วันพฤหัสบดีที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2557

พาลิงไปดูเครื่องบิน ที่พิพิธภัณฑ์ของกองทัพอากาศ Royal Thai Air Force Museum

พาลิงไปดูเครื่องบิน ที่พิพิธภัณฑ์ของกองทัพอากาศ Royal Thai Air Force Museum
http://www.rtaf.mi.th/museum/

ออกเดินทางวันที่ 25 ม.ค. 2014

หลังจากได้ตั๋วฟรีไปดู Planes ซึ่งเป็นการดูหนังในโรงครั้งแรกในชีวิตของฮั่น พอดูจบกลับมาก็ชอบ และสนใจเครื่องบินในบัดดล (ปกติจะชอบรถบรรทุก รถตักดินและรถต่างๆ) ฮั่นเกิดอาการสนใจอยากจะบิน ขอพ่อให้พับเครื่องบินให้ เล่นกระโดดร่ม อยากบิน อยากเห็นเครื่องบิน สนใจว่าทำไมมันบินได้  พอเห็นอย่างนี้ มามี้ก็เลยจัดให้ หาข้อมูลได้ ก็ชักชวนกันไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์เครื่องบินเลยล่ะกัน

ไปไม่ยาก พอเข้าจากทางถ.วิภาวดีเข้าไปมามี้ดูแผนที่แล้วก็งง บอกทางปะป๊าไม่ถูก (โดนด่าเลย) ปะป๊าต้องใช้สัญชาตญาณขับพาไปจนเจอ เข้าไปดูบรรยากาศเหงาๆ อากาศกำลังพอดีไม่ร้อนมาก แต่แดดเริ่มแรง ก่อนเดินเข้าไปที่ตัวอาคารก็เจอเครื่องบินจอดเรียงราย ฮั่นตื่นเต้นมาก นี่ยังไม่ได้เข้าไปในอาคารเลยนะเนี่ย

ทางเข้าอาคาร มีเครื่องบินลำโต พร้อมกับสโลแกนของกองทัพอากาศซึ่งเท่มาก “น่านฟ้าไทย จะมิให้ใครย้ำยี”  มามี้อ่านแล้วขนลุก

เราเดินชมปีกด้านซ้ายก่อน (หันหน้าเข้าหาอาคาร) เป็นโซนที่แสดงประวัติการบินของไทย มีเครื่องบินสมัยโบราณ  บางลำที่แสดงมีเพียงไม่กี่เครื่องในโลก 





เราเดินต่อมาอีกปีกหนึ่งของตึก มีเครื่องบินโชว์อยู่สี่ลำ “มันเจ๋งมาก” ฮั่นร้องด้วยความตื่นเต้น ขอให้ปะป๊าอุ้มดูข้างในเครื่อง




จากในอาคาร เราออกมาด้านนอก เจอพวกพี่ๆลูกเสือเดินดูอยู่ไกลๆ ฮั่นวิ่งไปที่เครื่องบินขนสินค้าที่เปิดท้ายรอรับเด็กๆขึ้นไปดูทันที แถมมาช่วยเข็นรถของธันธันขึ้นไปด้วย

แดดเริ่มร้อนแล้ว เลยปล่อยให้พ่อลูกเดินไปดูเหล่าเครื่องบินที่จอดอยู่กลางแจ้งกัน ส่วนมามี้กับธันธันก็ไปเดินเล่นในอาคารจอดเฮลิคอปเตอร์รอเฮียฮั่นเดินกลับมา เด็กๆสนุกมาก (แต่พ่อแม่ปวดเมื่อย)มาก ปีนขึ้นปีนลงเครื่องบิน


ปิดท้ายด้วยเดินออกทางอาคาร 2 ที่แสดงเครื่องบินหายาก สีสวยมากเลย ฮั่นเนี่ยไม่อยากจะกลับเลย ขอ act ท่ากับเครื่องบินลำโปรดอันนี้หน่อย







