วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

พาลูกเล่นอย่างไรไม่ขัดการเรียนรู้ลูก

"เล่นอันนี้ดีกว่าตรงนี้มันยาก" "ปีนตรงนี้เตี้ยหน่อย" "เดี๋ยวแม่ดึงตัวหนูให้"

รู้มั้ยค่ะ บางครั้งความหวังดีของเรา อาจจะไปปิดโอกาสได้เล่นได้เรียนรู้จังหวะการเคลื่อนไหวของลูกค่ะ 


เด็กๆในวัยอนุบาลเป็นวัยกำลังพัฒนาด้านร่างกาย ใช้ฐานกายเป็นหลัก การได้เล่น ออกกำลังกาย หรือปีนป่ายบนเครื่องเล่นถือเป็นส่วนเสริมประสาทสัมผัสด้านการเคลื่อนไหวได้เป็นอย่างดี ที่หาไม่ได้ที่บ้าน เครื่องเล่นกลางแจ้งตามโรงเรียนส่วนใหญ่จะออกแบบมาให้เด็กได้ใช้ทักษะทางร่างกาย กล้ามเนื้อมัดใหญ่ และการวางแผนการเคลื่อนไหวว่าจะว่ามือ หรือเท้าอย่างไรให้ไม่ตก หรือปีนขึ้นไปได้อย่างปลอดภัย 


หากคุณพ่อคุณแม่ยังเป็นห่วงหรือกังวล ก็ควรสำรวจสถานที่เล่น และเครื่องเล่นว่าแข็งแรงดีมั้ย และเหมาะกับวัยของลูกเราหรือมั้ยเป็นอย่างแรกค่ะ ถ้าโอเคก็ควรปล่อยให้ลูกได้เล่นอย่างอิสระค่ะ


เมื่อคุณพ่อคุณแม่พยายามเข้าช่วยดึง จูงหรือลากเด็กในระหว่างเล่น ทำให้เด็กไม่ได้ลองคิดหรือทดลองว่าควรเคลื่อนที่อย่างไร ในการครั้งเล่นต่อไป เด็กๆอาจจะไม่มั่นใจ หรือพลาดได้ง่าย คุณพ่อคุณแม่ควรช่วยดูและเป็นกำลังใจอยู่ใกล้ๆอย่างใกล้ชิด และให้ความช่วยเหลือในเวลาที่ลูกทำไม่ได้จริงๆ หรือในช่วงที่อาจจะเกิดอันตรายกับลูกค่ะ วิธีนี้จะไม่ไปขัดจังหวะการเล่นของลูก และยังช่วยให้เด็กๆได้ทดลองร่างกายได้อย่างเต็มทีค่ะ


เมื่อเด็กๆทำได้ดีขึ้น ควรชี้ชวนให้ลูกลองเล่นที่ยาก หรือท้าทายขึ้นอีกขั้นค่ะ โดยคุณพ่อคุณแม่ต้องดูแลใกล้ชิดมากขึ้น ทำใจสบายอย่ากังวลนะคะ ลูกรับรู้ความรู้สึกเราได้ค่ะ เมื่อพ่อแม่เป็นใจ ลูกก็จะกล้าที่จะเล่นมากขึ้น เมื่อทำได้ ควรให้คำชม หากลูกไม่กล้าหรือทำไม่สำเร็จ ก็ให้กำลังใจไว้ลองใหม่ค่ะ


สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกที่ซุกซนมาก ไม่กลัวอะไรเลย เล่นลุยได้ทุกที ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กที่มีร่างกายแข็งแรงและมีทักษะการเคลื่อนไหวดี การดูแลควรจะเป็นอีกแบบค่ะ ลองให้ลูกได้เล่นอะไรที่ช้าลง ใช้แรงมากขึ้น อยู่ที่นิ่งๆมากขึ้น เช่น การโหนบาร์ หรือปีนเชือก ที่สามารถจำกัดวงการเล่นไม่โลดโผนมาก เด็กพวกนี้จะชอบเกมที่ท้าทายขึ้น คุณพ่อคุณแม่สามารถเพิ่มเงื่อนไขในการเล่น แต่ต้องอยู่ในพื้นฐานของความปลอดภัย และดูแลใกล้ชิดค่ะ


ลองทำดู ไม่ยากค่ะ


แม่จุ๊บ DIY4kid

วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

อธิษฐานสิจ๊ะ วัน Tanabata

วันที่ 7 เดือน 7 ของทุกปี เป็นวันฉลองวัน Tanabata หรือ เทศกาลแห่งดวงดาว Star Festival เป็นวันที่ Orihime หรือเจ้าหญิงทอผ้า และฮิโกะโบชิ หนุ่มเลี้ยงวัวจะได้มาเจอกันที่ทางช้างเผือกปีละครั้ง



แม้จะเป็นตำนานความรักโรแมนติกที่แสนเศร้า แต่เทศกาลจริงสนุกสนานมากมาย และยังเป็นวันแห่งคำอธิษฐาน เด็กๆจะรอคอยวันนี้ เพื่อจะได้เขียนขอพรที่เฝ้ารอ ซึ่งเชื่อกันว่า พรที่ขอในวัน Tanabata จะได้เป็นจริง ชาวญี่ปุ่นจะตกแต่งบ้านเรือนและสถานที่ต่างๆ อย่างสวยงาม ด้วยโคมไฟ ต้นไผ่ กระดาษและเครื่องตกแต่งบนต้นไผ่ ซึ่งก็มี 7 ประเภท มีความหมายต่อพรแต่ละประเภท




Tanzaku 「短冊」ซึ่งเป็นกระดาษยาวๆ หลากสี สำหรับขอพรเรื่องการเรียนและการงาน 
Kinchaku 「巾着」กระดาษรูปกระเป๋า สำหรับขอเรื่องการเงิน และกิจการรุ่งเรือง 
Kamigoromo 「紙衣」กระดาษรูปกิโมโน สำหรับขอให้ทอผ้าได้ผลดี ทำอะไรก็สำเร็จลุล่วง
Toami 「投網」 กระดาษรูปตาข่าย สำหรับขอพรเรื่องการเกษตรและประมง เก็บเกี่ยวผลผลิตดี
Orizuru 「折り鶴」กระดาษนกกระเรียน สำหรับขอเรื่องสุขภาพ อายุยืน 
Kuzukago 「くずかご」กระดาษรูปตาข่ายเก็บขยะ สำหรับขอให้บ้านเรือนสะอาด และเก็บเงินอยู่
Fukinagashi 「吹き流し」กระดาษตกแต่งแทนกระสวยทอผ้าของเจ้าหญิง Orihime 


