ ตอน ผลัดใบชีวิต ของครูณา (อังคณา มาศรังสรรค์) พิมพ์ครั้งที่ 4 (ฉบับปรับปรุงใหม่) 


หลายครั้งที่รู้สึกว่ายังทำหน้าที่ของแม่ไม่ดีพอ เผลอปล่อยอารมณ์หรือเกรี้ยวกราดกับลูก บางครั้งก็ทำตัวไม่น่ารักกับสามี ทั้งที่พื้นฐานตัวเองไม่ใช่เป็นคนเหวี่ยงวีน เมื่อรู้สึกตัวภายหลังก็เสียใจ และอยากที่จะย้อนเวลานั้นกลับไปหยุดการกระทำของตัวเองไว้ อยากแก้ไข และตั้งใจใหม่ว่าจะไม่เกิดซ้ำ 

เมื่อโดนกระทบใจเรื่องนี้ที่ไร จุ๊บมักจะนึกถึงคำของพระไพศาล วิสาโล "ต้นไม้ยังผลัดใบได้ฉันใด ชีวิตก็สามารถสลัดความเจ็บปวดและความผิดพลาดในอดีตได้ฉันนั้น" ซึ่งเป็นคำนิยมบนหนังสือผลัดใบชีวิตของครูณา และคิดถึงข้อคิดคำสอนดีๆของครูณาในหนังสือ และจากที่เคยไปอบรมกับครู จนต้องหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านเพื่อเตือนสติของตนเอง ทบทวนให้ใช้ชีวิตและคิดช้าลง และที่สำคัญเพื่อเพิ่มพลังบวกในการดำเนินชีวิตกับคนรอบข้างอย่างมีสติ 

หากไม่เคยอ่านหนังสือของครูณามาก่อนจะรู้จักกับครู จุ๊บคงไม่เชื่อว่า ครูจะเคยเกรี้ยวกราดดุด่ากับลูก หรือแม้กระทั่งรำคาญและมองข้ามความรักและเอาใจใส่สามีได้เลย อะไรทำให้คุณแม่ลูกสอง หญิงเก่งและแกร่งที่ประสบความสำเร็จด้านการงาน จากวิศวกรปริญญาโทมาเป็นผู้บริหารโรงเรียนที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งในนครสวรรค์ แต่ไม่สามารถจัดการปัญหาครอบครัวได้จนเกือบหย่าร้างกับสามี กลายมาเป็นครูณาที่แสนอบอุ่นเต็มไปด้วยพลังบวก ผู้ก่อตั้งโรงเรียนพ่อแม่ลูก และมูลนิธิพื้นที่ปัญญ์รักที่มุ่งเน้นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเด็กและครอบครัว อยากรู้มั้ยค่ะว่าครูทำได้อย่างไร 

หนังสือถ่ายทอดข้อคิดและวิถีในการย้อนกลับมามีสติตื่นรู้กับทุกความสัมพันธ์กับลูก ครอบครัว และคนรอบข้าง ผ่านเรื่องราวจากชีวิตที่เปลี่ยนแปลงภายในของครูณา ที่ผ่านกระบวนการเรียนรู้และเยียวยาตนเอง จนเข้าใจและยอมรับกับข้อบกพร่องของตนเอง ได้เรียนรู้ที่จะให้อภัยและเปลี่ยนมุมมองทัศนคติ จนครูสามารถพลิกวิกฤตครอบครัวกลับมาได้ และได้กลับไปแก้ไขปมหรือหลุมดำในชีวิตที่มีกับคุณพ่อให้คลี่คลาย คืนความอบอุ่นกลับมาสู่ครอบครัว จนสามารถเผยแพร่ความรักให้กับเด็กๆและครอบครัวต่างๆได้ 

ข้อคิดดีๆ จากหนังสือ "ชีวิตของเรามีพื้นที่ขาวมากกว่าจุดดำ แต่ใจเราต่างหาก ที่เฝ้ามองแต่จุดดำ จนทำให้โลกทั้งใบของเราดำไปหมด" "ยิ่งแสวงหาความสมบูรณ์แบบ ชีวิตเรายิ่งพร่อง ยิ่งเราพอใจในชีวิตที่มีและเป็น ชีวิตเรากลับเต็ม" ส่วนที่ประทับใจที่สุดในหนังสือคงไม่พ้นเรื่องการเลี้ยงลูกค่ะ ครูณายังถ่ายทอดแนวคิดการเลี้ยงลูกด้วยจิตตื่นรู้ มีสติ ไม่ด่วนตัดสินลูก เปิดใจรับฟังลูกด้วยใจ เปิดโอกาสและพื้นที่ให้ลูกคิดและเรียนรู้ 

ครูณาเป็นอีกคนค่ะที่ให้ทำโฮมสคูลให้ลูกแบบ unschooling คือไม่สอน ไม่สั่ง แต่ส่งเสริมลูกในสิ่งที่อยากรู้และอยากเรียน และยังมีเรื่องต่างๆที่สะกิดใจพ่อแม่ให้ย้อนคิด และมีสติกับลูกในปัจจุบัน ทำให้พ่อแม่มีความสงบสุขและมั่นคงกับการเลี้ยงลูก เพราะไม่มีใครที่เป็นแม่ที่สมบูรณ์แบบ แม้ผิดพลั่งพลาดมาเริ่มใหม่ เพราะเราสามารถเป็นพ่อแม่ที่สร้างความสุขและร่มเย็นให้กับลูกได้อย่างแน่นอนค่ะ 

แม่จุ๊บ 

วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

Review หนังสือพ่อแม่ สะพานสายรุ้ง

รีวิวหนังสือพ่อแม่ สะพานสายรุ้ง
เสนอแนะแนวทางในการประคับประคองนำทางเด็กผ่านกระบวนการจุติตามทิศทางที่รูดอล์ฟ สไตเนอร์ ให้ไว้

รวบรวมโดย รัถยาคม สถาบันเพื่อการศึกษาแนววอลดอร์ฟและมนุษยปรัชญา

หนังสือที่รวบรวมบทความที่เกี่ยวข้องการดูแล เลี้ยงดู และพัฒนาเด็กตามแนวทางของโรงเรียนวอลดอร์ฟ เพื่อเผยแพร่ให้กับผู้ปกครองของเด็กๆที่โรงเรียนปัญโญทัย และผู้ที่สนใจแนวทางนี้ ได้เข้าใจถึงวิถีของวอลดอร์ฟซึ่งมีความแตกต่างและสวนทางกับกระแสสังคมหลักหลายเรื่องค่ะ 

หนังสือมีบทความสั้นๆนำเสนอแนวคิดและการปฏิบัติกับลูกในแนวทางที่เข้ากับธรรมชาติของเด็ก สิ่งที่พ่อแม่พยายามส่งเสริม หรือเลือกสรรค์อย่างดีให้ลูกได้ใช้ชีวิตประจำวัน การศึกษา เทคโนโลยี การเล่นกีฬา หรือแม้แต่อาหารการกิน อาจส่งผลกระทบหรือผลเสียกับตัวเด็กโดยไม่รู้ตัว 




หลายบทความสะท้อนสภาพสังคมและครอบครัวในปัจจุบันนี้ที่ภาพลักษณ์มาก่อน ชอบโชว์ชอบแชร์ เด็กๆซึมซับสิ่งต่างๆจากสื่อและสังคมรอบด้านโดยไม่รู้ตัว เด็กๆเห็นไอดอลนุ่งสั้น เต้นเด้งหน้าเด้งหลัง แต่งหน้าจัด พูดจาจีบปากจีบคอราวกับนางร้ายในละครทีวี ผู้ใหญ่เห็นก็ชื่นชมว่า เด็กเก่ง กล้าแสดงออก แต่มันใช่จริงหรือ เด็กควรถูกดูแลและให้ใช้ชีวิตอย่างเป็นเด็ก ไม่ใช่เวลาที่เด็ก ซึ่งมีวุฒิภาวะไม่พอมาแยกแยะอะไรควรไม่ควร จะรีบโตและใช้ชีวิตดราม่าเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากตัวผู้ใหญ่เป็นหลัก


แนะนำให้อ่านเรื่องเด็กกับเทคโนโลยี และทีวีมากๆ  เพราะมีอ้างอิงสถิติและการวิจัยว่า เด็กไม่ควรเข้าถึงหรือใช้เทคโนโลยีและดูทีวีมากเกิน มีแต่ข้อเสียมากกว่าข้อดีที่ผู้ใหญ่หลงคิดว่า จะช่วยให้ลูกฉลาดและเก่งขึ้น แต่กลับกัน เด็กๆไม่ได้พัฒนากระบวนการคิดฟ จินตนาการ หรือทักษะชีวิตด้านใดๆเพิ่มขึ้นเลย แถมยังถูกพาสื่อที่เข้าถึงง่ายมากผ่านอินเตอร์เน็ทหรือทีวี และข้อมูลที่ไม่ได้โดนคัดกรองอย่างเหมาะสม เช่น เกมสงครามฆ่ากัน ละครตบจูบ เป็นต้น ให้หลงไปกับวัตถุนิยมและกระแสสังคมของผู้ใหญ่  ซึ่งมีแนวโน้มที่จะปลูกผังความรุนแรงและเรื่องของเพศให้เด็กก่อนวัยอันควร

อีกหลายเรื่องที่น่าสนใจ เช่น หลักสูตรวอลดอร์ฟไม่ส่งเสริมให้เด็กเล็กการเขียนอ่าน เน้นศิลปะเป็นหลัก หรือให้เล่นกีฬาจริงจังตั้งแต่เล็กๆ ฯลฯ ทุกอย่างได้ถูกออกแบบและกลั่นกรองมาอย่างดีแล้วตามพื้นฐานและธรรมชาติของเด็กในแต่ละช่วงอายุ ให้ในสิ่งที่เหมาะกับภาวะของเด็กในเวลาที่เหมาะสม นอกจากนี้ วอลดอร์ฟให้ความสำคัญกับพัฒนาการทางภายในเด็ก (ด้านจิตใจ) ให้ตระหนักถึงความรับผิดชอบ และคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง เป็นทักษะชีวิตที่โรงเรียนกระแสหลักแทบจะไม่เห็นมีสอน 


อยากให้ลองหาอ่านกันดูค่ะ เปิดมุมมองของการเลี้ยงดูแลและการศึกษาแนวทางเลือก แม้คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้ตั้งใจให้ลูกเข้าโรงเรียนแนวนี้ ก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับลูกได้เกือบทุกอย่างค่ะ เมื่อพ่อแม่เปิดใจ และเข้าใจธรรมชาติลูกที่แท้จริง ก็ไม่ยากที่จะช่วยประคับประคองให้ลูกสามารถใช้ชีวิตและเรียนรู้ได้อย่างมั่นคงและมีความสุขค่ะ

วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2557

รีวิวหนังสือพ่อแม่ ยอดคุณแม่แน่กว่าครู

ยอดคุณแม่แน่กว่าครู 
ผู้เขียน  Yin Jianli (หยิ่นเจี้ยนลี่) 
ผู้แปล   รำพรรณ รักศรีอักษร
สำนักพิมพ์ นานมี


