แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พาลูกเที่ยว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พาลูกเที่ยว แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

สวรรค์เล็กๆของเด็กน้อยผู้รักรถ ที่พิพิธภัณฑ์รถเก่า รถโบราณ

วันหยุดที่ผ่านมา มีโอกาสแวะไปที่พิพิธภัณฑ์รถเก่า หรือ เจษฎาเทคนิค มิวเซียม  ก่อตั้งขึ้นด้วยใจรักรถคลาสสิกของคุณเจษฎา ที่สะสมทั้งรถ รถจักรยาน มอเตอร์ไซด์ วาสป้า รถเด็กเล่น รถตุ๊ก รถสามล้อ เรือ รถบัส ไปยันรถไฟ เฮลิคอปเตอร์ และเครื่องบิน!! 

ขามาก่อนถึงตัวพิพิธฯ เมื่อเราข้ามรางรถไฟมา จะเห็นหัวจักรรถไฟไอน้ำจอดอยู่ แสดงว่ามาถูกทางแล้วค่ะ อุ่นเครื่องคุณชายทั้งสองก่อนจะไปดูรถโบราณ ฮั่นเคยมาตอนเด็กๆ สำหรับธันธัน เป็นครั้งแรก ตื่นเต้นไปหมด 


จากรถไฟ เลยไปนิดหน่อยก็จะถึงตัวพิพิธฯ ด้านหน้ามีรถบัสสองชั้นสไตล์อังกฤษจอดตอนรับทุกคน ไม่ทันได้ถ่ายรูป ชายธันก็วิ่งแจ้นเข้าไปในตัวพิพิธฯ แบบตื่นตาตื่นใจ ดูไปก็จองรถไป บอกเอาคันนี้กลับบ้าน เอาคันนี้กลับบ้าน แม่มันได้แต่บอกว่า ได้คับ "ถ่ายรูป"เอากลับบ้านเน้อ !! 





แม้จะเคยมาแล้ว แต่ความประทับใจไม่เปลี่ยนแปลง รถทุกคันอยู่ในสภาพที่ดีมาก แถมมีรถแปลกๆใหม่ๆมาเพิ่มให้ตื่นตาตื่นใจเล่น รถโบราณคันเล็กๆน่ารักมากๆ บ้างคันยังสามารถขับได้ปกติ มีได้รับรางวัลรถโบราณก็มี เด็กๆวิ่งดูกันอย่างตื่นเต้น ฮั่นถ่ายรูปรถที่ชอบ ส่วนธันธันก็วิ่งจองรถไปเรื่อย


อีกฟากหนึ่งของอาคาร เป็นที่เก็บจักรยาน มอเตอร์ไซด์ รถเด็กเก่า ฝุ่นๆนิดหน่อย แต่น่าเดินเข้าไปดู เล่าให้เด็กๆฟังว่าสมัยก่อนเด็กๆเขาถีบรถแบบนี้แหละลูก



ดูกันจุใจก็ถึงเวลากลับบ้าน ก่อนกลับเราไปแวะอีกโซนซึ่งเก็บเครื่องบิน และรถขนาดใหญ่ เช่น บัสสองชั้น รถโรงเรียนจากต่างประเทศ รถดับเพลิงสนามบิน คุณชายทั้งสองรีบวิ่งกรูไปขึ้นเครื่องบินกองทัพ แล้วขอลงตรงท้ายลำ สมมติตัวเองเป็นทหารโดดร่มอะไรงี้ รถบัสที่จอดอยู่ก็ยังใช้งานได้อยู่ค่ะ ใครได้พาลูกมาตอนวันเด็กก็จะได้ลองขึ้นกันดู 





รายละเอียดเพิ่มเติม
วันและเวลาทำการ 9.00-17.00 น. เปิดทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์

เข้าชมฟรี

กิจกรรมอากาศยานเพื่อการเรียนรู้ กับ Jesada Airline มีทุกวันอาทิตย์ 9.00-16.00 น.
ต้องการเยี่ยมชมเป็นหมู่คณะ โปรดจองล่วงหน้าอย่างน้อย 1 สัปดาห์

เว็บไซต์ http://www.jesadatechnikmuseum.com

วันอังคารที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ห้องสามสายตะลุย Jim Thompson Learning Camp

