วันพุธที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2557

ทริปสุพรรณหรรษา อุทยานมังกรสวรรค์-พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร-บึงฉวาก-บ้านควาย

ทริปสุพรรณหรรษา  อุทยานมังกรสวรรค์-พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร-บึงฉวาก-บ้านควาย

11-12 มกราคม 2014 ออกเดินทาง

ช่วงปลายปี 2556 ต่อฉลองปีใหม่ 57 ปะป๊ากับเฮียฮั่นป่วยเข้าโรงพยาบาล ปะป๊าเป็นไข้เลือดออกตอนพักนานหน่อย เลยต้องเลื่อนทริปออกไปอีกสองสัปดาห์ พอทุกคนพร้อมหายดี แถมธันธันก็โตพอจะพาเที่ยวแล้ว เลยได้ฤกษ์ไปเที่ยวรับวันเด็ก พร้อมฉลองปีใหม่ย้อนหลังกัน  ที่แรกที่เราแวะไปก็คือ



อุทยานมังกรสวรรค์ และพิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร
วนนรถหามังกรตัวโตตามรูปอยู่นาน ที่ไหนได้ก็อยู่ในบริเวณเดียวกันกับศาลเจ้าพ่อหลักเมือง เคยมาสมัยเมื่อตอนเด็กๆ ตอนนี้พาลูกมาเที่ยว เปลี่ยนแปลงไปมากเลย ศาลเจ้ายังคงอยู่ที่เดิม แต่มีการจัดสรรพื้นที่ใหม่ ให้ในบริเวณมีหมู่บ้านมังกรสวรรค์ พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร รวมเรียกเป็นอุทยานมังกรสวรรค์
จากที่จอดรถ เราก็ต้องเดินผ่าน หมู่บ้านมังกรสวรรค์ เป็น walking street ที่ให้บรรยากาศหมู่บ้านจีนโบราณ โดยจำลอง "เมืองลีเจียง" ซึ่งเป็นเมืองเก่าแก่โบราณอายุนับพันปีมาไว้ให้เดิน มีโรงเตี้ยมขายอาหาร มีโรงหนัง และร้านขายของ ที่เด็ดมากและเด็กๆชอบ ก็คือ 7-11 ฮั่นกับเลี่ยงเลี่ยงวิ่งมาบอกว่า มี 7-11 เมืองจีนด้วย โดนดักให้ซื้อโน้นนี้ตั้งแต่เริ่มทริปเลยทีเดียว

จากหมู่บ้านมังกรสวรรค์ จะเจอศาลเจ้าพ่อหลักเมือง และอาคารมังกรยักษ์ตั้งเด่นเป็นตะหง่า อาม่ารีบเดินไปไหว้พระที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง พาเด็กๆวิ่งตามเข้าไปไหว้ด้วย



พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร เป็นอาคารรูปมังกรยักษ์ เรามากันแต่เช้า เลยได้เข้าไปดูเป็นกลุ่มแรก ด้วยเพราะราคาตั๋วที่ค่อนข้างสูง เลยไม่ค่อยมีคนเข้าไปเท่าไร กลุ่มเราจึงมีแต่ครอบครัวเราเท่านั้น ดู VIP มาก ภายในเย็นสบาย สะอาดสะอ้าน ทุกคนต้องส่วนถุงพลาสติกคลุมรองเท้า รักษาความสะอาดอย่างดี มีห้องแสดงประวัติความเป็นมาของชาติจีน ตั้งแต่กำเนิดโลก ราชวงศ์ต่างๆของจีน จนกระทั่งจีนในปัจจุบัน มีการใช้ multimedia แสงสี ได้สุดยอดมาก คิดถึงเวลาไปพิพิธภัณฑ์ที่เมืองนอกได้เลย