คำนิยม
ตอบทุกคำถามของคุณพ่อคุณแม่เกี่ยวกับการเลี้ยงดูลูก พ่อแม่ที่มีแนวคิดการเลี้ยงลูกต่างกัน ส่งผลให้ชะตากรรมของลูกต่างกัน "ราวฟ้ากับดิน" 

การดูแลบ่มเพาะในครอบครัวที่มีคุณภาพเป็นก้าวย่างแรกแห่งความสำเร็จของลูกรัก 

ประวัติผู้เขียน
หยิ่นเจี้ยนลี่ เป็นคุณแม่และครูผู้มีประสบการณ์ เป็นผู้เชียวชาญด้านการอบรมเด็ก ได้รับการยอมรับอย่างมากในจีน ไต้หวัน และเกาหลี ปัจจุบัน ทำงานวิจัยและให้คำปรึกษาด้านการอบรมในครอบครัวและจิตวิทยาเด็ก


ความคิดเห็น
แม้เราจะเห็นเด็กจีนแสนเก่งและโดดเด่นมากๆในทุกด้านไม่ว่าจะเป็นกีฬา วิชาการ หรือดนตรี การแสดง ถ้าแข่งกันเวทีอาเซียน หรือระดับโลก เด็กจีนมักเป็นตัวเต็งเสมอ แต่ทราบมั้ยค่ะว่า ปัจจุบัน ลูกมังกรชาวจีนกว่า 20 ล้านคนกลายเป็นเด็กสมาธิสั้น พ่อแม่และเด็กๆอีกหลายครอบครัวนับไม่ถ้วนประสบปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัว ความเก่งและความสามารถต่างๆของเด็กแลกมากับหลายๆอย่างที่สร้างปมและความทุกข์ในชีวิตให้กับเด็ก จากความหวังดีของพ่อแม่ หนึ่งตัวอย่างที่ผู้เขียนยกขึ้นมา เป็นเด็กที่เป็นแชมป์ชนะการประกวดการแข่งขันเปียโนเยาวชนนานาชาติ ซึ่งมีพรสวรรค์และผลงานยอดเยี่ยมมาก ให้สัมภาษณ์ว่า เธอได้ดีเพราะโดนพ่อตบหน้า 400 ครั้งใน3 ปี ชีวิตของเด็กคนหนึ่งไม่ได้มีเพียงเพื่อแค่การแข่งขัน ลองคิดดูว่าเมื่อเด็กคนนี้โตขึ้นมากับความรุนแรงเมื่อเป็นผู้ใหญ่จะเป็นอย่างไร


ปัญหาต่างๆ ที่ผู้เขียนหยิบยกมานำเสนอในหนังสือ ก็เป็นปัญหา classic ของครอบครัวชาวเอเชีย ซึ่งไม่นานแปลกใจเลยว่าทำไมผู้เขียนถึงได้ดังมากในประเทศพี่ใหญ่ของเอเชีย อย่างจีน เกาหลีและไต้หวัน สำหรับเด็กไทยก็เช่นกัน ทั้งแนวความคิดในการเลี้ยงดูของพ่อแม่ ระบบการเรียนการสอน และครูชาวไทย ที่ยังยึดติดความคิดของผู้ใหญ่เป็นหลัก ไม่เข้าใจธรรมชาติของเด็กที่มีความแตกต่างกัน 

เวลาอ่านไป ก็ได้บรรยากาศเหมือนมีกำลังคุยกับเพื่อนคนจีนไปสมัยอยู่เมืองจีน เพื่อนสนิทที่มีลูกแล้ว เค้าบำรุงบำเรอลูกมาก ของทุกอย่างต้องเป็นของดีของนำเข้า อะไรที่เค้าบำรุงสมองลูก (แต่พิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ได้จริงเปล่าไม่รู้) แพงแค่ไหนก็ซื้อให้ลูกกิน ให้ลูกใช้ เคยดูรายการประกวดร้องเพลง เด็กหญิงคนหนึ่งเล่นดนตรีร้องเพลงเพราะมาก เด็กคนนี้ซ้อมเปียโนทั้งวันทั้งคืนหลังจากพ่อแม่ซึ่งเป็นกรรมกรใช้เงินเก็บเกือบทั้งชีวิตซื้อเปียโนให้ลูกเพราะลูกอยากได้ ยิ่งนโยบายลูกคนเดียว เด็กจีนเลยยิ่งกลายเป็นจุดศูนย์กลางของทั้งครอบครัว นอกจากความรักและความทุ่มเทที่เด็กได้แล้ว พ่อแม่ปู่ย่าตายายยังแถมความคาดหวังและความกดดันมาด้วยโดยไม่รู้ตัว ไม่ต่างอะไรกับเด็กไทยค่ะ มันยากสำหรับพ่อแม่ที่จะหยุดการคาดหวังและกำหนดบทบาทของลูก เพราะพ่อแม่เองถูกเลี้ยงดูมาด้วยวิธีเดียวกัน มันคงดีไม่น้อย ถ้าพ่อแม่ยุคใหม่ได้ศึกษาและเข้าใจแนวทางในการเลี้ยงลูกที่เน้นการปรับมุมมองและทัศนคติของพ่อแม่ แทนการไปเปลี่ยนลูกหรือปรับแต่งลูกให้เป็นเหมือนเรา หนังสือเล่มนี้เป็นอีกเล่มค่ะที่ช่วยคุณได้ไม่มากก็น้อยค่ะ 


แนวคิดที่ผู้เขียนนำเสนอส่วนใหญ่ได้อิทธิพลมาจากมอนเตสซอรี ประกอบกับประสบการณ์ส่วนตัวของเธอเองและลูกสาว และปัญหาของอีกหลายครอบครัวที่เข้ามาปรึกษา ปัญหาที่เกิดขึ้นที่โรงเรียน รวมไปถึงจากคนรอบข้างเด็ก  อย่างเรื่องเล็กๆที่ผู้ใหญ่เห็นว่า ไม่เห็นมีอะไร แต่สำหรับเด็กๆ อาจจะเป็นเรื่องใหญ่ที่ทำให้เค้าปั่นป่วนและทุกข์ใจได้ เช่น เพื่อนพ่อชอบพูดหลอกให้กลัว หรือครูศิลปะให้คะแนนผลงานเด็กต่ำเพราะระบายสีน้ำตามจินตนาการ ไม่เหมือนของจริง แบบน้ำต้องเป็นสีฟ้า ต้นไม้ต้องเป็นสีเขียว เป็นต้น 

ส่วนตัวชอบเรื่องสมาธิสั้นมากๆ อยากให้ทุกคนได้อ่านบทนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณพ่อคุณแม่ที่สงสัยว่าลูกเป็นสมาธิสั้น หรือที่ลูกถูกวินิจฉัยไปแล้วว่าเป็น ผู้เขียนยืนยันว่าการวินิจฉัยและทางแก้ปัญหาโดยการใช้ยาของหมออาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด เคยรับฟังจากเพื่อนผู้ปกครองด้วยกันว่า เดี๋ยวนี้ หมอชอบจ่ายยาให้เด็กเพื่อให้นิ่ง โดยที่ไม่ได้คิดจะช่วยเหลือในทางอื่นๆเลย  ปัญหาเด็กสมาธิสั้น ต้องย้อนกลับไปดูการเลี้ยงดูของพ่อแม่และสิ่งแวดล้อมรอบตัวลูกว่าเป็นอย่างไร พ่อแม่ต้องช่างสังเกตและให้เวลากับลูกเยอะขึ้น การฝากความหวังในการแก้ปัญหาของลูกไว้กับครูที่ต้องดูแลเด็กอีกนับสามสิบสี่สิบกว่าคนในห้องเรียนไม่ใช่สิ่งที่พ่อแม่แม้แต่จะคิดเลย  แต่จริงๆแล้วควรเป็นพ่อแม่เป็นหลัก ร่วมมือกับครูและผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแก้ปัญหาไปด้วยกัน



นอกจากฝากความหวังไว้กับโรงเรียนไม่ค่อยได้แล้ว จริงๆ ผู้เขียนเข้าใจและเคารพการทำงานของคุณครูและโรงเรียนนะคะ  โรงเรียนส่วนใหญ่เป็นแนววิชาการที่ครูยังเป็นใหญ่ในทุกเรื่อง ด้วยความเข้มข้นของการแข่งขันสูงมากเกือบจะทุกเรื่องในสังคมจีน ตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัย จนกระทั่งสมัครงาน ทำให้พ่อแม่มุ่งให้เด็กเรียนๆๆๆ เด็กจีนก็เรียนจริงๆนะ ว่างก็อยู่ห้องสมุดอ่านหนังสือ ผู้เขียนมองว่าเมื่อเปลี่ยนกระแสหลักไม่ได้ พ่อแม่ก็ควรเป็นหลักให้ลูก รับฟังและช่วยประคับประคองลูกเพื่อให้เกิดความสุขในการเรียนที่โรงเรียน การบ้านเป็นปัญหาสุดยอดฮิตเลย ชอบไอเดียที่ผู้เขียนเลือกที่จะช่วยลูกทำการบ้านในส่วนที่คิดว่าไม่ได้สร้างประโยชน์ให้ลูก อย่างเช่นช่วยคัดคำศัพท์ที่ลูกจำได้แล้ว เพื่อให้ลูกมีเวลาไปทำอย่างอื่นๆ ทั้งนี้ ผู้เขียนได้เขียนข้อดีและข้อเสียของวิธีนี้ไว้ด้วย เพราะที่ผู้เขียนทำแล้วเกิดผลดีเนื่องจากผู้เขียนใกล้ชิดลูกมาก ทำให้เข้าใจธรรมชาติของลูก จึงสามารถตกลงกับลูกในการช่วยเหลือเรื่องนั้นๆได้ขอกจากนี้ ผู้เขียนจะช่วยเฉพาะสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ของลูกจริงๆ จึงมิใช่การทำเพื่อเข้าข้างลูกจนเกินไป

ความคิดเรื่องการให้การบ้าน หรืองานสำหรับเด็กทำตามความสามารถของเด็กนั้น พบได้ตามโรงเรียนแนวทางเลือก และโฮมสคูล ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับพ่อแม่ในเมืองไทย โดยเฉพาะในกรุงเทพ สำหรับแนวการศึกษาทางเลือกในจีนยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก เท่าที่ทราบโรงเรียนแนววอล์ฟดอลเริ่มมีที่แรกที่ Chengdu ในปี 2004 เพราะต้านกระแสการแข่งขันทางสังคมไม่ค่อยได้ ปัจจุบันกำลังเริ่มมีคนสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ได้ยินว่ากำลังเริ่มมีเปิดในปักกิ่ง 

ผู้เขียนยังช่วยไขข้อข้องใจและแนวทางปฏิบัติตัวของพ่อแม่ในปัญหาต่างๆ เช่น ทำไมลูกชอบแกล้ง ทำไมลูกชอบโกหก ทำไมเด็กตั้งใจเรียนแต่ผลสอบไม่ดี ทำไมลูกไม่ชอบแก้ไขปัญหา ทำไมเด็กไม่สนใจเรียน ทำอย่างไรเมื่อลูกถูกแกล้ง ทำอย่างไรเมื่อลูกติดเกม ฯลฯ รู้มั้ยค่ะ ว่าทุกอย่างมาจากพ่อแม่หมดเลยค่ะ ยอดคุณพ่อคุณแม่เท่านั้นที่จะช่วยลูกได้