ท่าเท่ห์ของฮั่น

ก่อนกลับไป แวะไปกินข้าว ร้านที่มามี้อยากไปมาก My Home Veg ทางไปลึกลับเหลือเกิน แต่ได้กินผัก และดูสวนผักไฮโดร สมใจอยาก ซื้อผักกลับไปให้อากงอาม่าบ้านเล็กๆ (เรียกตามฮั่น ที่ใช้เรียกตายาย เพราะบ้านอาม่าเป็น Townhouse หลังเล็กๆ)  www.myhomeveg.com


รายละเอียดเวลาเข้าชม และแผนที่ดูได้จากลิงค์ของกองทัพอากาศค่ะ
http://www.rtaf.mi.th/museum/
ส่วนข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องบินแต่ละลำ กระทู้นี้มีข้อมูลแน่นที่เดียวค่ะ
http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2010/03/X8947732/X8947732.html

วันพุธที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2557

ทริปสุพรรณหรรษา อุทยานมังกรสวรรค์-พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร-บึงฉวาก-บ้านควาย

ทริปสุพรรณหรรษา  อุทยานมังกรสวรรค์-พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร-บึงฉวาก-บ้านควาย

11-12 มกราคม 2014 ออกเดินทาง

ช่วงปลายปี 2556 ต่อฉลองปีใหม่ 57 ปะป๊ากับเฮียฮั่นป่วยเข้าโรงพยาบาล ปะป๊าเป็นไข้เลือดออกตอนพักนานหน่อย เลยต้องเลื่อนทริปออกไปอีกสองสัปดาห์ พอทุกคนพร้อมหายดี แถมธันธันก็โตพอจะพาเที่ยวแล้ว เลยได้ฤกษ์ไปเที่ยวรับวันเด็ก พร้อมฉลองปีใหม่ย้อนหลังกัน  ที่แรกที่เราแวะไปก็คือ



อุทยานมังกรสวรรค์ และพิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร
วนนรถหามังกรตัวโตตามรูปอยู่นาน ที่ไหนได้ก็อยู่ในบริเวณเดียวกันกับศาลเจ้าพ่อหลักเมือง เคยมาสมัยเมื่อตอนเด็กๆ ตอนนี้พาลูกมาเที่ยว เปลี่ยนแปลงไปมากเลย ศาลเจ้ายังคงอยู่ที่เดิม แต่มีการจัดสรรพื้นที่ใหม่ ให้ในบริเวณมีหมู่บ้านมังกรสวรรค์ พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร รวมเรียกเป็นอุทยานมังกรสวรรค์
จากที่จอดรถ เราก็ต้องเดินผ่าน หมู่บ้านมังกรสวรรค์ เป็น walking street ที่ให้บรรยากาศหมู่บ้านจีนโบราณ โดยจำลอง "เมืองลีเจียง" ซึ่งเป็นเมืองเก่าแก่โบราณอายุนับพันปีมาไว้ให้เดิน มีโรงเตี้ยมขายอาหาร มีโรงหนัง และร้านขายของ ที่เด็ดมากและเด็กๆชอบ ก็คือ 7-11 ฮั่นกับเลี่ยงเลี่ยงวิ่งมาบอกว่า มี 7-11 เมืองจีนด้วย โดนดักให้ซื้อโน้นนี้ตั้งแต่เริ่มทริปเลยทีเดียว

จากหมู่บ้านมังกรสวรรค์ จะเจอศาลเจ้าพ่อหลักเมือง และอาคารมังกรยักษ์ตั้งเด่นเป็นตะหง่า อาม่ารีบเดินไปไหว้พระที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง พาเด็กๆวิ่งตามเข้าไปไหว้ด้วย



พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร เป็นอาคารรูปมังกรยักษ์ เรามากันแต่เช้า เลยได้เข้าไปดูเป็นกลุ่มแรก ด้วยเพราะราคาตั๋วที่ค่อนข้างสูง เลยไม่ค่อยมีคนเข้าไปเท่าไร กลุ่มเราจึงมีแต่ครอบครัวเราเท่านั้น ดู VIP มาก ภายในเย็นสบาย สะอาดสะอ้าน ทุกคนต้องส่วนถุงพลาสติกคลุมรองเท้า รักษาความสะอาดอย่างดี มีห้องแสดงประวัติความเป็นมาของชาติจีน ตั้งแต่กำเนิดโลก ราชวงศ์ต่างๆของจีน จนกระทั่งจีนในปัจจุบัน มีการใช้ multimedia แสงสี ได้สุดยอดมาก คิดถึงเวลาไปพิพิธภัณฑ์ที่เมืองนอกได้เลย

ห้องแรกเป็นเรื่องการกำเนิดโลกตามตำนานจีน เสียงดังมาก ฮั่นกลัวจนร้องไห้เลย แต่ธันธันดูงงกอดอาม่าแน่น แต่พอเริ่มสว่างและเสียงเบาลง ฮั่นก็โอเค แล้วสนใจเรื่องการกำเนิดโลก ออกมายังจดจำเรื่องได้อย่างดีเลย แต่ละห้องก็มีจุดเด่นน่าสนใจแตกต่างกันไป ทำให้เราและเด็กๆ ได้รู้อย่างไม่น่าเบื่อ ส่วนพวกอากุงอาม่าก็จะเริ่มระลึกเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ในแต่ละช่วง และก็เล่าเรื่องเพิ่มเติมโน้นนี้ให้เด็กๆ ฟัง นอกจากนี้ ภายในยังจำลองสถานที่หรือจุดเด่นของแต่ละยุคมาไว้ให้ได้เก็บภาพเป็นที่ระลึก แบบไม่ต้องไปเมืองจีนก็ได้มีรูปถ่ายได้
ปิดท้ายด้วยห้องที่รวบรวมสกุลแซ่ทั้งหมดในเมืองไทย อากุงอาม่าก็หากันใหญ่แซ่ฉันอยู่ไหนนะ และมีมุมที่บอกที่มาของการสร้างพิพิธภัณฑ์และ model จำลองอาคารแบบเปิดหลังคาให้ดูว่าแต่ละห้องถูกออกแบบและจัดสรรยังไงให้ลงไปอยู่ในลำตัวมังกรได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ ฮั่นชอบมาก ส่วนธัน ไม่ต้องพูดเลย เดินไม่หยุด ตื่นเต้นมากมาย จนไม่รู้ว่าจะเอารถเข็นมาทำไม
เป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่ดีมาก ชอบมาก กะว่าถ้ามีญาติหรือเพื่อนต่างชาติจะพาไปชมหน่อย

จำลองฟันของมังกรด้านนอกเท่าของจริง


Model จำลองอาคารแบบแนวขว้าง เด็กๆชอบมาก

ตุ้งแช่

เดินเสร็จ ตอนแรกกะจะไปแวะกินที่สามชุก แต่เปลี่ยนแผนกินกันง่ายตรงหมู่บ้านมังกรสวรรค์ละกัน เดินดูหลายร้าน มาจบที่ก๋วยจั๊บ อร่อยและไม่แพง ปิดท้ายด้วยไอศครีม ตามภาษาอากุงอาม่าเอาใจหลาน อิ่มท้องแล้วก็ออกเดินทางต่อ

เป้าหมายต่อไปคือ บึงฉวากรีสอร์ท (บ้านต้นไม้) 