Jim Thompson Learning Camp
23-24 พ.ย. 2013
ปีก่อน (2012) ห้อง อ. 1/3 มีบ้างบ้านไปเที่ยวค่าย Jim Thompson แล้ว แต่เพราะว่าติดว่าท้องใกล้คลอดเลยไม่ไป ปีนี้เลยจัดอีกรอบ ชวนกันไป รวบรวมกันมาได้ 15 ครอบครัว เด็ก 23 คน ผู้ใหญ่ 43 คน ทริปนี้ เราคิดและติดต่อจองวันไปกันล่วงหน้านานมาก เพราะต้อง lock เวลาแต่ละบ้านไว้ก่อน ไม่งั้นจะหนีไปเที่ยวที่อื่นกัน นัดกันเสร็จจองที่กันเสร็จ ก็เกือบลืมกันไปเลยว่าต้องไปเที่ยวกัน


ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าที่จัดค่าย Jim Thompson Learning Camp อยู่คนละทีกับที่จัดงาน Jim Thompson ประจำปีนะคะ ที่ Camp จะเป็นที่สำหรับจัดกิจกรรมค่าย และทำฟาร์มเกษตรกรรมเป็นหลัก ซึ่งโรงเรียน หรือครอบครัวไหนที่สนใจ ก็สามารถติดต่อขอเข้าไปที่ฟาร์มได้ค่ะ  การติดต่อกับค่าย Jim ไม่ลำบากค่ะ โทรคุยกับพี่พนักงาน คุณอ้อย คุณจริยา พี่ๆน่ารักทุกคน อาจจะติดคัดบ้างเพราะพี่เค้าไม่ได้ใช้อีเมลเป็นประจำ ใช้การโทรคุยก็จะสะดวกค่ะ ทางค่ายมีโปรแกรมจัดส่งมาให้ ซึ่งก็ถึงเวลาจริงก็ยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนไปบ้าง ตามเวลาและอาการของคุณลูกๆ

แต่ละครอบครัวออกเดินทางกันจากบ้านมุ่งหน้าเจอกันที่ค่ายตอนบ่ายโมง ระหว่างทางแต่ละบ้านก็ไปแวะโน้นนี้กันหลากหลายมาก บ้างบ้านไปดูค้างคาวยักษ์ตัวเท่าแม่ไก่ บ้างบ้านไปแวะกินสเต็ก บ้างบ้านก็ตรงไปที่ค่ายทันที มีหลงบ้าง หาไม่เจอบ้างกันตามอัฐยาศัย
ครอบครัวเราไปกันเป็นครอบครัวใหญ่ อากุง อาม่า เจ๊เจ๊ พอดี Aunty จาก Australia มาเยี่ยมอาม่า ก็เลยพาไปด้วย งานนี้แค่บ้านเราก็ผู้ใหญ่ 6 เด็ก 4 รวมเจ้าตัวเล็ก จ้างรถตู้ไปเลยละกัน บ้านเราออกแต่เช้า มุ่งหน้าไปที่ วังน้ำเขียวฟลอร่า ตัวเองอยากไป เลยเอาไว้เป็นที่แรก สถานที่ไม่ใหญ่อย่างที่คิดไว้ เดินดูต้นไม้ดอกไม้สนุกที่เดียว ชอบซุ้มต้นไม้ ที่มีฟักยักษ์ ม่านดอกไม้มาก ส่วนจุดอื่นๆ ก็เดินดูเล่น ถ่ายรูปกันตามปกติ


ใจจริงยังอยากไปแวะ ผาเก็บตะวัน ก่อน อยากพาฮั่นไปยิงลูกไม้ ยิงเมล็ดพันธุ์พืช ด้วยหนังสติ๊ก  แต่เพราะเวลาไม่พอ กว่าจะกินข้าวกลางวันเสร็จ ช่วงนั้นมันหยุดยาวหรือไง ไปร้านไหนก็คนเยอะไปหมด
จากวังน้ำเขียว ก็รีบไปที่ค่าย มีหลายบ้านไปถึงกันแล้ว พวกเราขับรถผ่านหน้าค่ายไปอย่างไม่รู้ตัว ต้องวกกลับมา ถึงได้เห็นป้ายอันเล็กน้อย ผ่านไปไม่ได้สังเกตเลย
ป้ายเล็กต้องสังเกตดีๆ
หรือสังเกตชื่อฟาร์มที่เป็นต้นไม้แทน