ยังอีกหลายเรื่องน่าสนใจที่ยอดคุณแม่ควรจะพึ่งสังวรณ์ไว้ ส่วนตัวเอง อ่านแล้วก็อึ้งเหมือนกันเมื่อย้อนดูตัวเอง เช่น เรื่องการสนับสนุนให้ลูกอ่านหนังสือ ผู้เขียนยกตัวอย่างครอบครัวหนึ่งซึ่งคุณแม่อ่านหนังสือให้ลูกฟังเป็นประจำ แต่ดันเลือกแต่เรื่องที่ตัวเองสนใจโดยไม่ได้ดูความชอบของลูก กลายเป็นการสร้างนิสัยการเกลียดการอ่านของเด็กไปโดยไม่รู้ตัว มารู้อีกที หนังสือชุดราคาแพงที่แม่ซื้อมาก็ถูกคุณลูกตีตราว่า เกลียด และไม่สนใจการอ่านไปเลย  แหม ช่างตรงกับชึวิตตอนนี้พอดี เพิ่งซื้อโต๊ะโตะและโต๊ะโตะจังทั้งหลาย เล่มใหม่สุดในชุดนี้มาอ่านให้ฮั่นฟัง อ่านไปสามสี่ตอน ฮั่นขอไม่ไปต่อ บอกว่าน่ากลัว ด้วยเนื้อหาส่วนใหญ่เป็นเรื่องเล่าของคุณคุโรยานากิในช่วงที่เป็นฑูตยูนิเซฟ เดินทางไปแอฟริกา อินเดีย และประเทศต่างๆที่เด็กๆมีปัญหาด้านขาดแคลนน้ำ อาหารและยา ชีวิตเด็กน่าสงสารจริงๆ จนฮั่นเริ่มกลัว เราหยุดการอ่านเท่าที่ลูกบอก เปลี่ยนเป็นหนังสือสนุกๆที่ฮั่นเลือกมาให้อ่านอย่างโดราเอมอนแทน เพื่อให้ฮั่นมีความทรงจำดีๆกับโต๊ะโตะจังสองเล่มแรกแทนละกัน แหมเกือบทำลูกเอียนการอ่านไปแล้ว

สิ่งสำคัญที่ได้จากหนังสือเล่มนี้ก็คือ ไม่ว่าคุณจะเป็นพ่อแม่ประเทศไหน ยุคสมัยใด คุณคือคนที่สอนและเลี้ยงดูลูกเป็นคนดีและเก่งได้ดีที่สุด หากแต่วิธีในการเข้าหาลูกต้องปรับให้เข้ากับลูก เข้ากับธรรมชาติของลูกตามวัย ตามนิสัยใจคอของเด็ก ทำเป็นตัวอย่าง มิใช่ยัดเยียดความคิดของ "ผู้ใหญ่" เป็นหลัก มีคนกล่าวไว้ว่า กาลเวลาผ่านไปเท่าไร เด็กก็ยังคงเป็นเด็กเหมือนเดิม แต่สังคมที่เปลี่ยนไป เกิดจาก ที่ผู้ใหญ่เปลี่ยนแปลง

ระดับความน่ามีครอบครอง
คิดไปคิดมา นอกจากพ่อแม่ที่ควรอ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว คงดีไม่น้อยที่คุณครูในเมืองไทยทุกคนได้อ่านหนังสือเล่มนี้ และหนังสือที่ให้ความรู้ในการดูแลเด็กในแนวนี้จริงๆ


ข้อมูลหนังสืออื่นๆ
สารบัญ
บทที่ 1 แม่ยิ่งใหญ่กว่าครู 
- เรื่องที่ 1 หน้าที่อันยิ่งใหญ่ของแม่ 
- เรื่องที่ 2 เด็กทุกคนมีของชอบของตน 
- เรื่องที่ 3 เรื่องเล็กก็คือเรื่องใหญ่ 

บทที่ 2 ความสำเร็จของลูกอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงของพ่อแม่ 
- เรื่องที่ 1 อยากให้ลูกเปลี่ยนแปลง พ่อแม่ต้องเปลี่ยนแปลงก่อน 
- เรื่องที่ 2 การอบรมมโนธรรม 

บทที่ 3 ทัศนคติที่พ่อแม่ควรยึดถือ 
- เรื่องที่ 1 ให้เด็กกล้าพูดความคิดของตัวเอง 
- เรื่องที่ 2 ฝึกนิสัยรักการเรียน 

บทที่ 4 สนุกกับการอ่านชีวิตมีสีสัน 
- เรื่องที่ 1 เด็กที่ได้รับพรจากคฑาวิเศษจะฉลาดและมีความสุข 
- เรื่องที่ 2 ทางลัดในการเขียนให้เก่ง






วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

รีวิวอ่านเพื่อลูก: The BFG ยจด-ยักษ์ใจดี และ โรงงานช็อคโกเลตมหัศจรรย์

May 30, 2014
เริ่มกลับมาอ่านหนังสือเรื่องยาวให้ฮั่นฟัง เรื่องแรก ยจด (ยักษ์ใจดี "The BFG") ของนักเขียนคนโปรดของอี้เจี๊ยบ Roald Dahl  ใช้เวลาอ่านก่อนนอนทั้งหมดเป็นเวลา 7 คืนติดต่อกัน เล่มนี้ไปเจอที่ร้านหนังสือมือสอง เวอร์ชั่นนี้หน้าปกมีเคโระจากเจ้าของเก่าติดมาด้วย ตอนแรกไม่ทันสังเกตนะถ้าฮั่นไปมาบอก

ยจด. เป็นตัวแทนของยักษ์ที่ดูน่ากลัว โหดร้าย เป็นยักษ์กินคน แต่ยจด.ไม่เหมือนยักษ์ตัวอื่นๆ เขาอ่อนโยน รักการเรียนรู้ ใส่ใจผู้อื่น และที่สำคัญใจดีสุดๆ ยจด.ทำหน้าที่เก็บฝันดีไปเป่าให้เด็กๆในยามค่ำคืนเพื่อให้เด็กๆหลับฝันอย่างมีความสุข ถั่วคนต่างหากที่โหดร้ายกว่ายักษ์ ตอนหนึ่ง ยจด. บอกว่า ยักษ์จะไม่กินหรือฆ่ากันเอง แต่ถั่วคนชอบสู้รบ ฆ่ากัน  ส่วนโซฟี่ เด็กหญิงจากบ้านเด็กกำพร้า เป็นตัวแทนเด็กตัวเล็กๆ ที่กล้าหาญที่จะช่วยปราบยักษ์กินคน 

อ่านจบแล้วยังสนุกค้าง  น่ารัก เต็มไปด้วยจินตนาการ ความฝัน บวกเรื่องราวของความกล้าหาญและความมีน้ำใจของหนูน้อยโซฟี่กับยจด ฮั่นชอบมาก ขำกับคำพูดตลกๆของ ยจด. ติดใจกับเรื่องราวความฝันที่ยจด.จับใส่ในขวดได้แม่น (คนเล่ายังจำรายละเอียดไม่ได้เลย) และอยากลองกินฟร็อบสก็อตเติ้ล frobscottle (เครื่องดื่มของยักษ์ที่ทำให้ปู๊ดป๊าด) 

ฮั่นเรียกร้องให้อ่านให้ฟังอีก ทุกวัน พอจบรอบที่สอง หนังสือเริ่มหลุดเป็นชิ้นๆ ต้องเอาตัวหนีบมาหนีบไว้ 


เมื่อจบ ยจด. เลือกเล่มนี้มาอ่านให้ฮั่นฟัง โรงงานช็อคโกแลตมหัศจรรย์ ของ โรอัลด์ ดาห์ล เอาช็อคโกแลตของโปรดฮั่นมาล่อให้อยากอ่าน ครั้งนี้อ่านภาษาไทยก่อน ใช้เวลาอ่านหนึ่งสัปดาห์จบ ไว้ฮั่นอยากให้อ่านภาษาอังกฤษเมื่อไร แม่ก็มีเตรียมไว้แล้วนะจ๊ะ

ติดใจตอนหนึ่งที่เกี่ยวกับเด็กติดโทรทัศน์ โรอัลด์ ดาห์ลนี้สุดยอดเลย ช่วยอธิบายเรื่องการส่งภาพเข้าสู่โทรทัศน์ได้อย่างน่าสนใจและเข้าใจง่ายมากๆ คือว่า คุณวิลลี่วองก้า กำลังทดลองทำกล้องถ่ายทำรายการโทรทัศน์ เพื่อให้สามารถส่งของไปยังหน้าจอของเด็กๆได้ เค้าบอกว่า เครื่องนี้จะส่งข้อมูลที่เห็นเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ ขึ้นบนท้องฟ้า แล้วทีวิก็มีเครื่องรับแล้วแปลงออกมาเป็นรูป อะไรทำนองนั้น แล้วเด็กชายที่ติดทีวีซุกซนจนโดนแสงจากกล้องถ่ายทำรายการดูดเข้าไป ต้องไปช่วยเอาตัวเด็กออกมาจากทีวี แต่เด็กนั้นก็ตัวเล็กมาก ขนาดเท่าภาพที่แสดงอยู่ในทีวี ตลกดี เคยคิดอยู่เหมือนกันว่า ถ้าฮั่นถามว่า ทีวีมีภาพได้ยังไง เราจะตอบว่าอะไรดีนะเนี่ย

ฮั่นชอบ และคิดตามอย่างสนุกสนานในตอนที่เข้าไปในโรงงานช็อคโกแลต ส่วนแม่ก็ถูกใจเหลือเกินที่นิทานได้เป็นตัวแทนพ่อแม่ เล่าถึงผลของการเป็นเด็กเอาแต่ใจ เด็กติดทีวี เด็กกินของไม่มีประโยชน์  และที่ขาดไม่ได้ตามสไตล์นิทานของโรอัลด์ ดาล์ห คือ เด็กๆได้จินตนาการที่ไม่มีจำกัดและความสนุก   

อ่านแล้วสนุก คิดว่าสนุกกว่าดูหนัง แม้ Tim Burton จะทำหนังได้เจ๋งมากแล้วนะ ส่วนตัว Johnny Depp ดูจะหนุ่มไปที่จะเป็นคุณวิลลี่ วองก้า  เมื่ออ่านจบ โรงงานในความคิดเรามันเกินคำบรรยายกว่าในหนังอีก และเรามั่นใจว่าเด็กๆก็ได้สร้างโรงงานช็อคโกแลตในฝันของตัวเองได้ไม่เหมือนกัน



สัปดาห์หน้าฮั่นขอให้อ่าน ยจด (ยักษ์ใจดี) ซ้ำ ติดใจอะไรขนาดนี้ เราเลยเอาหนังสือโรอัลด์ ดาห์ลทั้งหมดที่มีในมือตอนนั้นมาทยอยอ่าน เช่น คนซื่อบื้อ เค่าตุน  นิ้ววิเศษ  คุณจิ้งจอก ฯลฯ เรื่องสั้นๆ อ่านคืนเดียวจบ แต่ดูเหมือนว่ายังไม่มีเรื่องไหนมาเทียบรัศมี ยจด. ได้จริงๆ