เด็กๆ จะเขียนขอพร และแขวนประดับไว้ตามกิ่งไผ่  ทั้งกิ่งไผ่และของประดับ รวมถึงคำอธิษฐานจะถูกเผาในตอนเที่ยงคืนหรือไม่ก็วันรุ่งขึ้น เพื่อพรนั้นเป็นจริง


สำหรับพวกเราชาวไทย ลองชวนเด็กๆ ดูท้องฟ้ายามค่ำคืนของวันที่ 7 เดือน 7 จะมีดาวฤกษ์สุกสว่าง 2 ดวง คือ ดาว Vega ของเจ้าหญิงโอริฮิเมะ (เป็นดาวที่สดใสที่สุดในกลุ่มดาวพิณ) และดาว Altair ของฮิโกะโบชิ (เป็นดาวที่สดใสที่สุดในกลุ่มดาวนกอินทรี) โคจรข้ามทางช้างเผือกมาพบกัน  จะได้เจอกันจริงมั้ย 


แล้วอย่าลืมอธิษฐาน ขอพร นะคะ



Review หนังสือพ่อแม่ สะพานสายรุ้ง

รีวิวหนังสือพ่อแม่ สะพานสายรุ้ง
เสนอแนะแนวทางในการประคับประคองนำทางเด็กผ่านกระบวนการจุติตามทิศทางที่รูดอล์ฟ สไตเนอร์ ให้ไว้

รวบรวมโดย รัถยาคม สถาบันเพื่อการศึกษาแนววอลดอร์ฟและมนุษยปรัชญา

หนังสือที่รวบรวมบทความที่เกี่ยวข้องการดูแล เลี้ยงดู และพัฒนาเด็กตามแนวทางของโรงเรียนวอลดอร์ฟ เพื่อเผยแพร่ให้กับผู้ปกครองของเด็กๆที่โรงเรียนปัญโญทัย และผู้ที่สนใจแนวทางนี้ ได้เข้าใจถึงวิถีของวอลดอร์ฟซึ่งมีความแตกต่างและสวนทางกับกระแสสังคมหลักหลายเรื่องค่ะ 

หนังสือมีบทความสั้นๆนำเสนอแนวคิดและการปฏิบัติกับลูกในแนวทางที่เข้ากับธรรมชาติของเด็ก สิ่งที่พ่อแม่พยายามส่งเสริม หรือเลือกสรรค์อย่างดีให้ลูกได้ใช้ชีวิตประจำวัน การศึกษา เทคโนโลยี การเล่นกีฬา หรือแม้แต่อาหารการกิน อาจส่งผลกระทบหรือผลเสียกับตัวเด็กโดยไม่รู้ตัว 




หลายบทความสะท้อนสภาพสังคมและครอบครัวในปัจจุบันนี้ที่ภาพลักษณ์มาก่อน ชอบโชว์ชอบแชร์ เด็กๆซึมซับสิ่งต่างๆจากสื่อและสังคมรอบด้านโดยไม่รู้ตัว เด็กๆเห็นไอดอลนุ่งสั้น เต้นเด้งหน้าเด้งหลัง แต่งหน้าจัด พูดจาจีบปากจีบคอราวกับนางร้ายในละครทีวี ผู้ใหญ่เห็นก็ชื่นชมว่า เด็กเก่ง กล้าแสดงออก แต่มันใช่จริงหรือ เด็กควรถูกดูแลและให้ใช้ชีวิตอย่างเป็นเด็ก ไม่ใช่เวลาที่เด็ก ซึ่งมีวุฒิภาวะไม่พอมาแยกแยะอะไรควรไม่ควร จะรีบโตและใช้ชีวิตดราม่าเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากตัวผู้ใหญ่เป็นหลัก


แนะนำให้อ่านเรื่องเด็กกับเทคโนโลยี และทีวีมากๆ  เพราะมีอ้างอิงสถิติและการวิจัยว่า เด็กไม่ควรเข้าถึงหรือใช้เทคโนโลยีและดูทีวีมากเกิน มีแต่ข้อเสียมากกว่าข้อดีที่ผู้ใหญ่หลงคิดว่า จะช่วยให้ลูกฉลาดและเก่งขึ้น แต่กลับกัน เด็กๆไม่ได้พัฒนากระบวนการคิดฟ จินตนาการ หรือทักษะชีวิตด้านใดๆเพิ่มขึ้นเลย แถมยังถูกพาสื่อที่เข้าถึงง่ายมากผ่านอินเตอร์เน็ทหรือทีวี และข้อมูลที่ไม่ได้โดนคัดกรองอย่างเหมาะสม เช่น เกมสงครามฆ่ากัน ละครตบจูบ เป็นต้น ให้หลงไปกับวัตถุนิยมและกระแสสังคมของผู้ใหญ่  ซึ่งมีแนวโน้มที่จะปลูกผังความรุนแรงและเรื่องของเพศให้เด็กก่อนวัยอันควร

อีกหลายเรื่องที่น่าสนใจ เช่น หลักสูตรวอลดอร์ฟไม่ส่งเสริมให้เด็กเล็กการเขียนอ่าน เน้นศิลปะเป็นหลัก หรือให้เล่นกีฬาจริงจังตั้งแต่เล็กๆ ฯลฯ ทุกอย่างได้ถูกออกแบบและกลั่นกรองมาอย่างดีแล้วตามพื้นฐานและธรรมชาติของเด็กในแต่ละช่วงอายุ ให้ในสิ่งที่เหมาะกับภาวะของเด็กในเวลาที่เหมาะสม นอกจากนี้ วอลดอร์ฟให้ความสำคัญกับพัฒนาการทางภายในเด็ก (ด้านจิตใจ) ให้ตระหนักถึงความรับผิดชอบ และคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง เป็นทักษะชีวิตที่โรงเรียนกระแสหลักแทบจะไม่เห็นมีสอน 