ห้องแรกเป็นเรื่องการกำเนิดโลกตามตำนานจีน เสียงดังมาก ฮั่นกลัวจนร้องไห้เลย แต่ธันธันดูงงกอดอาม่าแน่น แต่พอเริ่มสว่างและเสียงเบาลง ฮั่นก็โอเค แล้วสนใจเรื่องการกำเนิดโลก ออกมายังจดจำเรื่องได้อย่างดีเลย แต่ละห้องก็มีจุดเด่นน่าสนใจแตกต่างกันไป ทำให้เราและเด็กๆ ได้รู้อย่างไม่น่าเบื่อ ส่วนพวกอากุงอาม่าก็จะเริ่มระลึกเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ในแต่ละช่วง และก็เล่าเรื่องเพิ่มเติมโน้นนี้ให้เด็กๆ ฟัง นอกจากนี้ ภายในยังจำลองสถานที่หรือจุดเด่นของแต่ละยุคมาไว้ให้ได้เก็บภาพเป็นที่ระลึก แบบไม่ต้องไปเมืองจีนก็ได้มีรูปถ่ายได้
ปิดท้ายด้วยห้องที่รวบรวมสกุลแซ่ทั้งหมดในเมืองไทย อากุงอาม่าก็หากันใหญ่แซ่ฉันอยู่ไหนนะ และมีมุมที่บอกที่มาของการสร้างพิพิธภัณฑ์และ model จำลองอาคารแบบเปิดหลังคาให้ดูว่าแต่ละห้องถูกออกแบบและจัดสรรยังไงให้ลงไปอยู่ในลำตัวมังกรได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ ฮั่นชอบมาก ส่วนธัน ไม่ต้องพูดเลย เดินไม่หยุด ตื่นเต้นมากมาย จนไม่รู้ว่าจะเอารถเข็นมาทำไม
เป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่ดีมาก ชอบมาก กะว่าถ้ามีญาติหรือเพื่อนต่างชาติจะพาไปชมหน่อย

จำลองฟันของมังกรด้านนอกเท่าของจริง


Model จำลองอาคารแบบแนวขว้าง เด็กๆชอบมาก

ตุ้งแช่

เดินเสร็จ ตอนแรกกะจะไปแวะกินที่สามชุก แต่เปลี่ยนแผนกินกันง่ายตรงหมู่บ้านมังกรสวรรค์ละกัน เดินดูหลายร้าน มาจบที่ก๋วยจั๊บ อร่อยและไม่แพง ปิดท้ายด้วยไอศครีม ตามภาษาอากุงอาม่าเอาใจหลาน อิ่มท้องแล้วก็ออกเดินทางต่อ

เป้าหมายต่อไปคือ บึงฉวากรีสอร์ท (บ้านต้นไม้) 


พอเข้าเขตบึงฉวาก รถก็ติดมาก ติดยาวออกมาเลย เพราะเป็นวันเสาร์ แถมเป็นวันเด็กอีก ระหว่างที่กระดิ๊บๆไปเรื่อยๆ ก็เห็นชาวสุพรรณ ทั้งครอบครัวเล็ก ครอบครัวใหญ่ หรือคู่รัก พากันมานั่งปิคนิครอบบึงฉวาก เป็น life style ที่น่ารักและเรียบง่ายจริงๆ กระดิ๊บมาจนถึงบ้านต้นไม้ เด็กๆก็กรี๊ดๆเล่นสนุกอยู่ที่สนามเด็กเล่นระหว่างรอเช็คอิน พอเสร็จ พ่อแม่ก็แบกของขึ้นรถกอล์ฟ (ภายในรีสอร์ต ไม่มีถนนให้เอารถเข้าไป ต้องใช้รถของรีสอร์ต) เด็กน้อยก็กรี๊ดกร๊าดตื่นตาตื่นใจ เห็นบ้านต้นไม้แฝดริมบึงฉวาก วางข้าวของเสร็จ ก็ออกไปเที่ยวตามจุดต่างๆของบึงฉวากกัน

สวนสัตว์ในวันเด็ก เปิดให้เด็กน้อยเข้าฟรี แถมมีไอติมแท่งแจกด้วย คนมากกันเต็มไปหมด กินไอติมเสร็จก็ออกเดินดูสัตว์กัน เริ่มปีกแรกเป็นสวนเสือ สิงโต เสือขาว เสือดำ เสือดาว ทุกชนิดเลย มีให้อาหารเสือและสิงโต 20 บาทด้วย ธันธันเริ่มร้อนและง่วง จับลงรถเข็นดูสัตว์กันไป