พอเข้าเขตบึงฉวาก รถก็ติดมาก ติดยาวออกมาเลย เพราะเป็นวันเสาร์ แถมเป็นวันเด็กอีก ระหว่างที่กระดิ๊บๆไปเรื่อยๆ ก็เห็นชาวสุพรรณ ทั้งครอบครัวเล็ก ครอบครัวใหญ่ หรือคู่รัก พากันมานั่งปิคนิครอบบึงฉวาก เป็น life style ที่น่ารักและเรียบง่ายจริงๆ กระดิ๊บมาจนถึงบ้านต้นไม้ เด็กๆก็กรี๊ดๆเล่นสนุกอยู่ที่สนามเด็กเล่นระหว่างรอเช็คอิน พอเสร็จ พ่อแม่ก็แบกของขึ้นรถกอล์ฟ (ภายในรีสอร์ต ไม่มีถนนให้เอารถเข้าไป ต้องใช้รถของรีสอร์ต) เด็กน้อยก็กรี๊ดกร๊าดตื่นตาตื่นใจ เห็นบ้านต้นไม้แฝดริมบึงฉวาก วางข้าวของเสร็จ ก็ออกไปเที่ยวตามจุดต่างๆของบึงฉวากกัน

สวนสัตว์ในวันเด็ก เปิดให้เด็กน้อยเข้าฟรี แถมมีไอติมแท่งแจกด้วย คนมากกันเต็มไปหมด กินไอติมเสร็จก็ออกเดินดูสัตว์กัน เริ่มปีกแรกเป็นสวนเสือ สิงโต เสือขาว เสือดำ เสือดาว ทุกชนิดเลย มีให้อาหารเสือและสิงโต 20 บาทด้วย ธันธันเริ่มร้อนและง่วง จับลงรถเข็นดูสัตว์กันไป


เสือดูอ้วนพีอยู่สบายดีกันทุกตัว


เราเดินดูเกือบทั่วเลย ไม่ได้ไปเกาะกระต่ายเท่านั้นเอง อาม่าบอกจะดูธันธันให้ในอาคารแสดงสัตว์ติดแอร์ที่ติดกับกรงนกยักษ์ จากนั้นก็เดินกันต่อไปดูพวกนก ลิง หมี ม้าลาย และยีราฟ ซึ่งอยู่เรียงกันไปตลอดแนวบึงฉวาก เป็นสวนสัตว์ที่ดูแลสัตว์และสถานที่ได้ดีมาก สะอาด มี playground ให้เด็กเล่น หน้าตาดูดีกว่าที่กรุงเทพเยอะเลย ฮั่นเล่นจนไม่อยากไปดูสัตว์ต่อ กว่าจะโน้มน้าวให้เดินไปจนสุดที่ยีราฟ เด็กๆให้ถั่วฝักยาวกัน แล้วตัวแสบก็ทำรองเท้าตกลงไปในกรงยีราฟข้างหนึ่ง จนต้องไปขอให้พนักงานช่วยเอาขึ้นมาให้หน่อย ไม่งั้นฮั่นคงให้แม่มันอุ้มกลับแน่ๆ  พอจบก็เดินกลับมาตรงอาคารติดแอร์ ธันงอแงจนหลับไปแล้ว ได้เวลากลับที่พัก หมดแรงกันเป็นแถวๆ
ขอขี่สักนิด




เติมพลังที่ร้านอาหารของรีสอร์ท น้ำพริกอร่อยมาก มีเมนูปลาแม่น้ำ และผักท้องถิ่นด้วย อากาศช่วงนี้เย็นสบาย เข้าห้องพักก็อยากจะสลบ แต่ธันธันตื่นเต้นสถานที่ใหม่ เดินสำรวจในห้องไม่หยุด กว่าจะนอนได้ ห้องพักอาจจะเก่าเล็กน้อย แต่เครื่องอำนวยความสะดวกก็มีครบค่ะ ทั้งชักโครก สายฉีด น้ำอุ่น


เช้า ธันธันมาปลุกแต่เช้ามืด อากาศดีมาก ตื่นมาเห็นบ้านข้างๆมานั่งตกปลา พวกเราเอาขนมปังลองโยนไปตั้งแต่เมื่อวาน ยังไม่มีปลามากินเลย ก็เลยสงสัยว่าปลาไปไหนกันหมด บรรยากาศดี สูดอากาศบริสุทธิได้อย่างเต็มปอดเลย