อยากให้ลองหาอ่านกันดูค่ะ เปิดมุมมองของการเลี้ยงดูแลและการศึกษาแนวทางเลือก แม้คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้ตั้งใจให้ลูกเข้าโรงเรียนแนวนี้ ก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับลูกได้เกือบทุกอย่างค่ะ เมื่อพ่อแม่เปิดใจ และเข้าใจธรรมชาติลูกที่แท้จริง ก็ไม่ยากที่จะช่วยประคับประคองให้ลูกสามารถใช้ชีวิตและเรียนรู้ได้อย่างมั่นคงและมีความสุขค่ะ

วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2558

เล่นกับลูกง่ายๆ กับหัวหอม

ช่วงวันหยุดนี้ ลองชวนลูกมาคิดหาวิธีปอกเปลือกกับหั่นหัวหอมโดยไม่เสียน้ำตาดูนะคะ เผื่อเด็กๆจะมีไอเดียดีๆ คาดไม่ถึงค่ะ ลองมาดูทิปดีๆในการชวนลูกทำกิจกรรมให้เกิดความคิดสร้างสรรค์กันค่ะ


- อย่าด่วนสรุปว่า วิธีของลูกถูกหรือผิดนะคะ เวทีนี้เปิดเสรีสำหรับสร้างเด็กช่างคิด ช่างจินตนาการค่ะ ชวนลูกคิดว่าทำได้จริงหรือไม่ มีผลยังไง
- ถ้าลูกบอกวิธีแสนจะธรรมดา หรือวิธีปกติ คุณพ่อคุณแม่สามารถท้าทาย ให้ตัวเลือกที่แปลกๆ ตลกๆ ชวนลูกคิดว่าทำไงให้แหวกแนวดี เพิ่มสีสันในการพูดคุย
- ลงมือทำด้วยกัน ตกลงเรื่องความปลอดภัยในการใช้มีด การทดลองมีสำเร็จ มีผิดพลาดได้ค่ะ เตรียมหัวหอมไว้เยอะหน่อยละกัน
- สรุปผลที่ทำ ชมเชยลูกไม่ว่าจะถูกหรือผิด สร้างความภาคภูมิใจที่เขากล้าคิดกล้าทำ
-เด็กเล็กอาจจะช่วยเล็กน้อยไม่ต่อเนื่องจนจบ แต่พ่อแม่ต้องเป็นคนนำพา ชี้ชวนดู
ทำใจเรื่องเลอะเทอะนะคะ คุ้มค่าแน่นอนค่ะ
อาหารอร่อย เด็กสนุก ได้คิด ได้เรียนรู้ ด้วยหัวหอมหัวเดียว
You can "Do-t h I s-Yourself For your kids!!

วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2558

Tip กิจกรรมง่ายๆ น่ารักๆ จากเวป Japan เสริมสัมพันธ์ในครอบครัวผ่านกิจวัตรประจำวัน


Tip กิจกรรมง่ายๆ น่ารักๆ Japan เสริมสัมพันธ์ในครอบครัว ผ่านกิจวัตรประจำวัน 

ช่วงนี้ขยันอ่านเวบของญี่ปุ่น เห็นกิจกรรมที่น่ารักน่าสนใจของเวปประจำเมืองนารา เมืองดังที่มีกวางเยอะๆนะคะ สังเกตว่าทุกเมืองเขาจะจัดกิจกรรมและเผยแพร่ความรู้เพื่อกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวค่ะ อยากเอามาแชร์กันค่ะ

คุณพ่อคุณแม่สามารถลองเล่นกับลูกได้นะคะ
สำหรับเด็กเบบี้ ถึง 1 ปี

Inai Inai Ba ใส่เสื้อสนุก ไม่งอแง 
ตอนใส่เสื้อก็เล่นกันได้
 - ให้คุณพ่อคุณแม่เรียกชื่อน้องก่อนใส่เสื้อ
 - พูดกับลูกแบบสนุกๆ ลุ้นๆ ว่า "I Nai I Nai" หรือ "อยู่ไหน อยู่ไหน" หรือพูดคำสั้นๆ "ไหน ไหน"
 - พอเสื้อผ่านพ้นหน้าน้อง ก็ทัก "BA!!" หรือ ประมาณ "จ๊ะเอ๋"

กิจกรรมนี้ช่วยกระตุ้นน้อง ทั้งเรื่องการรับรู้ชื่อของตัวเอง การทำเสียงของคุณพ่อคุณแม่ช่วยเบียงเบนความสนใจน้องที่ไม่ชอบใส่เสื้อทางหัว เมื่อหัวพ้นเสื้อมาได้ ได้พบหน้าคุณพ่อคุณแม่ก็แฮปปี้มีความสุขค่ะ 



พ่อแม่ช่วยหนูคลานไว คลานสนุก
 กระตุ้นหนูเบาๆ ให้คลาน ด้วยการทำเสียงสัตว์ คุณพ่อคุณแม่สวมบทบาท ร้องเลียนแบบ "สิงโต" หรือ "ช้าง" เบบี้น้อยก็สนุกแล้วอยากคลานไปหาแล้วค่ะ

วัย 1-3 ปี

โคอะล่าปีนต้นไม้

อันนี้ชอบมากค่ะ สามารถทำตามรูปได้เลย ในขั้นที่ 1-4
คือเปลี่ยนจากขี่หลัง ให้น้องสวมวิญญาณหมีโคอะล่า ให้ใช้แรงตัวเองปีนมากอดคุณแม่ด้านหน้า
เมื่อมาได้สำเร็จ ก็จะได้รางวัลเป็นสวิงเสี่ยวๆ พร้อมทำเสียงมันส์ๆ ซักครั้งสองครั้งแล้วแต่กำลังคุณแม่ค่ะ

ถ้าเด็กโตมาหน่อยประมาณ 3-5 ปี ซึ่งข้อมือแข็งแรงดีแล้ว คุณแม่นับ 1-2-3 แล้วให้น้องดึงตัวเองขึ้นมา ออกแรงไหล่กับเข่า