เสือดูอ้วนพีอยู่สบายดีกันทุกตัว


เราเดินดูเกือบทั่วเลย ไม่ได้ไปเกาะกระต่ายเท่านั้นเอง อาม่าบอกจะดูธันธันให้ในอาคารแสดงสัตว์ติดแอร์ที่ติดกับกรงนกยักษ์ จากนั้นก็เดินกันต่อไปดูพวกนก ลิง หมี ม้าลาย และยีราฟ ซึ่งอยู่เรียงกันไปตลอดแนวบึงฉวาก เป็นสวนสัตว์ที่ดูแลสัตว์และสถานที่ได้ดีมาก สะอาด มี playground ให้เด็กเล่น หน้าตาดูดีกว่าที่กรุงเทพเยอะเลย ฮั่นเล่นจนไม่อยากไปดูสัตว์ต่อ กว่าจะโน้มน้าวให้เดินไปจนสุดที่ยีราฟ เด็กๆให้ถั่วฝักยาวกัน แล้วตัวแสบก็ทำรองเท้าตกลงไปในกรงยีราฟข้างหนึ่ง จนต้องไปขอให้พนักงานช่วยเอาขึ้นมาให้หน่อย ไม่งั้นฮั่นคงให้แม่มันอุ้มกลับแน่ๆ  พอจบก็เดินกลับมาตรงอาคารติดแอร์ ธันงอแงจนหลับไปแล้ว ได้เวลากลับที่พัก หมดแรงกันเป็นแถวๆ
ขอขี่สักนิด




เติมพลังที่ร้านอาหารของรีสอร์ท น้ำพริกอร่อยมาก มีเมนูปลาแม่น้ำ และผักท้องถิ่นด้วย อากาศช่วงนี้เย็นสบาย เข้าห้องพักก็อยากจะสลบ แต่ธันธันตื่นเต้นสถานที่ใหม่ เดินสำรวจในห้องไม่หยุด กว่าจะนอนได้ ห้องพักอาจจะเก่าเล็กน้อย แต่เครื่องอำนวยความสะดวกก็มีครบค่ะ ทั้งชักโครก สายฉีด น้ำอุ่น


เช้า ธันธันมาปลุกแต่เช้ามืด อากาศดีมาก ตื่นมาเห็นบ้านข้างๆมานั่งตกปลา พวกเราเอาขนมปังลองโยนไปตั้งแต่เมื่อวาน ยังไม่มีปลามากินเลย ก็เลยสงสัยว่าปลาไปไหนกันหมด บรรยากาศดี สูดอากาศบริสุทธิได้อย่างเต็มปอดเลย

ตัวแสบตื่นมาทำไมแต่เช้าเนี่ย

หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จ เราก็ออกเดินทางไปเที่ยวต่อ รอบบึงฉวาก
ที่แรกคือ อุทยานพืชผักพื้นบ้าน เพราะกลัวว่าแดดจะร้อนเลยไปก่อน เข้าชมฟรีค่ะ มีพันธุ์พืชมากมาย จัดสวนสวย พ่อลูกไปเช่าจักรยานมาขี่เล่น เจอจุดแรก มังกรพ่นน้ำ นี้ก็เล่นไปหลายรอบเลย สวนสวยแถมมีผักขายถูกๆ ก่อนออกจากสวน ถูกใจอาม่า



ต่อไป คือ สถานแสดงพันธุสัตว์น้ำ และบ่อจระเข้น้ำจืด อยู่ในบริเวณเดียวกัน แถมมีที่นวดไทยแผนโบราณอยู่ตรงที่จอดรถ เป็นอีกหนึ่งจุดท่องเที่ยว แหม อยากจะขอนอนนวดแล้วปล่อยให้พ่อ อากุงอาม่าพาเด็กไปเดินกันเองได้มั้ย หึหึ  อาคารแสดงปลามีอยู่สามอาคาร อาคารที่สามเสียเงินเพิ่ม มีโชว์การให้อาหารปลาในตู้ปลายักษ์ ปลาสวยดีค่ะ ไม่เยอะแต่ก็ไม่น้อย เดินดูกำลังพอดี  ดูจบก็ไปดูบ่อจระเข้ มีโชว์จระเข้ด้วย มาจุดนี้ธันธันก็สลบเหมือดคารถเข็น  ที่แสดงจระเข้เป็นบ่อเล็กๆ มีจระเข้อยู่ตัวเดียวเพราะไปกัดเพื่อนร่วมแสดงจนบาดเจ็บหมด ครูฝึกจระเข้ แสดงเก่งมาก entertain ได้สุดยอด ดูเพลินเลย พอดูเสร็จก็รีบออก ไม่ได้เข้าไปตรงอาคารสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำหลังที่ 3 (สวรรค์แห่งโลกใต้ทะเล) อยากดูฉลามมาก แต่อากุงอาม่าอยากไปชอปปิ้งมากกว่า เซ็ง