กว่าจะมากันครบ โปรแกรมกิจกรรมแรกก็เลยเลทออกไป แต่ไม่เป็นไร ว่าแล้วก็แต่ละบ้านก็ได้รับหนอนไหมบ้านละกล่อง ข้างในมีหนอนหิวอยู่ห้าตัว  จากนั้น พวกเราก็กระโดดขึ้นรถ ไปดูรอบฟาร์มกัน จุดแรกที่หยุดดู เป็นไร่หม่อน ที่แต่ละบ้านลงไปเก็บใบหม่อนเก็บกลับไปเลี้ยงหนอนไหม และเก็บมาทำเป็นอาหารเย็นของวันนี้ด้วย ได้ใบหม่อนกันคนละถุงสองถุงก็เดินทางต่อ
รถมาจอดให้พวกเราลงไปเดินฟักทองประดับจิ๋วจากในฟาร์ม เด็กๆผู้ใหญ่วิ่งกันลงไปเลือกดูกัน สวนอีกฟากมีฟักทอง 3 สี คือ มีฟักทองสีเงิน (จริงๆก็สีขาว) สีทอง (จริงๆก็สีสัมเหลือง) และสีอะไรอีกอันจำไม่ได้ ที่รู้ๆคือ พวกอากงอาม่าพากันเก็บมาได้คนละสองสามลูกใหญ่ สุดยอดจริงๆ  จากตรงนี้ รถพาพวกเราไปดูรอบๆฟาร์ม มีพืชผักที่ปลูกไว้ใช้ประดับในงานเปิดฟาร์ม Jim Thompson ประจำปี ช่วงกลางเดือนธันวาคม พวกเราตั้งใจไม่ไปช่วงนั้น เพราะกลัวคนจะเยอะ นอกจากนี้ หลังจากคุยกับพี่ๆที่ค่ายจิมแล้ว เค้าได้เพิ่มโปรแกรมให้พวกเราได้เข้าไปเที่ยวในฟาร์ม Jim Thompson และหมู่บ้านอีสานด้วยในวันถัดไป ก็เลยโอเค

เมื่อกลับมาถึง แต่ละบ้านก็แยกย้ายกันเก็บสัมภาระเข้าเต้นท์ของตัวเอง ทางค่ายมีเต้นท์อยู่สองขนาด คือ ขนาดใหญ่ กับขนาดปกติ ขนาดใหญ่จะมีเบาะที่นอนเดียวให้ 4 อัน ส่วนขนาดปกติ จะปูเป็นที่นอนให้หนึ่งอัน  มีห้องน้ำและห้องอาบน้ำรวมอยู่ในบริเวณนั้นค่ะ มีน้ำอุ่นด้วย

 เด็กๆวิ่งเล่นไปแป๊บหนึ่งก็ต้องเริ่มทำอาหารเย็นกัน พวกพ่อๆและอากง ก็พาลูกๆหลานๆไปรับไก่และอุปกรณ์ทำไก่อบฟางกันบ้านละตัว บ้านไหนมาหลายคนก็ได้หลายตัวหน่อย ส่วนแม่ๆ และอาม่าก็มาทำผัดหมี่โคราช กับส้มตำ ซึ่งทางค่ายจัดชุดทำไว้เรียบร้อยแล้ว แค่ตำๆๆ และผัดๆๆก็เรียบร้อย ด้านนี้จะเสร็จเร็วหน่อย เดินไปลุ้นไก่อบฟาง เด็กๆสนุกมาก สิบกว่าบ้านทำไก่อบฟางกัน ควันตลบตลอดแนว ส่วนพ่อๆก็โชว์ฝีมือการจุดไฟ พอไฟมอดหมดฟางแล้ว ก็จะมาลุ้นกันว่าไก่สุกหรือไม่ มีเกทับแซวกันเล็กน้อย แบบสนุกๆ  พอไก่สุก ก็ได้ยกมากินกัน อยากเอร็ดอร่อย กับส้มตำและหมี่โคราช เด็กๆก็สนุก พ่อแม่ทำกับข้าวร้อนเหนื่อย หน้ามัน แต่พอเห็นเด็กๆได้สนุกได้ลองประสบการณ์ใหม่ๆ ก็มีความสุขและมีแรงเล่นกับลูกต่อ