วัย 2 ปีขึ้นไป

ขี่ม้าสูงๆ

เด็กวัยสองขวบเนี่ย เป็นวัยมันส์ค่ะ กล้ามเนื้อเริ่มแข็งแรง วิ่งได้กระโดดได้ อยากลอง อยากทำไปทุกอย่าง กล้าไปหมด ไม่ค่อยกลัว หรือกังวลเท่าไร สามารถใส่กิจกรรมที่ท้าทายเล็กๆน้อยๆได้แล้วค่ะ
- ให้คุณพ่อหรือคุณแม่ก้มตัวให้ต่ำๆที่สุดเพื่อให้น้องค่อยๆคลานขึ้นไปที่หลัง หากน้องยังกล้าๆกลัวๆ อาจจะให้คุณแม่ช่วยจับมือ หรือคอยระวังตกได้ค่ะ
- เมื่อน้องนั่งได้มั่นคงแล้ว คุณพ่อหรือคุณแม่ค่อยๆยืดตัวขึ้นอย่างช้า จนเป็นทางม้า
- ให้น้องค่อยๆยืนตรง ชูแขนสูง ร้อง"Banzai" หรือ "ไชโย" แสดงความเจ๋งที่ยืนบนม้าได้ค่ะ


กิจกรรมนี้ เด็กๆจะได้เรียนรู้การจัดระเบียบร่างกาย และวางแผนการเคลื่อนไหว เพื่อรักษาสมดุลบนแผ่นหลังที่ไม่เรียบได้ค่ะ นอกจากนี้ ยังได้มีความสุขที่ได้ขึ้นไปขี่หลังคุณพ่อ มันสะใจก็ตรงนี้แหละค่ะ

ข้อควรระวัง ควรทำกิจกรรมนี้บนเบาะค่ะ และไม่เหมาะกับคุณพ่อคุณแม่ที่มีปัญหาที่หลังหรือเข่านะคะ


วัย 3 ปีขึ้นไป

นวด นวด นวด

กิจกรรมนี้นอกจากได้ออกกำลังและเล่นแล้ว ยังได้ผ่อนคลายแบบสนุกๆฮาๆ ทั้งบ้านค่ะ


ลองไปเล่นกับลูกดูนะคะ

ที่มา http://www.kodomo.pref.nara.jp/athome/ikiiki/01.html#pageTop

วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2558

การเดินทางสู่ดินแดงแห่งความรู้สึกของตัวตน กับ Gil Alon

เมื่อชีวิตดำเนินไปตามกิจวัตรประจำวันตามปกติ เราได้ใช้ชีวิตตามหน้าที่และบทบาทที่ต้องเป็นโดยอัตโนมัติ เช่น จัดการลูกให้ตื่นไปโรงเรียน ทำธุระให้พ่อแม่ นำเสนองานเจ้านาย ตรวจเช็คงานลูกน้อง เอาลูกเข้านอน   ในแต่ละช่วงวัน เราใช้สมองคิด วางแผน ตัดสินใจ และลงมือทำสิ่งต่างๆตามหน้าที่รับผิดชอบ ด้วยเหตุและผล ตามสิ่งที่ควรจะเป็น ตามค่านิยม วัฒนธรรม และหลายครั้งทำตามความคิดและการตัดสินของผู้อื่นที่ไม่ใช่ตัวเราเอง จนบางครั้งอดคิดไม่ได้ว่า ตัวตนที่แท้จริงของเรามันหายไปไหน

ได้ข่าว creativity workshop - Into the moment: journey to innermost intuition   ของ Gil Alon ตั้งแต่ปลายปี2014 ตั้งใจว่าจะสมัครไป แต่พอเห็นว่าเรียนศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ซึ่งเป็นช่วงวันเด็ก และเป็นเวลาของครอบครัว จึงล้มเลิกความตั้งใจไป คงเป็นโชคดีของตัวเองที่ได้เจอกับพี่หลินในวันก่อนเริ่มเรียนเพียงหนึ่งวัน พี่หลินช่วยขอแฟนให้ แถมช่วยเรื่องลงทะเบียน สุดท้ายก็ได้สมัครเรียนเกือบคนสุดท้ายของคลาส (คนสุดท้ายเป็นคนwalk in มาวันเรียน)

มาเข้าเรียนก็ยังงงๆ สับสนอยู่เล็กน้อย กลับไปอ่านรายละเอียดคลาสที่ครูนาเขียนไปสองสามรอบก็ยังไม่ค่อยเคลียร์ ไม่เป็นไร ไปเรียนก็คงรู้เอง เพื่อนร่วมคลาสดูหลากหลายมาก ตั้งแต่เด็กน้อยวัย 18 หนุ่มๆสาวๆวัยทำงาน ผู้บริหารระดับสูง ครูบาอาจารย์ พ่อแม่ และอาม่าวัย 73  แอบคิดในใจถ้าเป็นคนสอนจะทำไงให้ทุกคนเรียนและเข้าใจไปได้พร้อมกันเนี่ย 

ช่วงเวลาอบรมทั้งสามวัน ครูGil ได้นำพาพวกเราซึ่งต่างเพศ ต่างวัย ต่างสายงาน กลับมาอยู่ในจุดที่ต้องร้องในใจดังๆว่า เฮ้อ ชั้นเคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน หรือไม่ก็ เฮ้อ ทำไมหัวมันว่างอย่างนั้น ไม่มีบทสรุปในแต่ละกิจกรรมที่ชี้นำสิ่งที่ครูอยากจะสื่อออกมา สิ่งที่ถูกถ่ายทอดใน workshopสู่นักเรียน คือ เพื่อให้แต่ละคนได้ experience กับความรู้สึก ลงลึกไปสู่ purityหรือ pure surface หรือจิตบริสุทธิ์ของตัวเรา ที่ครูพยายามให้เราได้สัมผัสว่ามันยังคงอยู่ในตัวเรา มิได้สูญหายไปไหน เพียงแต่มันคงถูกกดทับด้วยกล่องต่างๆในชีวิตเรา กล่องของสังคม กล่องของหน้าที่ กล่องของเพศ ภาษา และหลายสิ่งอย่างที่ปิดกั้นให้เราไม่ได้แสดงความรู้สึกนึกคิดจากก้นบึงของหัวใจ ไม่สามารถแสดงความ creativity และศักยภาพของเรา ได้อย่างไม่มีขีดจำกัด 