ตัวแสบตื่นมาทำไมแต่เช้าเนี่ย

หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จ เราก็ออกเดินทางไปเที่ยวต่อ รอบบึงฉวาก
ที่แรกคือ อุทยานพืชผักพื้นบ้าน เพราะกลัวว่าแดดจะร้อนเลยไปก่อน เข้าชมฟรีค่ะ มีพันธุ์พืชมากมาย จัดสวนสวย พ่อลูกไปเช่าจักรยานมาขี่เล่น เจอจุดแรก มังกรพ่นน้ำ นี้ก็เล่นไปหลายรอบเลย สวนสวยแถมมีผักขายถูกๆ ก่อนออกจากสวน ถูกใจอาม่า



ต่อไป คือ สถานแสดงพันธุสัตว์น้ำ และบ่อจระเข้น้ำจืด อยู่ในบริเวณเดียวกัน แถมมีที่นวดไทยแผนโบราณอยู่ตรงที่จอดรถ เป็นอีกหนึ่งจุดท่องเที่ยว แหม อยากจะขอนอนนวดแล้วปล่อยให้พ่อ อากุงอาม่าพาเด็กไปเดินกันเองได้มั้ย หึหึ  อาคารแสดงปลามีอยู่สามอาคาร อาคารที่สามเสียเงินเพิ่ม มีโชว์การให้อาหารปลาในตู้ปลายักษ์ ปลาสวยดีค่ะ ไม่เยอะแต่ก็ไม่น้อย เดินดูกำลังพอดี  ดูจบก็ไปดูบ่อจระเข้ มีโชว์จระเข้ด้วย มาจุดนี้ธันธันก็สลบเหมือดคารถเข็น  ที่แสดงจระเข้เป็นบ่อเล็กๆ มีจระเข้อยู่ตัวเดียวเพราะไปกัดเพื่อนร่วมแสดงจนบาดเจ็บหมด ครูฝึกจระเข้ แสดงเก่งมาก entertain ได้สุดยอด ดูเพลินเลย พอดูเสร็จก็รีบออก ไม่ได้เข้าไปตรงอาคารสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำหลังที่ 3 (สวรรค์แห่งโลกใต้ทะเล) อยากดูฉลามมาก แต่อากุงอาม่าอยากไปชอปปิ้งมากกว่า เซ็ง








กลับจากดูปลา ก็ไปเก็บข้าวของ และ check out จากรีสอร์ท เด็กๆบ่นว่ายังเล่น playground ไม่มันส์เลย อยากขี่จักรยาน บลาบลาๆๆ เออ..ไว้คราวหน้าพามาใหม่นะลูก ต้องพาอากุงอาม่าไปสามชุก ช็อป ชิมแล้ว ได้ไปกินบะหมี่หมูแดงเกี๊ยวน้ำ และได้สาลี่ฝากติดไม้ติดมือกลับบ้านตามธรรมเนียม

ก่อนกลับกรุงเทพ เราแวะหมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย หรือชื่อเล่น บ้านควาย  แดดร้อนได้ใจเลย คุณลูกชายไม่ค่อยสนใจควายเท่าไร สนใจเกวียนและรถแทรกเตอร์เก็บขี้ควายมากกว่า ได้นั่งดูการแสดงควายยิ้มแป๊บเดียวก็ต้องกลับบ้าน เพราะเกรงใจอากุงอาม่าที่ดูเหมือนอยากรีบกลับบ้านเร็วๆ






เมืองสุพรรณยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกเยอะเลยที่น่าไป เหมาะสำหรับครอบครัวมากๆ คงได้จัดทริปมาซ้ำอีกแน่ๆ เป็นจังหวัดที่น่าอยู่ น่าเที่ยว ของกินอร่อย เดินทางสะดวก ถนนและเกาะกลางถนนสวยขนาดในกรุงเทพอายจริงๆ

รายละเอียดสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองสุพรรณบุรี บึงฉวาก ดูได้จากลิงค์นี้ค่ะ
http://www.suphan.biz<http://www.suphan.biz/bungchawak.htm>
เขียน 2/4/2014

วันอังคารที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2557

รีวิวหนังสือ: คำถามวิเศษ เปิดประตูใจเด็กและพ่อแม่

คำถามวิเศษ เปิดประตูใจเด็กและพ่อแม่

ข้อมูลหนังสือ
ผู้เขียน       Mihiro Matsuda, Masato Homma
ผู้แปล        ธิดารัตน์ ซาโต้
จำนวนหน้า 176 หน้า
สำนักพิมพ์ : สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น)  สสท.



คำชวนอ่าน (ปกหน้า)
34 คำถามเพื่อให้พ่อแม่ได้ทบทวนตนเอง
อันจะนำไปสู่ความสุขและความก้าวหน้าของลูก
เพราะเด็กทุกคนมีความ พิเศษ
คงน่าเสียดาย หากการสื่อสารและวิธีปฏิบัติของผู้ใหญ่บดบังแวว” ตาอันสดใส
และ แวว” ความสามารถของเด็กไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

รูปแบบการนำเสนอ
ในเนื้อหามีไฮไลท์คำถามและข้อความสำคัญให้ดูชัดเจน เหมือนเวลาเราอ่าน Textbook ไปแล้วต้องใช้ไฮไลท์ขีดที่ต้องการเน้นคำ ทำให้เวลาอ่านสามารถจับใจความได้เร็ว เหมาะสำหรับคนที่ชอบอ่านหนังสือแบบแสกนแบบรวดเร็ว แถมยังช่วยให้จำได้ดี หาง่ายเวลาอ่านซ้ำ  มีการ์ตูนและไอคอนน่ารักๆ คั่นตามบท พร้อมมีผลลัพท์สำคัญที่จะได้จากการสื่อสารกับลูกตามประเภทของคำถามในบทนั้นๆ นอกจากนี้ หนังสือยังพิมพ์ด้วยกระดาษถนอมสายตา (Green Read) ด้วย


ความเห็นส่วนตัว
หยิบมาอ่านเพราะช่วงหลังรู้สึกว่าการสนทนากับฮั่นมันไม่ค่อยsmooth เท่าไร คุยไปแล้วเกิดความเงียบหงั่น ฮั่นไม่ตอบบ้าง งอนหรือโกรธบ้าง หรือไม่ก็ไม่ยอมคุยไปดื้อๆ เลยต้องหาตัวช่วย เมื่ออ่านไปก็พบว่า เราก็มีใช้คำถามวิเศษอยู่หลายอันเหมือนกันจาก 34 คำถามที่ผู้แต่งนำเสนอ ด้วยวัตถุประสงค์ที่จะใช้การพูดคุยกับลูก เพื่อเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการของเด็ก เพื่อช่วยดึงกำลังใจและความสามารถที่ไร้ขีดจำกัดของเด็กออกมา และยังเป็นคำถามสำหรับถามพ่อแม่ให้ทบทวนและเข้าใจตนเองซึ่งจะช่วยส่งผลให้การสื่อสารกับเป็นไปในเชิงบวกและสร้างความสัมพันธ์ท่ีดียิ่งขึ้น


ชอบ concept ของหนังสือที่ว่า คำถามหนึ่งคำถามทำให้เด็กเปลี่ยนแปลงได้มากมาย แค่นี้ก็น่าสนใจ อยากจะหยิบขึ้นมาอ่านแหล่ะ ของผู้เขียนแจ้งกฎกติกาให้พ่อแม่ทุกคนเข้าใจและปรับตัวปรับหัวสมองตั้งแต่เริ่มต้นเล่ม เพื่อให้สามารถสื่อสารกับลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถเข้าถึงหัวใจลูกได้ตามวัตถุประสงค์ของหนังสือ ที่ว่า ทุกคำตอบเป็นคำตอบที่ถูกต้อง และพ่อแม่ต้องรับฟังทุกคำตอบ