ตอนแรก กะว่าจะทำกิจกรรมก่อนนอน แต่พ่อแม่หมดสภาพเลยแยกย้ายกันไปพักผ่อน พวกเด็กๆพอมีเพื่อนก็จับกลุ่มวิ่งเล่นกันรอบเต้นท์ วิ่งซ่อนหา วิ่งหาผี ฮั่นเองก็วิ่งตามเพื่อนซักพัก เพื่อนก็พากลับมาหาแม่ เพราะร้องไห้กลัวผี แม่ปลอบได้ซักพัก ก็กลับไปเข้ากลุ่มวิ่งเล่นต่อ ส่วนธันธัน อารมณ์แปลกที่และเห็นพี่ๆวิ่งเล่น ก็ออกมาเดินไม่ยอมหลับยอมนอน สุดท้ายแต่ละบ้านต้องต้อนลูกๆ กลับเข้าเต้นท์นอนเพื่อจะได้เตรียมตื่นเช้าสำหรับกิจกรรมวันรุ่งขึ้น เมื่อเด็กหลับ พวกพ่อๆก็เริ่มปาร์ตี้กัน คุยเม้าท์กันตามประสาพ่อๆ อีแม่ไม่ไหวเหนื่อยจับลูกก็หลับกันไป นอนเต้นท์อากาศกำลังสบายไม่ร้อนไม่หนาว


ตื่นเช้ามา หนอนไหมในกล่องของหลายบ้านเริ่มกลายเป็นดัดแด้ รังไหมแล้ว เด็กๆดูกันอย่างตื่นเต้น  จากนั้น พอรู้ว่ามีที่เล่น เด็กๆก็พากันไปวิ่งเล่นฐานกิจกรรมภายในค่าย ปกติที่นี้จะมีกลุ่มลูกเสือมาจัดค่ายและทำกิจกรรมกัน เราพาธันธันกลับมากินข้าวก่อน ส่วนปะป๊าก็ยังดูฮั่นและเด็กๆ เล่นกันอยู่ กลับมาเล่าให้ฟังว่า ฮั่นอยากเล่นเดินทรงตัวบนสะพานสูง สูงมากจนไม่น่าเชื่อว่าลูกจะกล้า ฮั่นกลัวอยู่นาน แต่สุดท้ายก็ข้ามมาจนสุด ฮั่นดีใจมากที่ทำสำเร็จและเล่าให้เราฟังอย่างภาคภูมิใจ เสน่ห์ของการมาเที่ยวอย่างหนึ่งก็คือ เราได้เห็นลูกๆเติบโตและทำอะไรได้มากขึ้นกว่าที่กิจวัตรประจำวันอย่างคาดไม่ถึง ได้แต่ชื่นชมฮั่นและยิ้มอย่างมีความสุข



พอเสร็จก็กลับมาทำอาหารเช้าเอง มีวาฟเฟิล ไข่ครก ที่ทางค่ายเตรียมอุปกรณ์ และเครื่องทำไว้ให้ เด็กๆก็ได้ทำเองกินเองอย่างภูมิใจ ส่วนบ้านเราอาม่าจัดการให้เรียบร้อย กินอย่างเดียว กิจกรรมช่วงเช้า ทางค่ายสอนวิธีการทำสบู่รังไหม สกรีนกระเป๋า และทำสมูทตี้หม่อน
มองรังไหมที่อาม่ากะมามี้ทำ แล้วอยากกิน
อากุงช่วยทำสกรีนกระเป๋า


 พอทำเสร็จก็ต้องรอให้สบู่รังไหมแห้ง ทางค่ายก็พาพวกเราเดินไปดูฟักทองยักษ์ที่เอาไว้โชว์ในงานประจำปี เราก็เดินกันไป ธันธันงอแงไม่ยอมเดิน ต้องอุ้มทั้งไปและกลับ เรานี้แทบแย่เลย ขากลับหลับเลยให้พ่อมันอุ้มกลับแทน ฟักทองลูกโตมาก เด็กๆทำตามที่พี่ๆที่ค่ายขอไว้คือ ดูอย่างเดียว ห้ามจับหรือเข้าไปใกล้ แค่นี้ก็ตื่นเต้นสุดๆ 
อาม่ากะเจ๊เจ๊กับฟักทองยักษ์