ครูGil บอกว่า หลายครั้งที่เรานึกไม่ออกว่าจะทำยังไง กลัวไม่กล้าทำ กลัวทำไม่ได้ ครูว่า มันเป็นเพียง opinion เท่านั้น ไม่ใช่ความรู้สึกจริงๆ เมื่อถามต่อว่าควรทำไงล่ะ ครูตอบด้วยคำสั้นๆง่ายว่า "just do it"  แอบคิดว่า พูดง่ายทำยากนะเนี่ย. แต่ช่วงสามวันในคลาส เรากลับได้ลงมือทำในสิ่งที่ยาก สิ่งที่น่าอาย สิ่งที่น่าตลก หรือสิ่งที่น่ากลัว 

เราสัมผัสประสบการณ์ทางความรู้สึกที่หลากหลายในทุกกิจกรรม ตั้งแต่วันแรก ครูGil ทำให้เราเปิดใจและรู้สึกถึงพื้นที่ปลอดภัยในคลาส ด้วยการกอดเพื่อนร่วมชั้นที่ละคน สำหรับตัวเอง ตอนแรกก็รู้สึกแปลกๆที่ต้องกอดคนที่ยังไม่เคยรู้จักกัน ครูกิลเกริ่นแต่แรกว่า ตอนแรกจะเขินๆแปลกๆ แต่เดียวก็จะชินไปเอง จริงด้วยนะ นอกจากได้ความอบอุ่นจากอ้อมกอดแล้ว ยังได้สัมผัสถึงความอุ่น ความปลอดภัย มันทำให้นึกถึงกอดอุ่นของแม่ รักของแม่ ปิดท้ายกิจกรรมกอดด้วยการทำ group hug เติมพลังก่อนเรียนอีกสองวันครึ่งที่เหลือ

ต้องขอยอมรับว่าเวลาทำกิจกรรมแรก เราแอบเผลอใช้ความคิด เหตุผล หาที่มา ที่ไปของกิจกรรม คิดว่า ทำแล้วได้อะไร เค้าจะต้องการสื่ออะไรกัน ฟุ้งซ่านมากมาย แต่พอเริ่มๆทำกิจกรรม หลายครั้งที่อยู่ๆหัวก็โล่งว่างไร้ความคิดฟุ้งๆไปโดยไม่มีเหตุผล ได้ลองถามครูในช่วงแชร์ประสบการณ์หลังกิจกรรมว่าวัตถุประสงค์คือเพื่ออะไร ครูบอกว่า ประสบการณ์ที่ได้เจอในกิจกรรมของแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน และนั้นคือคำตอบของแต่ละคน ลองลดการใช้ความคิด ซึ่งส่วนใหญ่จะมาพร้อมกล่องต่างๆ  ครูไม่ได้บอกให้ทำอะไรชัดเจน เพราะไม่ต้องการชี้นำให้ทำตาม ซึ่งไม่ต่างอะไรกับเอากล่องอีกกล่องมาใส่หัวเรา แต่กลับทำให้เราอยากลองลดความคิดลง ลองได้เดินทางเพื่อค้นหาความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองดู เจอบ้างไม่เจอบ้าง กิจกรรมถัดๆไปจริงเริ่มสนุกและเข้มข้นไปเรื่อยๆ อยากเล่าว่าทำอะไรไปบ้างจัง แต่คิดว่าจะกลายเป็นการ spoil ใครสนใจจะเล่าให้ส่วนตัวละกัน

วันสุดท้าย ครูพาพวกเราเข้าสู่อุโมงค์แห่งการกำเนิดใหม่ โดยให้ลองคิดว่าถ้าเกิดใหม่ได้ อยากจะเปลี่ยนแปลงอะไร คิดอยู่นาน สุดท้ายตกผลึกว่า ไม่อยากเปลี่ยนอะไรทั้งนั้น มีความสุขกับปัจจุบันมาก รู้สึกขอบคุณชีวิตที่ผ่านมา มันมีค่ามาก ได้ระลึกว่าครอบครัวและคนรอบข้างเราได้ช่วยเหลือ ค้ำชู และดูแลชีวิตเรามาตลอดเวลา หลายครั้งที่หลงลืมนึกถึงแต่เรื่องของครอบครัว เรื่องคนอื่นๆ ว่าเราทำเพื่อเค้า เลือกและตัดสินใจเพื่อครอบครัว แต่จริงๆลึกๆแล้ว เราทำเพื่อตัวเราเองเป็นส่วนใหญ่ ระหว่างการเดินทางผ่านอุโมงเพื่อกำเนิดใหม่ โดยการคลานแบบมองอะไรไม่เห็น เราได้รับสัมผัสแห่งความปรารถนาดี ได้มีคนฉุดให้คลานถูกทาง และยังได้รับพรดีๆตลอดทาง รู้สึกตื้นตันและรู้สึกผิดที่คิดเห็นแก่ตัวมาตลอด ตั้งใจว่ากลับไปจะหันกลับไปใส่ใจคนรอบข้างให้มากขึ้น 

ก่อนปิดคลาส ครูกิลชวนพวกเราแบ่งบันความรู้สึกและประสบการณ์ตลอดสามวัน หลายคนแชร์ความคิดเห็นและมุมมองต่อกิจกรรมที่น่าสนใจ หลายครั้งที่เราคิดไม่ถึง เป็นมุมมองที่เราหลงลืมไป ฟังแล้วคล้อยตามบ้างคิดต่างบ้าง หลายอันก็เมื่อย้อนคิด เออ มันจริง เราก็เกิดความรู้สึกคล้ายๆกัน แต่มันบรรยายออกมาไม่ออก การสะท้อนความคิดเห็นในวงช่วยเชื่อมโยงปะติดปะต่อเรื่องราวตลอด workshop เท่าที่เราจะพอจับได้ รู้สึกว่าใจมันเปิดกว้างขึ้น ครูกิลบอกว่า ที่เราคิดเหมือนกับเพื่อน รู้สึกสั่นไหวในเรื่องที่เพื่อนแชร์ นั่นก็เพราะเราทุกคน จริงแล้ว เหมือนกัน 