อ้อ ข่าวดีที่น่ารอคอย Spielberg กำลังนำ The BFG. กลับมาสร้างเป็นหนัง คาดว่าจะได้ดูกันปี 2016 ฮั่นบอกรอดูอยู่

วันอังคารที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2557

รีวิวอ่านเพื่อลูก: 7 อุปนิสัยเด็กดีมีความสุข

7 อุปนิสัยเด็กดีมีความสุข The 7 Habits of Happy Kids


ข้อมูลหนังสือ
ผู้เขียน:  Sean Covey
ภาพ: Stacy Curtis
ผู้แปล: นิลุบล หฤทัยวิจิตรโชค
สำนักพิมพ์: Nanmeebooks Kiddy

คำนิยม (ปกหลัง)



อ่านเพลิน
ณ ดินแดนป่าโอ๊ก 7 ต้น เพื่อนๆตัวเล็กทั้ง 7  หมีกู๊บ พี่ใหญ่ของแก๊งค์ กระต่ายจัมเปอร์ สกังก์ลิลี่ กระรอกแซมมี่และโซฟีฝาแฝด เม่นโพกี้ และหนูแอลลี่ ซึ่งมีนิสัยและความคิดที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดเรื่องราวที่สนุกๆ ผ่านเหตุการณ์และปัญหาที่ต้องคิดวางแผน แก้ไข และลงมือทำ 7 เรื่อง 7 อุปนิสัยที่ดี ที่เป็นก้าวเล็กๆให้เด็กๆมีความสุข


เห็นชื่อหนังสือกับชื่อผู้เขียนแล้ว ไม่หยิบติดมือกลับบ้านมาอ่านก็แปลกมากๆแล้ว สำหรับผู้ที่เคยอ่านหรือผ่านการอบรม The 7 Habits of Highly Effective People คงเข้าใจถึงคุณสมบัติ 7 ประการสำหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิ่ง แค่อ่านแล้วไปอธิบายให้เพื่อนๆฟังก็มีแอบยากแล้วนะ แต่สำหรับหนังสือเล่มนี้ Sean ได้ตีความหมายของ 7 Habits และปรับใช้ให้เข้าใจง่าย จับต้องได้สำหรับเด็กเล็กๆ ผ่านตัวการ์ตูนซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของแต่ละอุปนิสัยได้อย่างเด่นชัด เนื้อหาสนุก ตลก และถ่ายทอดความคิดความอ่านและนิสัยของเด็กๆ ได้อย่างเป๊ะมาก จนเด็กๆคิดว่าเขาเป็นตัวละครตัวใดตัวหนึ่งในเรื่อง อ่านให้เด็กฟัง เด็กชอบแน่นอน และได้ซึมซับลักษณะนิสัยที่ดีของตัวละครในแต่ละตอนไปอย่างไม่รู้ตัว


หนังสือยังเปิดโอกาสให้พ่อแม่ ผู้ปกครองได้ต่อยอดความสนุกสนานของนิทาน  โดยหลังจบแต่ละเรื่องจะมี "มุมผู้ปกครอง" ซึ่ง Sean เขียนอธิบายอุปนิสัยประจำเรื่องแบบง่ายๆ ผ่านประสบการณ์ของลูกกับเขาเองบ้าง บอกเล่าประโยชน์และแนวคิดเชื่อมโยงกับ 7 Habits  นอกจากนี้ ยังมีแนะนำ "หัวข้อสำหรับสนทนา" และ "ก้าวเล็กๆ" เพื่อชวนลูกคิด ชวนคุยและนำพาก้าวเล็กๆเพื่อให้ลูกได้ลองนำอุปนิสัยหรือการกระทำต่างๆมาลองทำดู


ท้ายเล่มมีภาพสรุปอุปนิสัยทั้ง 7 ผ่านต้นไม้ของ 7 อุปนิสัย
อุปนิสัยที่ 1 Be Proactive  => เป็นหน้าที่ของเธอ
อุปนิสัยที่ 2 Begin with the End in Mind => มีเป้าหมายและแผนเสมอ
อุปนิสัยที่ 3 Put First Things First => ทำสิ่งสำคัญก่อนแล้วจึงเล่น
อุปนิสัยที่ 4 Think Win-Win => ทุกคนชนะได้เมื่อคิดแบบ Win-win
อุปนิสัยที่ 5 Seek First to Understand, Then to be Understood =>ฟังก่อนที่จะพูด ฟังด้วยหัวใจและตา
อุปนิสัยที่ 6 Synergize  => รวมกันย่อมดีกว่า
อุปนิสัยที่ 7 Sharpen the Saw => ใช้ชีวิตอย่างมีสมดุล ฝึกฝนและพัฒนาตนเองเสมอ


ตอนแรก ฮั่นเห็นหน้าปกแล้วไม่สนใจ จะให้เล่า "นางสาวโต๊ะโตะ" ซึ่งเป็นเรื่องต่อจาก "เด็กหญิงโต๊ะโตะจัง" ที่เพิ่งอ่านจบไปอยู่ทางเดียว  แต่พอต่อรองว่าอ่านตอนเดียวก่อน ฮั่นกลับชอบมาก จบตอนหนึ่ง ไม่ยอมให้แม่ชวนคุยชวนคิดก่อน ขออ่านตอนถัดไป ภาพประกอบสีสันสดใส และตลก แถมคนเขียนยังมีTrick เล็กๆแต่มีประสิทธิภาพมากในการสร้างความน่าติดตามให้อ่านในทุกหน้า นั่นก็คือ ตัวละครอีกตัวหนึ่ง ชื่อ หนอนเออร์นี่ ที่จะแอบโผล่อยู่มุมใดมุมหนึ่งของภาพประกอบ ซึ่งเด็กๆต้องสังเกตเอาเองเพราะเออร์นี่ขี้อาย  มุขนี้นี่เองที่ทำเอาฮั่นตั้งใจอ่านจนจบภายในคืนเดียว ผิดแผนที่แม่จะอ่านให้ฟังวันละตอนเลย แถมยังมีหน้ามาบอกว่า เห็นมั้ยอ่านวันเดียวก็จบ ไม่เห็นต้อง 7 วันเลย  คืนถัดมาก็ยังขอให้อ่านอีกรอบหนึ่งทันทีที่เข้าห้องนอน

ฮั่นชอบตอน หมีกู๊บกับชุดสะสมแมลง อุปนิสัยที่ 2 เพราะตรงกับสิ่งที่ฮั่นกับปะป๊ะกำลังทำอยู่ คือวางแผนเก็บเงินซึ้อ Lego Star wars  เหมือนหมีกู๊บที่ลงมือเขียนเป้าหมายที่ตนเองต้องการ หาวิธี วางแผนและลงมือทำ จนสุดท้าย หมีกู๊บสามารถซื้อของที่ตัวเองอยากได้ตามที่ลิสไว้ทุกข้อ แถมยังมีเงินเหลือพากระต่ายจัมเปอร์ซึ่งใช้เงินแบบไม่วางแผนหมดไปอย่างรวดเร็วไร้สาระ ไปดูหนังได้อีก   อ่านจบตอน ฮั่นบอกว่า เหมือนฮั่นเลย แล้วก็ยิ้มๆ



ระดับความน่ามีไว้ครอบครอง
แนะนำค่ะ เหมาะมากกับการช่วยพ่อแม่นำพาลูกไปสู่อุปนิสัยที่ดี แบบไม่ใช้การบังคับ เคี่ยวเข็ญ พูดบ่น ซึ่งเป็นวิธืที่ไม่ได้ผลอย่างแรง เด็กๆเรียนรู้จากนิทานได้อย่างไม่รู้ตัว เป็นการสอนแบบสร้างทัศนคติด้านบวกให้เด็ก เห็นผลจากการกระทำต่างๆได้ชัดเจน ใกล้ตัว เป็นเหตุเป็นผลที่เด็กๆรับรู้และเข้าใจได้  สำหรับพ่อแม่ที่ไม่เข้าใจหรือรู้จัก 7 Habits ก็สามารถเริ่มต้นอ่านจากเล่มนี้ได้ค่ะ เริ่มพร้อมลูกยังสนุกอย่างมีสาระค่ะ


วันอังคารที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ศิลปะศิลเปอะ: แรกเริ่มตัด พับ ประดิษฐ์ ครั้งแรกของการทำศิลแปะของธันธัน

วันนี้ ตั้งใจหยิบเล่มนี้มาทำกับธันๆช่วงเช้า ช่วงหลังแม่มันเริ่มมีเวลาเตรียมของเล่นให้ลูกน้อยลง เราขอใช้ตัวช่วยแสนน่ารักเล่มนี้แทน "แรกเริ่มตัด พับ ประดิษฐ์"


รูปข้างในสวยน่ารัก กระดาษแข็งดีมีให้เล่นหลายอย่าง วันนี้เป็นครั้งแรกที่ธันจะทำงานกระดาษเลยเลือกอันง่ายๆก่อน อ่านเทคนิคการเล่นและใช้หนังสือให้เกิดประโยชน์สูงสุดก่อน หนังสือแนะนำให้พ่อแม่เตรียมตัดชิ้นงานให้เรียบร้อยก่อนทำ ให้เด็กลงมือทำเอง และมีเทคนิคอีกหลายข้อซึ่งกะจะนำมาใช้เมื่อธันโตพูดเข้าใจกว่านี้หน่อย พร้อมแล้วก็ลุย



อุปกรณ์ที่ใช้เพิ่มเติม
1. กรรไกร
2. กาวแท่ง

งานแรกดูน่าจะเหมาะ เป็นงานตัดแปะต้นไม้

ฉีกกระดาษ ต้องช่วยฉีกเป็นรอยนิดหน่อย

แปะๆ

ทากาว เหมือนตำส้มตำเลย

จับมือทากาวให้ทั่ว


ช่วงเย็น มาเล่นอีกอัน เป็นงานพับ รถโรงเรียน 


ช่วยพับแล้วให้ธันกดๆนิดหน่อย ก็เสร็จ แต่คุณชายเอาไปเล่นเป็นโรงจอดรถแทน สนุกไปอีกแบบ


เบื่อแล้วเล่นเป็นสะพานด้วย 555

สิ่งที่สังเกต
-ลูกไม่รู้วิธีการทากาว เมื่อจับมือทำแล้วดีขึ้น แต่ยังยั้งน้ำหนักมือไม่เป็น
-ชอบฉีกกระดาษมากเพราะปกติโดนห้าม แต่กระดาษแข็งต้องทำเป็นรอยให้หน่อยหนึ่ง
-ธันเชื่อมโยงรูปร่างของรถเมล์กับโรงรถ กับสะพาน คิดว่ายังไม่เคยเห็นรถเมล์ท่ีคนนั่งเยอะๆ ต้องพาไปดูไปลองสักหน่อยแล้ว