กลับจากดูปลา ก็ไปเก็บข้าวของ และ check out จากรีสอร์ท เด็กๆบ่นว่ายังเล่น playground ไม่มันส์เลย อยากขี่จักรยาน บลาบลาๆๆ เออ..ไว้คราวหน้าพามาใหม่นะลูก ต้องพาอากุงอาม่าไปสามชุก ช็อป ชิมแล้ว ได้ไปกินบะหมี่หมูแดงเกี๊ยวน้ำ และได้สาลี่ฝากติดไม้ติดมือกลับบ้านตามธรรมเนียม

ก่อนกลับกรุงเทพ เราแวะหมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย หรือชื่อเล่น บ้านควาย  แดดร้อนได้ใจเลย คุณลูกชายไม่ค่อยสนใจควายเท่าไร สนใจเกวียนและรถแทรกเตอร์เก็บขี้ควายมากกว่า ได้นั่งดูการแสดงควายยิ้มแป๊บเดียวก็ต้องกลับบ้าน เพราะเกรงใจอากุงอาม่าที่ดูเหมือนอยากรีบกลับบ้านเร็วๆ






เมืองสุพรรณยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกเยอะเลยที่น่าไป เหมาะสำหรับครอบครัวมากๆ คงได้จัดทริปมาซ้ำอีกแน่ๆ เป็นจังหวัดที่น่าอยู่ น่าเที่ยว ของกินอร่อย เดินทางสะดวก ถนนและเกาะกลางถนนสวยขนาดในกรุงเทพอายจริงๆ

รายละเอียดสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองสุพรรณบุรี บึงฉวาก ดูได้จากลิงค์นี้ค่ะ
http://www.suphan.biz<http://www.suphan.biz/bungchawak.htm>
เขียน 2/4/2014

วันอังคารที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2557

รีวิวหนังสือ: คำถามวิเศษ เปิดประตูใจเด็กและพ่อแม่

คำถามวิเศษ เปิดประตูใจเด็กและพ่อแม่

ข้อมูลหนังสือ
ผู้เขียน       Mihiro Matsuda, Masato Homma
ผู้แปล        ธิดารัตน์ ซาโต้
จำนวนหน้า 176 หน้า
สำนักพิมพ์ : สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น)  สสท.



คำชวนอ่าน (ปกหน้า)
34 คำถามเพื่อให้พ่อแม่ได้ทบทวนตนเอง
อันจะนำไปสู่ความสุขและความก้าวหน้าของลูก
เพราะเด็กทุกคนมีความ พิเศษ
คงน่าเสียดาย หากการสื่อสารและวิธีปฏิบัติของผู้ใหญ่บดบังแวว” ตาอันสดใส
และ แวว” ความสามารถของเด็กไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

รูปแบบการนำเสนอ
ในเนื้อหามีไฮไลท์คำถามและข้อความสำคัญให้ดูชัดเจน เหมือนเวลาเราอ่าน Textbook ไปแล้วต้องใช้ไฮไลท์ขีดที่ต้องการเน้นคำ ทำให้เวลาอ่านสามารถจับใจความได้เร็ว เหมาะสำหรับคนที่ชอบอ่านหนังสือแบบแสกนแบบรวดเร็ว แถมยังช่วยให้จำได้ดี หาง่ายเวลาอ่านซ้ำ  มีการ์ตูนและไอคอนน่ารักๆ คั่นตามบท พร้อมมีผลลัพท์สำคัญที่จะได้จากการสื่อสารกับลูกตามประเภทของคำถามในบทนั้นๆ นอกจากนี้ หนังสือยังพิมพ์ด้วยกระดาษถนอมสายตา (Green Read) ด้วย