 กลับมาเก็บสบู่รังไหม และแพ็คข้าวของแล้ว เตรียมออกเดินทางไปที่ฟาร์ม Jim ใหญ่ ที่ค่ายได้จัดอาหารกลางวันไว้ให้ที่หมู่บ้านอีสาน
มาถึงก็กินกันก่อนเลย เป็นบะหมี่หมูแดง ที่อร่อยมาก ที่ค่ายบอกว่า น้ำซุปหวานเพราะมีเคล็ดลับ คือใส่ใบหม่อนสับลงไปด้วย อร่อยจริงอะไรจริงนะเนี่ย กินอิ่มก็ไปเดินเที่ยวในหมู่บ้านอีสานที่เป็นสถานที่ถ่ายละครเรื่องคุณชายรัชชานนท์ เด็กๆวิ่งขึ้นบ้านนั้นลงบ้านนี้ เราขอร้องให้มีรูปหมู่กันซักหน่อย เพราะทริปเบิกบานบุรีก่อนหน้า เที่ยวเสร็จเพิ่งมาดูว่าไม่มีรูปหมู่กันเลย ได้ฤกษ์รวมพลได้แล้วก็ถ่ายรูปกันสักหน่อย ลิงน้อยธันธันไม่ได้ร่วมอยู่ในรูปเพราะสลบเมือดหลังกินข้าวเสร็จ เลยให้นอนเย็นๆในห้องอาหาร


เดินเที่ยวเล่น ถ่ายรูป ดูวิวกันเสร็จแล้ว ก็ถึงเวลาแยกย้ายกัน พี่ที่ค่ายพาแวะขับรถไปเด็ดมะเขือเทศตรงสวนก่อนออกจากฟาร์ม  พวกอาม่ามือโปร เด็ดกันมาได้คนละถุงสองถุง สนุกสนานได้ของฟรีก่อนกลับบ้าน บ้านเรากลับบ้านเลย อีกหลายบ้านไปเที่ยวกันต่อที่วังน้ำเขียวบ้าง เขาใหญ่บ้าง หรือแวะฟาร์มโชคชัยบ้างตามอัธยาศัย
มามี้กะฮั่นเก็บมาครับ

แวะไร่สุวรรณ


ทริปนี้ กิจกรรมแน่นมาก เด็กๆสนุกสนานได้ประสบการณ์ใหม่นอนเต้นท์ เผาไก่กินเอง ลงสวนเด็ดฟักทอง มะเขือเทศ แถมได้ทำกระเป๋าและสบู่รังไหม และมีหน้าที่ต้องดูแลหนอนไหมที่เป็นของฝากกับบ้านไป  พวกพ่อๆแม่ๆ คุยกันว่า สนุกนะแต่เหนื่อยจัง ทริปหน้าขอชิลๆ สบายๆ หน่อย ก็เลยนัดกันว่า ไปทะเลเล่นน้ำ กินๆๆนอนๆๆละกัน  เป็นที่มาของทริปอ่าวมะนาวนั้นเอง

วันจันทร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2557

ทริปห้องสามสาย ท่องทะเล ณ อ่าวมะนาว

ทริปห้องสามสาย ท่องทะเล ณ อ่าวมะนาว
ออกเดินทาง 14-16 ก.พ.

ตั้งแต่ฮั่นอยู่ ห้อง อ.1 พวกพ่อๆแม่ๆ ก็จะจัดไปเที่ยวกันมาตลอด แม้ว่าพอขึ้น อ.2 เราจะโดนแยกห้องกันไปเป็นสามห้อง กลายเป็นห้องสามสาย (อ.1/3 ปี 2555) (สามสายมาจาก ห้องสายธาร สายรุ้ง และสายหมอก) แต่ก็ยังรักกันเหนียวแน่น ว่างั้นเถอะ จากปีก่อนทริป Jim Thompson ที่เราจัด (ไว้จะมารีวิวให้ย้อนหลัง) แต่ละบ้านก็บ่นอยากจะไปเที่ยวทะเลกัน งานนี้แม่ออน-น้องปราง จัดให้ สรุปห้องสามสายก็ไปอ่าวมะนาวกัน รวมกันไปทั้งหมด ครอบครัว

ข้อมูลที่พักและสถานที่ท่องเที่ยวมาจากแม่ออนเลย รวมทั้งแม่ออนจัดโปรแกรมเที่ยวให้ จองที่พัก และร้านอาหาร ประสานงานเจ้าหน้าที่ทุกสิ่งอย่าง ทำให้พวกเรามีทริปสนุกๆ ขอขอบคุณและขอยกเครดิตให้แม่ออนครับ