สนุกแบบสบายๆไปอีกวัน




รีวิวอ่านเพื่อลูก นิทานสำหรับเด็ก เมฆเริงรำ สายน้ำร้องเพลง

การศึกษาวอลดอร์ฟ : นิทานสำหรับเด็ก
 เมฆเริงรำ สายน้ำร้องเพลง

 ข้อมูลหนังสือ
เรื่อง รวบรวมโดย รัถยาคม สถาบันเพื่อการศึกษาแนววอลดอร์ฟและมนุษยปรัชญา
ผู้แปล จิตรา ธนาโอฬาร, จันทร์เพ็ญ พันธุ์โอสถ
สำนักพิมพ์ อัมรินทร์บุ๊คเซ็นเตอร์ จำกัด
จำนวนหน้า 130 หน้า

หลังจากฮั่นเริ่มเข้าอนุบาลสอง เราเริ่มเปลี่ยนการอ่านหนังสือก่อนนอนจากหนังสือภาพ มาเป็นหนังสือไม่มีภาพดูบ้าง ด้วยความอยากที่จะเปิดโลกของจินตนาการอีกขั้นของฮั่น ดูน่าท้าทายมากว่าฮั่นจะมีสมาธิและสนใจกับเรื่องเล่ายาวๆได้หรือไม่ อีกอย่างก็เป็นโอกาสดี ที่คนเล่าจะได้เปลี่ยนบรรยากาศจากการอ่านนิทานหรือหนังสือภาพซ้ำไปซ้ำมา งานนี้ฮั่นไม่มีสิทธิเลือกเท่าไร เพราะยังอ่านหน้าปกหรือเนื้อหาไม่ออก ขอเผด็จการในการเลือกเรื่องที่จะเล่าบ้าง เพื่อความสุขเล็กๆของมามี้ก่อนนอน

โครงการ อ่านเพื่อลูก จึงเกิดขึ้น  เน้นอ่านหนังสือที่เป็นแนวบรรยาย เน้นวรรณกรรมเด็กๆ ดีๆ สมัยเราเด็กๆ จนปัจจุบัน  ปกติจะอ่านหนังสือให้ฮั่นฟังก่อนนอนอยูํ่แล้วเป็นกิจวัตรประจำวัน เรายังคงดำเนินอยู่เหมือนเดิม ฮั่นยังสามารถเลือกหนังสือที่อยากให้แม่เล่ามาให้อ่านเหมือนเดิม แต่เรื่องปิดท้ายจะเป็นหนังสือที่แม่จะอ่านให้ฟัง ฮั่นไม่ต้องดูภาพ นอนฟังอย่างตั้งใจและได้หลับฝันดี 

เล่มแรกที่คุณแม่กัลยาณมิตรที่น่ารักแนะนำมา คือ เมฆเริงรำ สายน้ำร้องเพลง ของรัถยาคม  เป็นหนังสือรวมนิทานที่ใช้ที่ศูนย์การเรียนปัญโญทัย ซึ่งโรงเรียนแนวทางเลือกหลายโรงเรียนนำมาใช้เล่าให้เด็กวัยเตรียมอนุบาลถึงอนุบาลฟัง มีการจัดกลุ่มนิทานที่เหมาะกับเด็กในแต่ละช่วงวัย ทั้งความยากง่ายของเนื้อหา ความยาว และภาษาที่ใช้ บางเรื่องเคยได้ยินตอนฮั่นอยู่เตรียมอนุบาลที่วรรณสว่างจิต คุณครูจะเล่านิทานเรื่องเดียว ทุกวัน เป็นเวลาหนึ่งเทอม จบเทอมปุ๊บ เด็กๆสามารถเล่าเรื่องได้ตามที่ครูเล่าเหมือนเปี๊ยบทุกประโยค ทุกคำเลย  จำได้ว่ามีเรื่อง  กระต่ายกับแครอท ต้นหัวผักกาดยักษ์  พอเข้ารุ่งอรุณ ฮั่นชอบหลายเรื่องเลย เช่น ของขวัญจากฟากฟ้า (เรื่องนี้เล่าสิบกว่ารอบ) บุบบิบบู้บี้ ฯลฯ



นิทานที่รวบรวมในเล่มมีที่มาจากทั่วทุกมุมโลก ตั้งแต่นิทานกริมม์ นิทานพื่นบ้านของประเทศต่างๆ เป็นเทพนิยายบ้าง มีอิทธิฤทธิ์ หรือปาฎิหารเหนือจริง สนุกและน่าสนใจชวนให้เด็กได้เข้าสู่โลกจินตนาการไม่มีที่สื้นสุด

 


ชอบคำนำ "ภาพชีวิตจากนิทาน" ของหนังสือที่เกริ่นนำที่มาของนิทานภายในเล่ม บอกเล่าความเชื่อมโยงระหว่างนิทานกับชีวิตจริงที่เด็กจะได้เรียนรู้และซึมซับไปโดยไม่รู้ตัว  ผู้เขียนได้แนะนำว่า เวลาเล่านิทานให้เด็กฟัง ไม่ควรอธิบายความหมายของสิ่งที่นิทานอยากสื่อ หรือสรุปเรื่องสอนใจให้เด็กฟัง เด็กจะเชื่อมโยงเรื่องที่รับฟังได้เอง การตีความหมายของเด็กในเรื่องนั้นอาจไม่ตรงกับสิ่งที่ผู้ใหญ่คิดก็เป็นได้ พ่อแม่ส่วนใหญ่จะไม่กล้าอ่านเนื้อเรื่องหรือตัวละครหรือเหตุการณ์ที่โหดร้าย หรือรุนแรงให้ลูกฟัง เพราะกลัวว่าลูกจะก้าวร้าว รุนแรง ซึ่งจริงๆแล้ว เด็กๆสร้างจินตนาการไม่ได้น่ากลัวเหมือนที่คุณพ่อคุณแม่คิด เช่น แม่มดใจร้ายโดยฆ่าตาย เด็กคิดเชื่อมโยงเพียงว่าความชั่วร้ายถูกทำร้ายลง เท่านั้น  กลับกัน หากลูกได้ดูภาพหรือหนังที่รุนแรงและโหดร้ายผ่านทีวีหรือภาพยนตร์หรือสื่อต่างๆ เด็กจะถูกยัดเหยียดภาพนั้นเข้าหัวโดยไม่สามารถป้องกันตัวได้

ทุกคืน ฮั่นจะเป็นคนเลือกว่าจะฟังเรื่องไหน เหมือนจะเลือกจากชื่อนิทานนะเพราะไม่มีรูปเลยสักหน้า มีแต่ที่หน้าปก คงฟังดูว่าชื่อไหนชอบก็จะบอกให้อ่านให้ฟัง บ้างครั้งมามี้ก็มีเสนอเรื่องที่ตัวเองอยากอ่านบ้าง ฮั่นจะมาfinalize ตัดสินใจครั้งสุดท้ายอีกที เพราะฉะนั้นมีที่ยังไม่ได้อ่านหลายเรื่อง เพราะชื่อยังไม่โดนใจคุณชายซักที

ระดับความน่ามีไว้ครอบครอง

ลองหามาอ่านให้ลูกดูนะคะ อาจจะหายากสักหน่อยเพราะไม่ได้มีวางขายทั่วไป สามารถติดต่อที่ปัญโญทัยได้ค่ะ  นิทานในสองเล่มนี้ได้คัดสรรตามวัยของเด็กได้อย่างเหมาะสม มีเรื่องสนุกๆน่ารักๆ เหมาะทั้งเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชาย ที่โรงเรียนทางเลือก นิทานพวกนี้เป็นส่วนสำคัญในการสอนเรื่องภาษาและสังคมค่ะ เด็กๆได้รู้จักและเข้าใจคำศัพท์ยากๆได้อย่างพ่อแม่งง จำได้ว่าฮั่นชอบใช้คำว่า "เพราะฉะนั้น" บ่อยมากจนงงว่าเอามาจากไหน เราก็ไม่เคยพูดเป็นทางการกับลูกเลย มาเจอในนิทานนั่นเอง 
สรุปบ้านไหนที่อยากประหยัดแค่ 2 เล่มก็อ่านได้ไปหลายเดือนเลยค่ะ 

วันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2557

รีวิวหนังสือพ่อแม่ ทำอย่างไร พี่น้องไม่ทะเลาะกัน Siblings Without Rivalry

ทำอย่างไร พี่น้องไม่ทะเลาะกัน  Siblings Without Rivalry  
How to help your children live together
So you can live too

credit: chulabook


ข้อมูลหนังสือ
ผู้เขียน:  อเดล เฟเบอร์  เอเลน มาซลิซ
แปลโดย:  ศรีสุชา พิศาลบุตร แมคเคบบ์
ชนิดกระดาษ : กระดาษถนอมสายตา 
สำนักพิมพ์ : บี มีเดีย, สนพ.
เดือนปีที่พิมพ์ : 6/2009
จำนวนหน้า: 251

คำชวนอ่าน (ปกหน้า)

วิธีสร้างความปรองดองและลดความขัดแย้ง ระหว่างพี่น้องในครอบครัว เพื่อให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข รักกัน ช่วยเหลือดูแล และพึ่งพากันได้


ความเห็นส่วนตัว


เหมือนดังที่ปกหลังมีเกริ่นไว้ว่า สิ่งสุดยอดปรารถนาของพ่อแม่นั้นก็คือ ลูกๆรักกัน  

"คงไม่มีเรื่องใดสำหรับพ่อแม่ที่จะเป็นทุกข์หรือเศร้าใจมากไปกว่าการที่เห็นลูกๆ ของตนทะเลาะกัน
 สิ่งที่เป็นความคาดหวังสูงสุดของพ่อแม่ คือได้เห็นลูกๆอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข และช่วยเหลือพึ่งพากันได้ในอนาคต"


จับหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่านหลังจากธันธันเริ่มโต เริ่มมิใช่น้องน้อยน่ารักของฮั่นเหมือนตอนเป็นเบบี้ ที่บ้านเริ่มต้องค่อยห้ามฮั่นไม่ให้ทำน้องแรงๆหลังจากธันธันไปทลายของเล่นพี่บ้าง หรือต้องคอยแยกลิงทั้งสองออกเมื่อเริ่มแย่งของกัน ไม่เว้นแม้กระทั่งแย่งแม่กัน  ฮั่นเริ่มมีอารมณ์ปรวนแปรง่าย โดยเฉพาะต้นเหตุที่มาจากน้อง เลยคิดว่าคงถึงเวลาที่ต้องใช้ตัวช่วยเพื่อลดความปวดหัวเรื่องพี่น้องทะเลาะกัน อย่างน้อยก็เตรียมการแต่เนิ่นๆ ดีกว่ามาแก้ที่หลัง  

แต่ชีวิตจริงๆ เราเจอปัญหาลูกทะเลาะกันไม่เว้นวัน ลูกที่เคยน่ารัก กลับทำตัวร้ายกาจอย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น หนังสือเล่มนี้ ช่วยคลายข้อสงสัยให้กับพ่อแม่ได้อย่างเข้าใจง่ายและจับต้องได้

ลองอ่านเหตุการณ์จำลองและคิดตามนะคะว่า ตัวเราจะมีปฏิกิริยาหรือความรู้สึกต่อคำพูดของสามี/ภรรยาอย่างไร