คำถามวิเศษเป็นคำถามที่ง่ายๆ เป็นแนวปลายเปิด ไม่ชี้นำไม่กดดันหรือคาดคั้นลูกเกินไป แต่พ่อแม่อย่างเราก็คงต้องเอาปรับภาษาให้เข้ากับตัวเด็ก และสถานการณ์เพิ่มเติมหน่อยด้วยเพราะเป็นหนังสือแปล จึงทำให้มีบ้างคำถามที่อ่านแล้วต้องกลับไปอ่านซ้ำอีกที เพราะไม่เข้าใจว่าหมายความว่ายังไงเช่น เรื่องไหนที่คิดว่าราบรื่น” หรือ เมื่อจบเรื่องนี้แล้ว จะได้รับพลังอะไร”  ผู้แปลแปลตรงๆตามภาษาพูดของคนญี่ปุ่น คือคนญี่ปุ่นเค้าถามกันเป็นปกติ แต่ถ้ามาถามคนไทย ก็อาจจะแปลกๆงงๆกัน  เมื่ออ่านคำอธิบายภายในบทก็เริ่มเข้าใจและสามารถเปลี่ยนคำถามให้เป็นภาษาที่พูดคุยกับลูกได้เข้าใจ

คำถามส่วนใหญ่จะเหมาะกับเด็กที่โตหน่อย บ้างคำถามเอาไปใช้กับผู้ใหญ่ยังได้เลย เช่น ตอนไหนที่ใช้ความพยายามมากที่สุด“  ลองถามสามีระหว่างไปทำงาน สามีตอบ ก็ตอนที่ไม่มีลูกค้าไง ขำดีเหมือนกัน  นอกจากการใช้คำถามแล้ว ผู้เขียนก็ได้สอดแทรกเคล็ดลับในการสื่อสารกับลูกด้วยการที่พ่อแม่ต้องรู้จักทบทวนตัวเอง ให้ฝึกรับรู้และเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกตัวเองก่อน และวิธีการถ่ายทอดผ่านคำพูดที่แสดงความรู้สึกของตนเอง แทนการพูดหรือถามคำถามเชิงสอบสวนหรือตำหนิ ตัวอย่างที่น่าสนใจ เช่น ควรบอกลูกไปว่า แม่เป็นห่วงกลัวลูกจะเป็นอะไร แทนที่จะพูดว่า ทำไมลูกกลับบ้านช้า รู้มั้ยมันอันตราย”  (อันนี้จะเก็บไว้ใช้ตอนฮั่นธันเริ่มหนุ่ม แล้วกลับบ้านดึกเพราะหนีเที่ยวกับเพื่อน) 

หนังสือปิดท้ายได้อย่างน่ารัก ด้วยเคล็ดลับที่ทำให้ทุกคนในครอบครัวมีความสุขคืออะไร ไม่ขอเฉลยนะคะ อยากให้ไปอ่านเอง แต่คำตอบนี้ช่างเข้าใจแม่อย่างเราๆจริงๆ และ
อ่านจบเล่ม ก็จินตนาการไปพล่างว่าจะเอาไปคุยกับฮั่นยังไงหรือตอนไหนดี ตั้งใจกับตัวเองว่าจะมีสติในการพูด คุยกับลูก(สามี และญาติโยมมากขึ้น หวังใจว่านอกจากจะช่วยพัฒนาลูกได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งแล้ว ยังจะช่วยให้ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวจะดียิ่งๆ ขึ้นไป สาธุ  

ระดับความน่ามีครอบครอง
สำนักพิมพ์นี้มีแต่หนังสือดีๆค่ะ เก็บไว้ติดบ้าน ได้ใช้ตั้งแต่ลูกเริ่มพูดได้ ยันเป็นหนุ่มเลย เชียร์ค่ะ