ได้กลับมาคิดต่อ ที่เราคิดอยากทำโน้นนี้เหมือนคนนั้นคนนี้ อิจฉาเค้าว่าทำไมเราทำไม่ได้ นั้นคงเป็นแค่ opinion คงต้องลงมือทำจริงซะแล้ว ยังจำคำ อาม่าวัย 73 ได้เลย อาม่าบอกว่า สามวันเร็วมาก ยังสนุกอยู่เลย ถ้าอาม่าทำได้ เราก็ต้องผ่านไปได้เน้อ อย่างหนึ่งที่ตั้งใจว่าต้องทำให้ได้ก็คือ จะเข้า workshop อย่างงี้ตอนวัยเจ็ดสิบ อยากเป็น เจ็ดสิบยังแจ๋ว 555

Workshop ของครูกิลมีแบบ 7 วันด้วย อยากแนะนำให้ทุกคนที่มีอยากพัฒนาตนเองจากด้านใน ให้ไปเรียนกันให้ได้นะคะ คลาสจะเล็ก และลงลึกในแต่ละคน เชื่อว่าต้องเข้มข้นแน่ๆ เพราะแค่สามวันก็ยังได้อะไรมามากมายกลับบ้านแบบไม่ต้อง lecture หรือไม่ต้องทบทวนสิ่งที่เรียนไป เพราะทุกอย่างที่ได้ในคลาสได้แปรเปลี่ยนเป็นประสบการณ์ที่สวยงาม และน่าจดจำที่เราได้กับมารู้ซึ้งและสัมผัสความงดงามของชีวิตค่ะ

Group Hug



ขอพลังจากครู big hug

เพื่อนกันตลอดไป

ใครสนใจกิจกรรมดีๆ สามารถติดตามได้จาก โรงเรียนพ่อแม่ลูก และเครือข่ายนะคะ


วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2557

รีวิวหนังสือพ่อแม่ ยอดคุณแม่แน่กว่าครู

ยอดคุณแม่แน่กว่าครู 
ผู้เขียน  Yin Jianli (หยิ่นเจี้ยนลี่) 
ผู้แปล   รำพรรณ รักศรีอักษร
สำนักพิมพ์ นานมี


คำนิยม
ตอบทุกคำถามของคุณพ่อคุณแม่เกี่ยวกับการเลี้ยงดูลูก พ่อแม่ที่มีแนวคิดการเลี้ยงลูกต่างกัน ส่งผลให้ชะตากรรมของลูกต่างกัน "ราวฟ้ากับดิน" 

การดูแลบ่มเพาะในครอบครัวที่มีคุณภาพเป็นก้าวย่างแรกแห่งความสำเร็จของลูกรัก 

ประวัติผู้เขียน
หยิ่นเจี้ยนลี่ เป็นคุณแม่และครูผู้มีประสบการณ์ เป็นผู้เชียวชาญด้านการอบรมเด็ก ได้รับการยอมรับอย่างมากในจีน ไต้หวัน และเกาหลี ปัจจุบัน ทำงานวิจัยและให้คำปรึกษาด้านการอบรมในครอบครัวและจิตวิทยาเด็ก


ความคิดเห็น
แม้เราจะเห็นเด็กจีนแสนเก่งและโดดเด่นมากๆในทุกด้านไม่ว่าจะเป็นกีฬา วิชาการ หรือดนตรี การแสดง ถ้าแข่งกันเวทีอาเซียน หรือระดับโลก เด็กจีนมักเป็นตัวเต็งเสมอ แต่ทราบมั้ยค่ะว่า ปัจจุบัน ลูกมังกรชาวจีนกว่า 20 ล้านคนกลายเป็นเด็กสมาธิสั้น พ่อแม่และเด็กๆอีกหลายครอบครัวนับไม่ถ้วนประสบปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัว ความเก่งและความสามารถต่างๆของเด็กแลกมากับหลายๆอย่างที่สร้างปมและความทุกข์ในชีวิตให้กับเด็ก จากความหวังดีของพ่อแม่ หนึ่งตัวอย่างที่ผู้เขียนยกขึ้นมา เป็นเด็กที่เป็นแชมป์ชนะการประกวดการแข่งขันเปียโนเยาวชนนานาชาติ ซึ่งมีพรสวรรค์และผลงานยอดเยี่ยมมาก ให้สัมภาษณ์ว่า เธอได้ดีเพราะโดนพ่อตบหน้า 400 ครั้งใน3 ปี ชีวิตของเด็กคนหนึ่งไม่ได้มีเพียงเพื่อแค่การแข่งขัน ลองคิดดูว่าเมื่อเด็กคนนี้โตขึ้นมากับความรุนแรงเมื่อเป็นผู้ใหญ่จะเป็นอย่างไร


ปัญหาต่างๆ ที่ผู้เขียนหยิบยกมานำเสนอในหนังสือ ก็เป็นปัญหา classic ของครอบครัวชาวเอเชีย ซึ่งไม่นานแปลกใจเลยว่าทำไมผู้เขียนถึงได้ดังมากในประเทศพี่ใหญ่ของเอเชีย อย่างจีน เกาหลีและไต้หวัน สำหรับเด็กไทยก็เช่นกัน ทั้งแนวความคิดในการเลี้ยงดูของพ่อแม่ ระบบการเรียนการสอน และครูชาวไทย ที่ยังยึดติดความคิดของผู้ใหญ่เป็นหลัก ไม่เข้าใจธรรมชาติของเด็กที่มีความแตกต่างกัน 