  "สามีพาภรรยาคนใหม่ซึ่งเด็กกว่า ตัวเล็กกว่า น่ารักกว่า มาที่บ้าน จากนั้น ภรรยาใหม่อยากได้เสื้อผ้า สามีเข้าไปหยิบเสื้อคุณมาให้ บอกว่าเล็กแล้วคุณใส่ไม่ได้" 

เออ ลองคิดไป ทำไป เรานี้อยากจิกหัวตบภรรยาคนใหม่มาก

นี้เป็นแบบฝึกหัด "ต้นเหตุของความร้ายกาจของเด็ก" หนึ่งในกิจกรรมที่เราจะได้ลองทำ ซึ่งผู้เขียนได้ยกมาให้ทดลองทำกันเพื่อให้เข้าใจว่า สิ่งที่ผู้เข้าร่วมตอบออกมาก็ไม่ต่างอะไรกับความคิดของลูกที่เป็นพี่เลย  เวรกรรม เราเริ่มเข้าใจแหล่ะว่า ฮั่นรู้สึกยังไง หึหึ


อเดล กับเอเลน เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารระหว่างผู้ใหญ่กับเด็ก ทั้งสองได้ร่วมกันเขียนหนังสือ จัดกลุ่มสัมมนาเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ของเด็กและครอบครัว มีชื่อเสียงโด่งดังมาก  สำหรับหนังสือเล่มนี้ถือเป็นหนังสือหนึ่งในหลายเล่มของทั้งคู่ ที่มียอดขายมากกว่า 3 ล้านเล่มและแปลเป็นภาษาอื่นๆ กว่า 20 ภาษา ให้มันรู้กันไปเลยว่า พี่น้องทะเลาะกันเป็นปัญหาสุดแสนคลาสสิคที่เกิดขึ้นทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะฝรั่ง หรือคนไทย หรือชาติไหนๆในโลกหล้าจริงๆ

ผู้เขียนได้รวบรวมเรื่องราวจากประสบการณ์ตรงในการเลี้ยงลูกของตนเอง ประสมประสานความรู้ที่ได้รับจากนักจิตวิทยาชื่อดัง  มีการศึกษา ทำแบบสำรวจจากเด็กและครอบครัวเพิ่มเติม รวบรวมปัญหาจากที่ไปจัดบรรยาย และการจัดทำ workshop กับพ่อแม่ในหัวข้อดังกล่าว  ซึ่งพบได้อย่างชัดเจนว่าปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องในบ้านเป็นปัญหาอันดับต้นๆที่พ่อแม่ทุกคนสนใจ กลั่นกรองออกมาเป็นหนังสือเล่มนี้ ซึ่งเสนอเนื้อหาในแต่ละหัวข้อโดยสอดแทรกบทสนทนาในวงกิจกรรม ความคิดเห็นของพ่อแม่ที่เข้าร่วม ภาพประกอบเหตุการณ์จำลองเหตุการณ์การเข้าคลี่คลายพี่น้องทะเลาะของพ่อแม่ เปรียบเทียบระหว่างสิ่งที่ควรทำกับสิ่งที่ไม่ควรทำ และผลสรุปของหัวข้อนั้นๆ  ชอบตรงท้ายบทที่มี บทสรุปเตือนความจำ ที่กลั่นกรองสาระสำคัญ ข้อคิด และแนวทางในการปฏิบัติตัวของพ่อแม่ที่ควรเป็น 

สิ่งหนึ่งที่อ่านแล้วรู้สึกประหลาดที่สุดคือ พ่อแม่มีอืทธืพลอย่างมากที่ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างลูกๆ หรือทำให้เหตุการณ์อยู่ในสภาพที่แย่ขึ้นไปอีก  ในทางกลับกัน ก็พ่อแม่นี้แหละที่เป็นผู้ที่มีสามารถเปลี่ยนแปลงความขัดแย้งของลูกให้ดีขึ้นได้ดีที่สุด มิใช่ใครอื่น

จากบทสนทนาในวง workshop พบว่า ผู้เข้าร่วมซึ่งก็คือพ่อๆแม่ๆในปัจจุบัน ส่วนใหญ่มีประสบการณ์ที่ไม่ดีในเรื่องความสัมพันธ์กับพี่น้อง รวมไปถึงความสัมพันธ์กับพ่อแม่ของตัวเองซึ่งสืบเนื่องมาจากพี่น้อง เช่น คิดว่าพ่อรักน้องมากกว่า โดนแม่เปรียบเทียบกับพี่ ฯลฯ หลายเรื่องรายด้านลบยังคงฝังในใจและส่งผลกระทบต่อภายในครอบครัว บางเรื่องเมื่อย้อนกลับไปคิด ก็กลายเป็นเรื่องตลกซึ่งทั้งพี่น้องก็ผ่านมันไปได้ และรักกันดีจนปัจจุบันนี้ ผู้เขียนมีความเชี่ยวชาญมากในการนำผู้เข้าร่วมเข้าสู่กิจกรรม ซึ่งนำไปสู่ความเข้าใจต่อพฤติกรรมระหว่างพี่น้อง ซึ่งเป็นอะไรที่ทุกคนเคยผ่านมาแล้ว  

ที่สำคัญ ผู้เขียนได้ให้เทคนิคที่ดีในการแก้ปัญหาการทะเลาะ การเปรียบเทียบระหว่างพี่น้อง รวมทั้งคำแนะนำในการวางตัวของพ่อแม่ในแต่ละเหตุการณ์หรือเรื่องราว ชอบหลายเทคนิคเลย ตัวอย่างเช่น ทำยังไง พูดยังไงไม่ให้ลูกรู้สึกว่าพ่อแม่รักไม่เท่ากัน การไม่กำหนดบทบาทของลูก (เช่น ต่อว่าพี่ว่าใจร้ายที่ไม่ให้ของน้อง) อยากให้ลองอ่านดู น่าสนใจทุกเรื่องค่ะ แต่อยู่ที่ตัวเราว่าจะสามารถมีสติหยิบเอามาใช้ได้ทันเวลาหรือไม่ 

ดังข้อสรุปที่เขียนไว้ปกหลัง

  "....สิ่งที่เป็นความคาดหวังสูงสุดของพ่อแม่ คือได้เห็นลูกๆอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข และช่วยเหลือพึ่งพากันได้ในอนาคต
       แต่ช่างเป็นปัญหาที่ยากและยิ่งใหญ่จริงๆ ...นอกจากให้การเลี้ยงดูที่ดีแล้ว ยังต้องแสดงให้ลูกมั่นใจว่ามีความปลอดภัยและรู้สึกอบอุ่น เป็นคนพิเศษ และเป็นที่รักของพ่อแม่อยู่เสมอ
       ที่สำคัญ พ่อแม่ต้องแสดงให้ลูกๆ ทุกคนเก๊นถึงข้อดีของการแบ่งปันให้กัน และช่วยเหลือดูแลกันและกัน อีกทั้งยังต้องหาทางทำให้พี่น้องรับรู้และเข้าใจว่า สักวันหนึ่ง พวกเขาสามารถช่วยเหลือดูแล และพึ่งพากันได้"


ระดับความน่าครอบครอง
เรื่องทะเลาะกันของพี่น้อง เป็นละเอียดอ่อนจริงๆค่ะ ละเลยไม่ได้ เด็กอาจโกรธแล้วลืม แต่ไม่สามารถคลี่คลายได้ด้วยตนเอง นานๆเข้าจะสะสมเป็นปม แนะนำให้อ่านเล่มนี้ค่ะ เพื่อที่เราจะช่วยเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสให้เด็กๆได้ลองแก้ปัญหาร่วมกัน ลดความรู้สึกที่พ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน

วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2557

รีวิวหนังสือพ่อแม่ : อิสระอย่างยิ่ง ดังอิสรา Home-made School II

ข้อมูลหนังสือ
ผู้เขียน    ยิ่ง อิสรา วังวิญญู
จำนวนหน้า            290 หน้า
สำนักพิมพ์             : วงน้ำชา
เดือนปีที่พิมพ์        : 6/2551



คำชวนอ่าน (ปกหน้าและหลัง)
เมื่อเด็กเพี้ยนไปเรียนเปียโนที่ยาโรสลาฟล์

ความเห็นส่วนตัว
ได้มีโอกาสพบเจอกับยิ่ง ผู้เขียน ตอนที่ไปอบรม เลี้ยงลูกด้วยจิตตื่นรู้ของ อาใหญ่ (วิศิษฐ์ วังวิญญู)  ซึ่งเป็นคุณพ่อของยิ่งนั้นเอง เราได้พูดคุยและสอบถามยิ่งถึงเรื่อง home school แบบ unschooling  เรื่องการเลี้ยงดูแบบไม่เทศน์ ไม่สอน  และเรื่องอีกมากมายในมุมมองของลูก  ด้วยความสงสัยว่า ทำไมจากเด็กที่ติดเกมคอมพิวเตอร์ กลายเป็นเด็กที่มีวินัยมากทั้งในเรื่องเรียน และการใช้ชีวิต  เป็นเด็กที่มีความคิด

แม้ร่างกายของยิ่งจะไม่อำนวยให้ใช้ชีวิตได้อย่างเด็กหนุ่มทั่วไป มือข้างหนึ่งไม่มีแรง เล่นเปียโนได้เพียงข้างเดียว  (ผลสืบเนื่องจากการผ่าตัด) แต่ยิ่งยังอารมณ์ดี มีมุขปล่อยมาเรื่อยๆ แผงไปด้วยความมั่นใจและความจริงใจ เราจึงอดใจไม่หยิบผลงานเขียนของยิ่งติดมือกลับบ้านมาด้วย เพราะรู้ว่าพ่อลูกคู่นี้ "ไม่ธรรมดา" 

เรื่องราวในหนังสือเป็นเขียนจดหมายอิเล็กทรอนิคส์ หรือ อีเมล ตอบกันระหว่างยิ่ง กับคุณพ่อ และบรรดาเพื่อนๆและกัลยาณมิตรในชุมชน เล่าเรื่องราวของยิ่งในวัย 16 ปีเดินทางตามความฝันเพื่อไปเรียนเปียโนไกลจากบ้านเกิดเมืองนอนไปถึงรัสเซีย ประเทศที่สร้างนักเปียโนระดับโลกมานับไม่ถ้วน  ดูเหมือนไม่น่าจะมีอะไรน่าสนใจมากมายก็คงเหมือนเด็กทั่วไปที่ได้ไปเรียนนอก ที่เด็กไปเรียนนอกก็จะต้องประสบกันทั้งเรื่องความแตกต่างทางวัฒนธรรม ภาษา สิ่งแวดล้อมที่ช่างสุดขั้วกับบ้านเรา แต่ยิ่งสามารถถ่ายทอดทุกตัวอักษรออกมาเป็นเรื่องราวที่ช่างน่าติดตามมาก (อ่านเพลินจริง) ละเมียดละมัยในการถ่ายทอด มีบุคลิกของตัวเองอย่างชัดเจน แผงไปด้วยปรัญญาของการใช้ชีวิต การจัดการความคิด อารมณ์ และความรู้สึกของตนเอง ซึ่งในบางเรื่องบอกตามตรงว่า ตัวเราเองยังเพิ่งมาคิดได้เมื่อวัยเข้าเลขสามด้วยซ้ำ  ย้อนคิดไปว่าตอนอายุ 16 เราจะคิดอะไรได้อย่างนี้หรือไม่ ตอบได้เลยว่า ไม่มีทาง ขอยกบางตอนที่ยิ่งเขียนไว้อย่างน่าประทับใจ