สำหรับบันทึกเที่ยวกับลูกของทริปนี้ ในแต่ละวัน ก็มีดังนี้
วันศุกร์ 14 หลังจากขับรถมานาน ก็เข้ามาสู่เขตอ่าวมะนาวของกองบินที่ 5 ของแท้ก่อนถึงโรงแรมต้องผ่านลานบิน  ลิงน้อยนั่งรถมานาน เริ่มงอแงนิดหน่อย มีเล่นกันบน car seat จริงๆไม่ควร แต่ปล่อยให้เล่นแป๊บเดียวคลายเมื่อยเสร็จแล้วก็จับมานั่ง car seat เหมือนเดิม

เพราะมากันเลท ก่อนจะเช็คอิน ก็เลยไปนัดรวมพลกันก่อน ที่แรกก็คือ ศาลเจ้าพ่อเขาล้อมหมวก อยู่ภายในกองบิน และดูลิงค่างแว่น ลิงประจำถิ่น มาไหว้ศาลกันก่อน เด็กๆดูลิงกันอย่างสนใจ แต่ทำไมลูกชั้นดันเล่นแต่กับหุ่นกระต่ายอย่างสนุกสนานไม่เข้าใจ

มั่วแต่เล่นกระต่าย ลิงหนีขึ้นต้นไม้หมดแล้ว

ประวัติศาลเจ้าพ่อเขาล้อมหมวก - ตามตำนานที่เล่าขานสืบต่อกันมาตั้งแต่ครั้งบรรพกาล ท่านเป็นชาวจีนแผ่นดินใหญ่ เดินทางโดยเรือสำเภา มาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ในสมัยกรุงศรีอยุธยา   เมื่อมาถึง ณ แผ่นดินแห่งนี้ ท่านได้สร้างหลัก ปักฐานและสร้าง คุณงามความดีอย่างยิ่งยวดให้กับแผ่นดินและประชาชนจึงเป็นที่ เคารพนับถือของคนทั่วไปตราบสิ้นอายุขัย ได้ประมาณ 97 ปี  ด้วยพระบารมีแห่งความดีของท่าน ที่ได้สั่งสมไว้ครั้งยังมีชีวิตอยู่ ได้ส่งผลให้ดวงวิญญาณ สิงสถิตเป็นเทพมเหสักข์ ณ เขาล้อมหมวกแห่งนี้ ช่วยดลบันดาล ประทานพรความสุข ความเจริญ ให้สรรพสัตว์ ตราบชั่วนิรันดร์  ชาวกองทัพอากาศและขาวเมืองประจวบฯ เชื่อว่าเจ้าพ่อมีความศักดิ์สิทธิ์ และได้ปกป้องคุ้มครอง ชาวกองทัพอากาศและชาวเมืองประจวบฯ ตลอดจนผู้เคารพสักการะให้แคล้วคลาดปราศจาก ภัยพิบัติและวิกฤตการณ์แลวร้ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ใกล้ศาลเจ้าพ่อเขาล้อมหมวก จะมีทางเดินขึ้นพิชิตยอดเขาล้อมหมวก เพื่อสักการะรอยพระพุทธบาทจำลองซึ่งสร้างแต่สมัยรัชกาลที่4 ประดิษฐานบนยอดเขาล้อมหมวก
จากนั้น พวกเราก็กลับไปยังโรงแรมชื่อฟ้าชมคลื่น มีสองตึก ระหว่างตึกจะเป็นที่พักประเภททาว์นเฮ้าส์และบ้านพักสำหรับ 6-12 คนขึ้นไป  มีห้องหลายประเภทแล้วแต่ขนาดของครอบครัว ราคาย่อมเยาว์มาก วิธีการจองต้องโทรจองที่โรงแรมล่วงหน้าหนึ่งเดือน กรณีมาเป็นหมู่คณะก็ต้องทำเรื่องไปทางโรงแรมล่วงหน้าเช่นกัน รายละเอียดห้องพักและสิ่งอำนวยความสะดวกดูได้จาก  www.aomanao.com  ตึกใหม่จะมีห้อง pool villa เป็นห้องติดกับสระว่ายน้ำ อยู่ 4 ห้อง ถูกพวกเราจับจองกันหมด บ้านเราขอเป็นห้อง Deluxe อยู่ชั้นบนสุด ห้องกว้างขว้าง สะอาด วางเบาะเสริมสำหรับเด็กน้อยแล้วยังมีที่วิ่งเล่นอีก