เวลาอ่านไป ก็ได้บรรยากาศเหมือนมีกำลังคุยกับเพื่อนคนจีนไปสมัยอยู่เมืองจีน เพื่อนสนิทที่มีลูกแล้ว เค้าบำรุงบำเรอลูกมาก ของทุกอย่างต้องเป็นของดีของนำเข้า อะไรที่เค้าบำรุงสมองลูก (แต่พิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ได้จริงเปล่าไม่รู้) แพงแค่ไหนก็ซื้อให้ลูกกิน ให้ลูกใช้ เคยดูรายการประกวดร้องเพลง เด็กหญิงคนหนึ่งเล่นดนตรีร้องเพลงเพราะมาก เด็กคนนี้ซ้อมเปียโนทั้งวันทั้งคืนหลังจากพ่อแม่ซึ่งเป็นกรรมกรใช้เงินเก็บเกือบทั้งชีวิตซื้อเปียโนให้ลูกเพราะลูกอยากได้ ยิ่งนโยบายลูกคนเดียว เด็กจีนเลยยิ่งกลายเป็นจุดศูนย์กลางของทั้งครอบครัว นอกจากความรักและความทุ่มเทที่เด็กได้แล้ว พ่อแม่ปู่ย่าตายายยังแถมความคาดหวังและความกดดันมาด้วยโดยไม่รู้ตัว ไม่ต่างอะไรกับเด็กไทยค่ะ มันยากสำหรับพ่อแม่ที่จะหยุดการคาดหวังและกำหนดบทบาทของลูก เพราะพ่อแม่เองถูกเลี้ยงดูมาด้วยวิธีเดียวกัน มันคงดีไม่น้อย ถ้าพ่อแม่ยุคใหม่ได้ศึกษาและเข้าใจแนวทางในการเลี้ยงลูกที่เน้นการปรับมุมมองและทัศนคติของพ่อแม่ แทนการไปเปลี่ยนลูกหรือปรับแต่งลูกให้เป็นเหมือนเรา หนังสือเล่มนี้เป็นอีกเล่มค่ะที่ช่วยคุณได้ไม่มากก็น้อยค่ะ 


แนวคิดที่ผู้เขียนนำเสนอส่วนใหญ่ได้อิทธิพลมาจากมอนเตสซอรี ประกอบกับประสบการณ์ส่วนตัวของเธอเองและลูกสาว และปัญหาของอีกหลายครอบครัวที่เข้ามาปรึกษา ปัญหาที่เกิดขึ้นที่โรงเรียน รวมไปถึงจากคนรอบข้างเด็ก  อย่างเรื่องเล็กๆที่ผู้ใหญ่เห็นว่า ไม่เห็นมีอะไร แต่สำหรับเด็กๆ อาจจะเป็นเรื่องใหญ่ที่ทำให้เค้าปั่นป่วนและทุกข์ใจได้ เช่น เพื่อนพ่อชอบพูดหลอกให้กลัว หรือครูศิลปะให้คะแนนผลงานเด็กต่ำเพราะระบายสีน้ำตามจินตนาการ ไม่เหมือนของจริง แบบน้ำต้องเป็นสีฟ้า ต้นไม้ต้องเป็นสีเขียว เป็นต้น 

ส่วนตัวชอบเรื่องสมาธิสั้นมากๆ อยากให้ทุกคนได้อ่านบทนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณพ่อคุณแม่ที่สงสัยว่าลูกเป็นสมาธิสั้น หรือที่ลูกถูกวินิจฉัยไปแล้วว่าเป็น ผู้เขียนยืนยันว่าการวินิจฉัยและทางแก้ปัญหาโดยการใช้ยาของหมออาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด เคยรับฟังจากเพื่อนผู้ปกครองด้วยกันว่า เดี๋ยวนี้ หมอชอบจ่ายยาให้เด็กเพื่อให้นิ่ง โดยที่ไม่ได้คิดจะช่วยเหลือในทางอื่นๆเลย  ปัญหาเด็กสมาธิสั้น ต้องย้อนกลับไปดูการเลี้ยงดูของพ่อแม่และสิ่งแวดล้อมรอบตัวลูกว่าเป็นอย่างไร พ่อแม่ต้องช่างสังเกตและให้เวลากับลูกเยอะขึ้น การฝากความหวังในการแก้ปัญหาของลูกไว้กับครูที่ต้องดูแลเด็กอีกนับสามสิบสี่สิบกว่าคนในห้องเรียนไม่ใช่สิ่งที่พ่อแม่แม้แต่จะคิดเลย  แต่จริงๆแล้วควรเป็นพ่อแม่เป็นหลัก ร่วมมือกับครูและผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแก้ปัญหาไปด้วยกัน



นอกจากฝากความหวังไว้กับโรงเรียนไม่ค่อยได้แล้ว จริงๆ ผู้เขียนเข้าใจและเคารพการทำงานของคุณครูและโรงเรียนนะคะ  โรงเรียนส่วนใหญ่เป็นแนววิชาการที่ครูยังเป็นใหญ่ในทุกเรื่อง ด้วยความเข้มข้นของการแข่งขันสูงมากเกือบจะทุกเรื่องในสังคมจีน ตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัย จนกระทั่งสมัครงาน ทำให้พ่อแม่มุ่งให้เด็กเรียนๆๆๆ เด็กจีนก็เรียนจริงๆนะ ว่างก็อยู่ห้องสมุดอ่านหนังสือ ผู้เขียนมองว่าเมื่อเปลี่ยนกระแสหลักไม่ได้ พ่อแม่ก็ควรเป็นหลักให้ลูก รับฟังและช่วยประคับประคองลูกเพื่อให้เกิดความสุขในการเรียนที่โรงเรียน การบ้านเป็นปัญหาสุดยอดฮิตเลย ชอบไอเดียที่ผู้เขียนเลือกที่จะช่วยลูกทำการบ้านในส่วนที่คิดว่าไม่ได้สร้างประโยชน์ให้ลูก อย่างเช่นช่วยคัดคำศัพท์ที่ลูกจำได้แล้ว เพื่อให้ลูกมีเวลาไปทำอย่างอื่นๆ ทั้งนี้ ผู้เขียนได้เขียนข้อดีและข้อเสียของวิธีนี้ไว้ด้วย เพราะที่ผู้เขียนทำแล้วเกิดผลดีเนื่องจากผู้เขียนใกล้ชิดลูกมาก ทำให้เข้าใจธรรมชาติของลูก จึงสามารถตกลงกับลูกในการช่วยเหลือเรื่องนั้นๆได้ขอกจากนี้ ผู้เขียนจะช่วยเฉพาะสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ของลูกจริงๆ จึงมิใช่การทำเพื่อเข้าข้างลูกจนเกินไป