  ทุกๆภาษา มันก็ร่ำรวยในตัวของมันเอง การจะเข้าใจภาษาไม่ใช่แค่ต้องรู้จักคำมากๆ แต่ต้องเข้าใจอารมณ์ของคำแต่ละคำ เข้าใจบุคลิกของคนชาตินั้น ว่าเขาใช้ถ้อยคำเหล่านั้นอย่างไร เพราะภาษามักจะเชื่อมโยงกับเรื่องราว กับผู้คน กับอะไรต่อมิอะไรมากมาย ถ้าไม่มีเรื่องราวจะบอกเล่า ภาษาก็คงไม่เกิดขึ้นบนโลกนี้มั้ง 


...จะดีกว่ามั้ย ถ้าเราจะพยายามเข้าใจผู้อื่นเสียก่อน ที่จะหวังให้เขามาเข้าใจเรา เพราะสังคมปัจจุบันปัญหาก็คือมีแต่คนอยากพูด แต่ไม่มีใครอยากฟัง ทุกคนอยากให้คนอื่นมาเข้าใจ แต่ไม่มีใครพยายามจะเข้าใจคนอื่น  .... ถ้าเราเข้าใจคนอื่น เราอาจเข้าใจตัวเองมากขึ้น ถ้าเราเข้าใจคนอื่นมากขึ้น คนอื่นก็อาจเข้าใจเรามากขึ้นเช่นกัน


... เมื่อวานได้อ่านเกี่ยวกับเรื่อง "เดินออก" ยิ่งทำให้หลุดจากร่องอารมณ์ ร่องความคิด รู้สึกตัวเองเป็นอิสระจากกรงขังบางอย่าง ผมว่าสังคมปัจจุบันมันทำให้คนแหย จะริเริ่มทำอะไรใหม่ ก็คิดโน่นคิดนี่มากเสียจนไม่ต้องทำอะไรกันพอดี การจะก้าวออกจากระบบการแข่งขัน ก็จะถูกสังคมมองว่า ล้มเหลว ไม่เก่ง การจะทำงานให้น้อย ก็จะโดนมองว่าขี้เกียจ  ผมเคยอ่านงานของท่ายติช นัท ฮันห์ ท่านบอกว่า ถ้าคนเราทำงานน้อยลง หาเงินให้น้อยลง มีเวลาให้ตัวเองมากขึ้น ทำงานด้วยความรัก และไม่ต้องเร่งรีบ คงจะดีขึ้นเยอะ อาจจะเป็นหนทางของเศรษฐศาสตร์ยุคต่อไปก็ได้ เพราะตอนนี้คนยิ่งทำงานเยอะ ยิ่งหาเงินเยอะ บริโภคเยอะ สิ้นเปลืองทรัพยากรก็เยอะ ทำอะไรก็เยอะไปหมด แต่สิ่งที่น้อยลงคือ ความสุข  เป็นไปได้หรือไม่ที่จะทำอะไรให้น้อยลง และหันมาหาความสุขกันมากขึ้น อันนี้มันก็แค่ความฝันของผมเท่านั้นแหละครับ


เห็นได้ชัดว่า ความงดงามและเบิกบางทางความคิดและปัญญาที่เกิดขึ้นกับเด็กวัย 16 คนนี้มีเป็นผลมาจากการเลี้ยงดูและได้รับการศึกษาแบบ home school  ที่เป็นอิสระในการเรียนรู้  ตามแนวการสอนแบบไม่สอน ไม่เทศน์ ของอาใหญ่  แปลกมากที่พ่อไม่ได้สอนอะไรมาก แต่เน้นการให้คำแนะนำ ให้แนวทางแบบเปิด ให้ลูกได้รู้คิดรู้ตื่นด้วยตนเอง  ยิ่งถูกพ่อเป็นแบบไม่รู้ตัว เป็นแนวให้คำแนะนำ หรือ coaching กับแนวทางการดำเนินชีวิตและกระตุ้นให้ลูกได้ลองคิดหรือทำในอีกมุมหนึ่งโดยไม่บังคับ  กลับกลายเป็นวิธีที่ได้ผลดีกว่าสั่งให้ทำเสียอีก  

ความน่ามีไว้ครอบครอง
อ่านแล้วสนุก ได้แง่คิดในการเลี้ยงลูกแบบอ้อมๆ  ใครที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับว่าเด็ก Home school มันจะสู้เด็กในระบบได้หรือ  และคำถามในใจว่าผลลัพท์มันจะออกมาเป็นยังไง  "ยิ่ง" เป็นหนึ่งใน masterpiece ของ Home school อย่างชัดเจน   (คือส่วนตัว อ่านแล้ว บอกอยากให้ลูกเป็นแบบนี้อ่ะ
ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ เราคงไม่ได้ลงเอยกับการทำ Home school ให้ลูก  แต่ก็ยังมั่นใจว่า ถ้าเราได้อยู่และใช้เวลาไปกับลูกอย่างคุณภาพ เพราะทุกวันคือการเรียนรู้ของลูก  อ่านเล่มนี้แล้วก็มีความหวังว่าเราก็น่าจะทำได้เช่นกัน เพราะสิ่งที่หวังจากลูก ไม่ใช่ว่าอยากให้เขาเรียนเก่ง แต่อยากให้เขาได้รู้คิด รู้จักเข้าใจ และเคารพตัวเอง ซึ่งสิ่งต่างๆจากนำพาไปถึงการเข้าใจและเคารพผู้อืน  




วันจันทร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2557

รีวิวหนังสือพ่อแม่ : พ่อแม่ยุคใหม่ต้องเข้าใจสมองลูก

พ่อแม่ยุคใหม่ต้องเข้าใจสมองลูก : The Science of Parenting

           

ข้อมูลหนังสือ

ผู้เขียน    Margot Sunderland (มาร์โกต์ ซันเดอร์แลนด์)

ผู้แปล     น.พ. ชัยพร วิศิษฏ์พงศ์อารีย์

จำนวนหน้า            276 หน้า

สำนักพิมพ์             : ซีเอ็ดยูเคชั่นบมจ.

เดือนปีที่พิมพ์        : 2012

 


คำชวนอ่าน (ปกหน้า & ปกหลัง)

ความรักและการเลี้ยงดูของพ่อแม่ ส่งผลยิ่งใหญ่ต่อสมองและพัฒนาการเด็ก ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์บางอย่าง อาจทำร้ายลูกโดยไม่รู้ตัว

ในช่วง ปีแรกของชีวิต สมองมนุษย์เติบโตถึง90%  การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของสารเคมีในสมองเด็ก ส่งผลต่อบุคลิกและนิสัยใจคอตอนโต วิธีเลี้ยงดูของพ่อแม่ มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อการสร้างสารเคมีทั้งดีและไม่ดีในสมอง คุณอยากให้ลูกโตขึ้นเป็นคนแบบไหน คุณกำหนดได้

 

รูปแบบการนำเสนอ

ถึงจะเล่มใหญ่และหนาราวกับ textbook แต่เมื่อเปิดอ่านแล้ว เป็นอีกเล่มที่วางไม่ลงจริงๆ ด้วยเนื้อหา (ส่วนของเนื้อหาขออธิบายด้านล่าง) และรูปแบบการนำเสนอ ที่มีสีสัน จัดวางรูปแบบของเนื้อหา รูปประกอบ ข้อมูลที่น่าสนใจ คำถามและคำตอบเรื่องสำคัญๆ รวมทั้งการสรุปประเด็นสำคัญของเล่มได้อย่างลงตัว เป็นหนังสือแปลที่อ่านลื่น ใช้ภาษาเข้าใจง่าย ศัพท์เกี่ยวกับสมองอาจจะเยอะหน่อย แต่ไม่ต้องกลัวหาข้อมูลไม่เจอ เพราะจะมีดัชนี (Index) ให้ค้นหาว่าสิ่งที่เราอยากอ่านมันอยู่หน้าไหนได้ เหมือน textbook ทั่วไป

 



ความเห็นส่วนตัว

หลายครั้งที่อ่านหนังสือพ่อแม่ แล้วเจอคำแนะนำหรือเทคนิคต่างๆ ที่ให้ทำนั้น ไม่ให้ทำนั้นทำนี้เพราะจะส่งผลเสียกับเด็ก หรือได้รับฟังความเชื่อหรือคำแนะนำในการเลี้ยงลูกจากทั้งพ่อแม่เราเอง ญาติผู้ใหญ่ ผู้เชี่ยวชาญ และเพื่อนๆพ่อแม่ บ้างความเชื่อหรือคำแนะนำก็นำมาทำตาม บ้างก็ไม่เอามาใช่เพราะไม่เหมาะกับลูก เช่น ตอนเวลาลูกเป็นเบบี้ร้องแบบไม่รู้สาเหตุ บ้านแม่เราก็บอกรีบไปอุ้มลูกก่อน อีกบ้านแม่แฟนบอกอย่าไปอุ้ม อย่าโอ้มากเดี๋ยวเคยตัว บ้านญาติบอก ไหว้เจ้าที่หรือยัง เพื่อนๆบอก อุณหภูมิในห้องสูงเกิน  ตอนนั้นก็ไม่คิดอะไรมาก เหมือนพ่อแม่ทั่วไปส่วนใหญ่ ทำอะไรก็ได้ให้ลูกหยุดร้องไห้  เพราะกลัวว่าลูกร้องไห้มากจะไม่ดีต่อเด็ก 

เคยมั้ยที่ พอทำตามความเชื่อ หรือคำแนะนำต่างๆไปแล้ว กลับเกิดคำถามผุดขึ้นในใจว่า เออ มันใช่หรือ มันจะดีจริงหรือเปล่า ทำแล้วไง หรือที่บอกไม่ดีกับเด็ก มันไม่ดียังไง ไม่เข้าใจ แต่เพื่อให้ลูกได้สิ่งที่ดีที่สุดก็ยอมทำตามทั้งที่ไม่รู้เหตุผลที่แท้จริง  พอลูกโตมาหน่อย เค้าบอกว่า อย่าพูดไม่” “ห้าม อย่า” กับลูก หรือห้ามลงโทษด้วยการตีลูก หรือการขู่หรือดุด่าลูกเพื่อให้ทำตาม ด้วยเหตุผลที่ว่าปิดกั้นเด็ก ทำให้เด็กไม่มีความคิดสร้างสรรค์ อืม มันจริงหรือ เพราะพ่อแม่เราสมัยก่อน หรือพ่อแม่ยุคไหนต่อไหนก็พูดกัน แล้วไง โทมัส แอนเดอร์สันก็ยังประดิษฐ์หลอดไฟขึ้นมาได้ แน่นอนว่าพ่อแม่เค้าคงมีดุด่าว่าตีตอนเด็กๆเหมือนกัน ที่บอกส่งผลไม่ดีต่อเด็กในระยะยาวมันจริงหรือ พิสูจน์ได้เปล่า 

 