แดดร่มลมเย็น เด็กน้อยไม่รอท่า ลงมาเล่นน้ำกันสนุกสนาน หาดทรายที่นี้สะอาดมาก ไม่ได้เห็นหาดอย่างนี้มานานมาก สามารถปล่อยเจ้าตัวเล็กเล่นทรายได้อย่างไม่กังวลว่าจะไปเจอขยะ หรือเศษแก้วใดๆ ลมทะเลพัดตัวก็ไม่เหนียว น่าแปลกจริงๆ
สระว่ายน้ำเป็นน้ำเกลือ แต่ตรงส่วนที่เป็นสระเล็กมีน้ำวนเหมือน Jacuzzi อันนี้เหมือนจะมี chlorine เด็กๆลงสระกันสิบกว่าชีวิต พ่อๆลงสระไปคุม ส่วนแม่ๆก็นั่งเม้าส์กันตามประสา คุยกันจิปะถา ไม่วายเริ่มคุยกันเรื่องจัดทริปต่อไป



เหนื่อยจากว่ายน้ำ ก็กระจัดกระจายกันไปหาข้าวเย็นกิน ช่วงที่เราไปกันเป็นหยุดยาวมาฆบูชา แม่ออนแนะนำให้โทรจองร้านอาหารก่อนเนิ่นๆ แต่ว่าก็ยังไม่รู้จะไปกินกันที่ไหนเลยไม่ได้จอง ส่วนใหญ่ย้อนออกไปนอกกองทัพกินร้านสเต็ก บ้างบ้านไปร้านอาหารทะเลตรงคลองวาฬ ร้านยอดนิยมที่มีคนไปกันก็คือ ร้านหลบมุม  ส่วนครอบครัวเราก็แยกไปถนนที่เงียบที่สุดเพื่อหาร้านที่ไม่มีคน ไปเจอโรงแรมวันวาน ที่มีร้านอาหารอยู่ อ้าวชื่อหลบมุมเหมือนกัน มีบ้านเราอยู่บ้านเดียว ยอดเยี่ยมมาก ธันธันสลบเหมือด ง่วงจัดนอนตลอด เราเลยได้กินข้าวอย่างสบายใจ อาหารรสชาติจัดจ้านมาก อร่อยเรียกเหงื่อจริงๆ สรุปว่าครัวที่ทำเป็นที่เดียวกับร้านสาขาที่คลองวาฬ พี่โหยวบอก มิน่าละเห็นคนขับจักรยานเอาอาหารมาส่งแล้วก็เทใส่จานมาเสิร์ฟให้ พอกินกันเสร็จเจ้าธันธันก็ตื่นมาพอดี ได้ป้อนข้าวก่อนกลับบ้านเรียบร้อยก็กลับไปโรงแรมนอน
คลองวาฬของแท้ ต้องเจอรูปปั้นปลาวาฬ

แกงส้มพริกสด อร่อยแสบ สุดยอดกินกันเหงื่อตก

เนื่องจากเป็นวันมาฆบูชา หลายบ้านไปแวะวัดคลองวาฬพาเด็กๆ ไปเวียนเทียน ส่วนภายในกองบินเองก็มีจัดงานเหมือนกัน แต่บ้านเราเคร่งศาสนามาก ไหว้พระจากบ้านรถตอนผ่านกลับโรงแรม เด็กน้อยหมดแรงนอนหลับสบาย อ้อ แนะนำแจ้งเพิ่มเตียงเสริมตั้งแต่ก่อนไป ราคาไม่แพงเป็นเบาะวางพื้นสำหรับเด็กน้อยที่ชอบนอนดิ้น ที่พักจะมีกระติกเก็บความร้อนให้ แต่ต้องมาเติมน้ำร้อนเองที่ชั้นหนึ่ง

วันเสาร์ที่15
ตอนเช้า ออกหาอาหารเช้ากัน ปกติถ้ามาช่วงธรรมดาโรงแรมจะมีคูปองเงินสดให้ไปซื้ออาหารที่ร้านอาหาร แต่ช่วงหยุดยาวจะไม่มี ปะป๊ากับอาม่าไปเดินตลาด ส่วนบ้านอื่นๆไปซื้อหมูกับข้าวเหนียว ที่ร้านต้มเลือดหมู บ้างบ้านตื่นมาเล่นน้ำแต่เช้า แต่คุณชายฮั่นบอกไม่อยากเล่น ง่วงนอน ปะป๊าเลยพาไปขี่จักรยานแทน