ความคิดเรื่องการให้การบ้าน หรืองานสำหรับเด็กทำตามความสามารถของเด็กนั้น พบได้ตามโรงเรียนแนวทางเลือก และโฮมสคูล ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับพ่อแม่ในเมืองไทย โดยเฉพาะในกรุงเทพ สำหรับแนวการศึกษาทางเลือกในจีนยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก เท่าที่ทราบโรงเรียนแนววอล์ฟดอลเริ่มมีที่แรกที่ Chengdu ในปี 2004 เพราะต้านกระแสการแข่งขันทางสังคมไม่ค่อยได้ ปัจจุบันกำลังเริ่มมีคนสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ได้ยินว่ากำลังเริ่มมีเปิดในปักกิ่ง 

ผู้เขียนยังช่วยไขข้อข้องใจและแนวทางปฏิบัติตัวของพ่อแม่ในปัญหาต่างๆ เช่น ทำไมลูกชอบแกล้ง ทำไมลูกชอบโกหก ทำไมเด็กตั้งใจเรียนแต่ผลสอบไม่ดี ทำไมลูกไม่ชอบแก้ไขปัญหา ทำไมเด็กไม่สนใจเรียน ทำอย่างไรเมื่อลูกถูกแกล้ง ทำอย่างไรเมื่อลูกติดเกม ฯลฯ รู้มั้ยค่ะ ว่าทุกอย่างมาจากพ่อแม่หมดเลยค่ะ ยอดคุณพ่อคุณแม่เท่านั้นที่จะช่วยลูกได้

ยังอีกหลายเรื่องน่าสนใจที่ยอดคุณแม่ควรจะพึ่งสังวรณ์ไว้ ส่วนตัวเอง อ่านแล้วก็อึ้งเหมือนกันเมื่อย้อนดูตัวเอง เช่น เรื่องการสนับสนุนให้ลูกอ่านหนังสือ ผู้เขียนยกตัวอย่างครอบครัวหนึ่งซึ่งคุณแม่อ่านหนังสือให้ลูกฟังเป็นประจำ แต่ดันเลือกแต่เรื่องที่ตัวเองสนใจโดยไม่ได้ดูความชอบของลูก กลายเป็นการสร้างนิสัยการเกลียดการอ่านของเด็กไปโดยไม่รู้ตัว มารู้อีกที หนังสือชุดราคาแพงที่แม่ซื้อมาก็ถูกคุณลูกตีตราว่า เกลียด และไม่สนใจการอ่านไปเลย  แหม ช่างตรงกับชึวิตตอนนี้พอดี เพิ่งซื้อโต๊ะโตะและโต๊ะโตะจังทั้งหลาย เล่มใหม่สุดในชุดนี้มาอ่านให้ฮั่นฟัง อ่านไปสามสี่ตอน ฮั่นขอไม่ไปต่อ บอกว่าน่ากลัว ด้วยเนื้อหาส่วนใหญ่เป็นเรื่องเล่าของคุณคุโรยานากิในช่วงที่เป็นฑูตยูนิเซฟ เดินทางไปแอฟริกา อินเดีย และประเทศต่างๆที่เด็กๆมีปัญหาด้านขาดแคลนน้ำ อาหารและยา ชีวิตเด็กน่าสงสารจริงๆ จนฮั่นเริ่มกลัว เราหยุดการอ่านเท่าที่ลูกบอก เปลี่ยนเป็นหนังสือสนุกๆที่ฮั่นเลือกมาให้อ่านอย่างโดราเอมอนแทน เพื่อให้ฮั่นมีความทรงจำดีๆกับโต๊ะโตะจังสองเล่มแรกแทนละกัน แหมเกือบทำลูกเอียนการอ่านไปแล้ว

สิ่งสำคัญที่ได้จากหนังสือเล่มนี้ก็คือ ไม่ว่าคุณจะเป็นพ่อแม่ประเทศไหน ยุคสมัยใด คุณคือคนที่สอนและเลี้ยงดูลูกเป็นคนดีและเก่งได้ดีที่สุด หากแต่วิธีในการเข้าหาลูกต้องปรับให้เข้ากับลูก เข้ากับธรรมชาติของลูกตามวัย ตามนิสัยใจคอของเด็ก ทำเป็นตัวอย่าง มิใช่ยัดเยียดความคิดของ "ผู้ใหญ่" เป็นหลัก มีคนกล่าวไว้ว่า กาลเวลาผ่านไปเท่าไร เด็กก็ยังคงเป็นเด็กเหมือนเดิม แต่สังคมที่เปลี่ยนไป เกิดจาก ที่ผู้ใหญ่เปลี่ยนแปลง

ระดับความน่ามีครอบครอง
คิดไปคิดมา นอกจากพ่อแม่ที่ควรอ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว คงดีไม่น้อยที่คุณครูในเมืองไทยทุกคนได้อ่านหนังสือเล่มนี้ และหนังสือที่ให้ความรู้ในการดูแลเด็กในแนวนี้จริงๆ


ข้อมูลหนังสืออื่นๆ
สารบัญ
บทที่ 1 แม่ยิ่งใหญ่กว่าครู 
- เรื่องที่ 1 หน้าที่อันยิ่งใหญ่ของแม่ 
- เรื่องที่ 2 เด็กทุกคนมีของชอบของตน 
- เรื่องที่ 3 เรื่องเล็กก็คือเรื่องใหญ่ 

บทที่ 2 ความสำเร็จของลูกอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงของพ่อแม่ 
- เรื่องที่ 1 อยากให้ลูกเปลี่ยนแปลง พ่อแม่ต้องเปลี่ยนแปลงก่อน 
- เรื่องที่ 2 การอบรมมโนธรรม 

บทที่ 3 ทัศนคติที่พ่อแม่ควรยึดถือ 
- เรื่องที่ 1 ให้เด็กกล้าพูดความคิดของตัวเอง 
- เรื่องที่ 2 ฝึกนิสัยรักการเรียน 

บทที่ 4 สนุกกับการอ่านชีวิตมีสีสัน 
- เรื่องที่ 1 เด็กที่ได้รับพรจากคฑาวิเศษจะฉลาดและมีความสุข 
- เรื่องที่ 2 ทางลัดในการเขียนให้เก่ง