จากข้อคับข้องใจและขี้สงสัยส่วนตัวที่เก็บมาเรื่อยๆ ถึงสงสัยก็ทำตามที่เค้าแนะนำมาเกือบทุกอย่างเพราะเห็นว่าดีกับลูก หลังจากได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว โอ้แม่เจ้า มันช่างตอบโจทย์อะไรขนาดนี้ มันช่วยเฉลยข้อสงสัยเกือบทุกเรื่องที่เป็นปัญหา เป็นพฤติกรรมของเด็กตั้งแต่เกิดได้อย่างเป็นหลักเป็นการ ตามแนววิทยาศาสตร์ ตามหลักของประสาทชีววิทยา สมกับชื่อหนังสือThe science of parenting  เขียนโดยนักจิตวิทยาชื่อดังชาวอังกฤษ ได้อธิบายเกี่ยวกับสมองของลูกในแต่ละส่วน ระบบการทำงาน สารเคมีที่สำคัญในสมอง เชื่อมโยงกับการทำงานของร่างกาย จิตใจ สติปัญญา และอารมณ์ของลูก ช่วยให้เราไม่ต้องใช้วิทยาศาสตร์คุณแม่แบบคิดเองเออเองเลย ในทุกคำถามมีคำตอบ มีอ้างอิงผลการวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบต่อสมองและที่เกี่ยวข้องรองรับ คำถามและคำตอบเชิงวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ ก็อย่างเช่น

-          เด็กทารกหลอกหรือบงการพ่อแม่ผ่านการร้องไห้ได้หรือไม่ 

-          ถ้ายอมให้ลูกเล็กมานอนด้วย แล้วต่อไปเขาจะนอนคนเดียวได้ไหม

-          เกมคอมพิวเตอร์และโทรทัศน์มีผลต่อสมองลูกอย่างไร

-          จะรับมือกับเด็กอาละวาด เด็กทะเลาะกัน เด็กไม่เชื่อฟัง หรือสงครามกับลูกในมื้ออาหารยังไง

-          Time out ได้ผล และดีต่อเด็กจริงหรือ

-          ลูกถูกรังแกเป็นประจำ จะทำอย่างไรดี

ฯลฯ

ตัวอย่างหนึ่งที่ตรงกับชีวิตจริง ยังจำได้เลยว่าตอนลูกยังเล็ก อยากฝึกให้ลูกหลับเองตามแบบฝรั่ง ปล่อยให้ร้องไป นั่งดูนาฬิกาไป เสียงร้องก็ไม่ได้ลดเลย มีแต่ดังขึ้นๆ สุดท้ายทนไม่ได้สงสารลูกก็นอน-กก-นมแม่กันมาจนสองสามขวบลูกก็เลิกไปเอง นอนเองได้แถมขี้เซาอีกต่างหาก ผู้เขียนอธิบายว่า ลูกน้อยนั้นเกิดมาพร้อมสมองในส่วนล่างซึ่งทำงานเรื่องร่างกาย การมีชีวิตอยู่รอด เป็นส่วนที่พัฒนาที่สุด ลูกร้องไห้ก็เพราะจะได้ให้พ่อแม่มาช่วยเหลือ พ่อแม่ควรตอบสนองลูกอย่างรวดเร็วและหนักแน่น เพื่อลดผลกระทบภายในสมองของลูกจากการร้องไห้ เมื่อสมองส่วนหน้าจะโตพอที่จะพึ่งพาตัวเองได้ เด็กก็จะลดการติดตัวกับแม่ได้เอง การไม่ตอบสนองลูกตอนร้องไห้หรือตอนที่ลูกต้องการกลับส่งผลเสียต่อลูกเสียอีก


Time out เป็นอีกอย่างที่สงสัยว่ามันดีจริงหรือ ได้ผลจริงหรือ เพราะทุกครั้งที่เคยลอง มันทำให้ลูกยิ่งโกรธมากขึ้น หรือบางครั้งลูกก็ไม่ใส่ใจกับการลงโทษ ผู้เขียนนำเสนอวิธีการ Time in คือแทนที่จะให้ลูกอยู่คนเดียว พ่อแม่ควรนั่งลงใกล้ๆลูก ช่วยปลอบโยนลูกซึ่งสมองกำลังปั่นป่วน และระบบโกรธกำลังทำงาน  พ่อแม่ควรใช้เวลานั่งคุย ให้สนใจกับอารมณ์ของลูก ช่วยลูกจัดการอารมณ์หรือความรู้สึกที่ไม่อาจบรรยายได้ ความใส่ใจต่อลูก และรวมกันหาทางแก้ปัญหากับลูก ทำให้ลูกได้หลุดจากอารมณ์โกรธ และได้ใช้สมองส่วนหน้าในการคิดและเข้าใจว่าต้องจัดการยังไงกับเหตุการณ์ซ้ำเดิม แทนที่จะใช้ระบบโกรธหรือรุนแรงจากสมองส่วนล่างแทน


คิดง่ายๆ ก็คือ เวลาลูกแฮปปี้ ได้รับความรักและดูแลเอาใจใส่ หรือตอบสนองทั้งกายและใจในเวลาที่เหมาะสม สารเคมีและฮอร์โมนดีก็จะถูกปล่อยออกมา สมองในส่วนคิดวิเคราะห์มีโอกาสได้ทำงานได้ดี   ลูกร้องไห้ หวาดกลัว หรือเครียด สารเคมีตัวเครียดก็จะออกมา ระบบการทำงานของสมองที่เกี่ยวกับความกลัว ความรุนแรง ความโกรธ เพื่อให้ชีวิตอยู่รอดจะทำงานและพัฒนาเข้มแข็งขึ้น มากกว่าสมองที่ทำหน้าที่คิด วิเคราะห์ ทำให้พฤติกรรมของลูกมีแนวโน้มที่จะก้าวร้าว แก้ไขปัญหาแบบรุนแรงอย่างอัตโนมัติ


ผู้เขียนยังให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองของผู้เป็นพ่อและแม่ เพราะรู้ดีว่าพ่อแม่เครียดและใช้เวลาและพลังงานส่วนใหญ่ไปกับการเลี้ยงดูและพัฒนาลูก ดังนั้น พ่อแม่เองก็ต้องให้เวลาดีๆ สงบๆ เติมพลังกายและพลังใจ สร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เพราะพ่อแม่เป็นหลักสำคัญที่จะสร้างลูกให้เติบโตเป็นคนที่มีคุณภาพในอนาคต

 

ระดับความน่ามีครอบครอง

เขียนมาขนาดนี้แล้ว ถ้าไม่แนะนำก็ไม่รู้จะว่าไงแล้ว เป็นคู่มือเลี้ยงลูกที่เหมาะกับพ่อแม่รุ่นใหม่อย่างเรา

อย่าลืมนำความรู้เรื่องสมองมาปรับใช้เพื่อเลี้ยงดูลูกให้เหมาะสมแล้ว แล้วจะทำให้ลูกๆของเรา เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพจิตดี และมีความสุข

 



วันพฤหัสบดีที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2557

รีวิวหนังสือพ่อแม่: สมองลูกออกแบบได้ด้วยพ่อแม่

สมองลูกออกแบบได้ด้วยพ่อแม่

           

ข้อมูลหนังสือ

ผู้เขียน    น.พ. ดุสิต ลิขนะพิชิตกุล

จำนวนหน้า            136 หน้า

สำนักพิมพ์             : รักลูกบุ๊กส์สนพ.

เดือนปีที่พิมพ์        : 10/2013

 


คำชวนอ่าน (ปกหน้า)

เข้าใจการทำงานของสมองลูก ออกแบบและพัฒนาด้วยมือคุณเอง! กระตุ้นสร้างความฉลาด รอบรู้ โดยมีคุณหมอเป็นโค้ชแนะนำใกล้ชิด

 

รูปแบบการนำเสนอ

หนังสือนำเสนอรูปแบบเรียบง่าย เน้นสีฟ้าเป็นหลัก มีรูปประกอบเล็กๆน่ารักๆ ผู้เขียนแบ่งบทเป็นเรื่องสั้นๆ อ่านง่ายจบในตอน มีบางตอนต้องอ่านต่อเนื่องเพราะเนื้อหาเชื่อมโยงกัน ภาษาที่ใช้เข้าใจง่าย เป็นกันเองเหมือนมีเพื่อนๆมาให้คำปรึกษา ไม่คิดเลยว่าเป็นคุณหมอเขียน

 

ความเห็นส่วนตัว

จุดเด่นของหนังสือที่ชัดเจนมาก คือ การอธิบายเรื่องลึกลับสับสนเกี่ยวกับสมอง ให้เป็นเรื่องเข้าใจง่ายๆ สนุกๆ โดยการเปรียบเปรยสมองเหมือนซาลาเปา แบ่งสมองเป็นส่วนแป้งกับไส้ แล้วเชื่อมโยงการทำงานของสองส่วนนี้ต่อพฤติกรรมหรือการกระทำของลูกของเรา เห็นภาพและจดจำง่าย  ซึ่งเราก็สามารถหยิบยกมาพัฒนาสมองของลูกในแต่ละเรื่องได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล ทำให้เราได้เรียนรู้เรื่องราวและที่มาที่ไปของพัฒนาการของการเรียนรู้ พัฒนาการทางจิตใจ อารมณ์ และการเอาตัวรอดของลูกในแต่ละวัยผ่านการทำงานของสมอง

 

เรื่องสมองของลูกที่ได้ความรู้ไม่ใช่แค่เฉพาะตอนเด็กเท่านั้น ผู้เขียนอธิบายที่มาของวัยรุ่นวัยร้อนในมุมที่เราก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่ามันจะเกี่ยวอะไรกับสมอง อ้อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง   ยังมีอีกหลายเรื่องที่ช่วยตอบข้อข้องใจแม่ๆ เช่น สมองดื้อ สมองกับภาษา กินอะไรถึงฉลาด อาหารสมองที่แท้จริง ฯลฯ

 

คุณหมอมีลูกเล่นในการเขียนเล่าเรื่อง นำเอาเหตุการณ์ปัจจุบัน มีมุกมาสอดแทรกตลอดเรื่อง ทำให้อ่านสนุก ไม่ได้มีแต่เรื่องทฤษฎีอย่างเดียว คุณหมอก็ยังเก็บรายละเอียดได้ดี เพราะมีเสริมเรื่องความรู้และศัพท์สมองที่ควรรู้มาด้วย   

 

 

ระดับความน่ามีครอบครอง

แนะนำค่ะ เมื่อเทียบกับหนังสือสมองเล่มอื่นๆที่อ่านมา เล่มนี้เหมือนอ่านวิเคราะห์หุ้นสำหรับพวกแมงเม่า เพราะคนอ่านไม่จำเป็นต้องเข้าใจเรื่องสมองอย่างลึกซึ้งมากมาย ก็สามารถอ่านเข้าใจและนำไปใช้ได้ง่ายๆ ย่อยง่ายๆ ตรงประเด็นในเรื่องที่อยากรู้ แต่ถ้าใครที่อยากมองหนังสือหรือคู่มือที่เป็นแนววิชาการและตอบโจทย์ทุกสิ่งอย่าง เล่มนี้อาจจะไม่ใช่แนวนะคะ เดี๋ยวจะแนะนำอีกเล่มหนึ่ง โปรดติดตามตอนต่อไป