วันนี้เรามีโปรแกรมไปหว้ากอ ดูพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำหว้ากอ (ค่าเข้าชมสัตว์น้ำ เด็ก10บาท ผญ20บาท ผู้สูงอายุ 60ปีขึ้น เข้าฟรี) และมีโชว์ให้อาหารปลาในอุโมงค์เวลา11.00น)  หากไปกันเป็นหมู่คณะ แนะนำให้ทำหนังสือขอเจ้าหน้าที่พาคณะเยี่ยมชม รวมพลเดินดูกันไป แอร์เย็นๆ ธันธันก็หลับปุ๋ยบนรถ ฮั่นก็วิ่งเล่นดูปลากับเพื่อนๆ  





เด็กหลับให้ปลาดู

กลางวันไปทางร้านอาหารหว้ากอเจ๊สั้น ไม่ไกลจากพิพิธภัณฑ์ฯเท่าไร ช่วงบ่ายตกลงกันว่า free style ใครอยากเดินดูต่อในหว้ากอ ก็มีหอดูดาว มีสวนผีเสื้อ หรือจะกลับไปที่อ่าวมะนาวก็มีกิจกรรมให้เล่นมากมาย เช่น ขับรถ ATV  ยิ่งธนู ดูนกกระจอกเทศ ขี่ม้า และอีกมากมาย
บ้านเราขอขับรถวนดูบรรยากาศรอบๆ อากาศร้อนมาก เลยแวะแค่สวนหินในหว้ากอ เพราะมีไดโนเสาร์อยู่ในสวนหิน แล้วแวะหาร้านขายขนมหาของว่างกินเล่น


 ก่อนกลับที่พักพาเจ้าลิงธันธันไปนอน แต่ปรากฎว่าลิงไม่นอน เลยตามเฮียฮั่นลงมาเล่นกับเพื่อนข้างล่าง เล่นเครื่องบิน เล่นทราย แล้วธันธันก็ลงเล่นน้ำทะเลอย่างสนุกสนาน ส่วนฮั่นไปต้องห่วงเลย เล่นกับเพื่อนไม่ยอมเลิกกันเลยที่เดียว จนต้องลากกันขึ้นจากน้ำพร้อมๆกัน ถึงจะยอมเลิก
ธันธันกะชบา รุ่นเล็กสุดขอเล่นทะเลด้วยคน

เล่นกันเต็มสระ

มื้อเย็นวันนี้ เราจอง buffet ของร้านอาหารภายในที่พัก ฮั่นสลบเหมือดหลังจากเล่นน้ำไม่ได้ลงมากินเลยต้องเก็บอาหารขึ้นไปให้  หลายบ้านที่เด็กยังมีแรงอยู่ ก็ไปต่องานวัดตรงตัวเมืองนอกกองบิน มีตลาดคนเดินขายของคึกคักทีเดียว

อาทิตย์ที่16
จริงๆยังมีโปรแกรมเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ภายในอ่าวมะนาว แต่ยกเลิกไปเพราะดูท่าแล้วเด็กๆอยากจะเล่นน้ำมากกว่า เด็กๆเล่นน้ำกันเมามันส์มาก พ่อแม่ก็เม้าส์มอยกันไปดูลูกกันไป ก่อนจะจบทริปแยกย้ายกันกลับบ้าน  check out ไม่นาน เห็นทะเลแล้วอยากจะกลับมาอีก  บ้านบ้างที่แรงเหลือก็ไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ ต่อเขาช่องกระจก ดูลิงต่อ บ้านเรารีบกลับกลัวรถติดครับ
เห็นชายหาดสะอาดๆของอ่าวมะนาวแล้วอยากให้เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ให้ลูกให้หลานได้มาเที่ยว ทริปนี้เน้นสนุกสนาน พักผ่อนเล่นน้ำ ไม่เน้นกิจกรรมมากเท่าที่เคยไปกันมา ทริปหน้าของห้องสามสายจะเป็นยังไง เดือนพ.ค. นี้มีทริปก่อนเปิดเทอม ไปมาแล้วจะมาเล่าให้ฟังครับบบบบ