ความเห็นส่วนตัว
หยิบมาอ่านเพราะช่วงหลังรู้สึกว่าการสนทนากับฮั่นมันไม่ค่อยsmooth เท่าไร คุยไปแล้วเกิดความเงียบหงั่น ฮั่นไม่ตอบบ้าง งอนหรือโกรธบ้าง หรือไม่ก็ไม่ยอมคุยไปดื้อๆ เลยต้องหาตัวช่วย เมื่ออ่านไปก็พบว่า เราก็มีใช้คำถามวิเศษอยู่หลายอันเหมือนกันจาก 34 คำถามที่ผู้แต่งนำเสนอ ด้วยวัตถุประสงค์ที่จะใช้การพูดคุยกับลูก เพื่อเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการของเด็ก เพื่อช่วยดึงกำลังใจและความสามารถที่ไร้ขีดจำกัดของเด็กออกมา และยังเป็นคำถามสำหรับถามพ่อแม่ให้ทบทวนและเข้าใจตนเองซึ่งจะช่วยส่งผลให้การสื่อสารกับเป็นไปในเชิงบวกและสร้างความสัมพันธ์ท่ีดียิ่งขึ้น


ชอบ concept ของหนังสือที่ว่า คำถามหนึ่งคำถามทำให้เด็กเปลี่ยนแปลงได้มากมาย แค่นี้ก็น่าสนใจ อยากจะหยิบขึ้นมาอ่านแหล่ะ ของผู้เขียนแจ้งกฎกติกาให้พ่อแม่ทุกคนเข้าใจและปรับตัวปรับหัวสมองตั้งแต่เริ่มต้นเล่ม เพื่อให้สามารถสื่อสารกับลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถเข้าถึงหัวใจลูกได้ตามวัตถุประสงค์ของหนังสือ ที่ว่า ทุกคำตอบเป็นคำตอบที่ถูกต้อง และพ่อแม่ต้องรับฟังทุกคำตอบ

คำถามวิเศษเป็นคำถามที่ง่ายๆ เป็นแนวปลายเปิด ไม่ชี้นำไม่กดดันหรือคาดคั้นลูกเกินไป แต่พ่อแม่อย่างเราก็คงต้องเอาปรับภาษาให้เข้ากับตัวเด็ก และสถานการณ์เพิ่มเติมหน่อยด้วยเพราะเป็นหนังสือแปล จึงทำให้มีบ้างคำถามที่อ่านแล้วต้องกลับไปอ่านซ้ำอีกที เพราะไม่เข้าใจว่าหมายความว่ายังไงเช่น เรื่องไหนที่คิดว่าราบรื่น” หรือ เมื่อจบเรื่องนี้แล้ว จะได้รับพลังอะไร”  ผู้แปลแปลตรงๆตามภาษาพูดของคนญี่ปุ่น คือคนญี่ปุ่นเค้าถามกันเป็นปกติ แต่ถ้ามาถามคนไทย ก็อาจจะแปลกๆงงๆกัน  เมื่ออ่านคำอธิบายภายในบทก็เริ่มเข้าใจและสามารถเปลี่ยนคำถามให้เป็นภาษาที่พูดคุยกับลูกได้เข้าใจ

คำถามส่วนใหญ่จะเหมาะกับเด็กที่โตหน่อย บ้างคำถามเอาไปใช้กับผู้ใหญ่ยังได้เลย เช่น ตอนไหนที่ใช้ความพยายามมากที่สุด“  ลองถามสามีระหว่างไปทำงาน สามีตอบ ก็ตอนที่ไม่มีลูกค้าไง ขำดีเหมือนกัน  นอกจากการใช้คำถามแล้ว ผู้เขียนก็ได้สอดแทรกเคล็ดลับในการสื่อสารกับลูกด้วยการที่พ่อแม่ต้องรู้จักทบทวนตัวเอง ให้ฝึกรับรู้และเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกตัวเองก่อน และวิธีการถ่ายทอดผ่านคำพูดที่แสดงความรู้สึกของตนเอง แทนการพูดหรือถามคำถามเชิงสอบสวนหรือตำหนิ ตัวอย่างที่น่าสนใจ เช่น ควรบอกลูกไปว่า แม่เป็นห่วงกลัวลูกจะเป็นอะไร แทนที่จะพูดว่า ทำไมลูกกลับบ้านช้า รู้มั้ยมันอันตราย”  (อันนี้จะเก็บไว้ใช้ตอนฮั่นธันเริ่มหนุ่ม แล้วกลับบ้านดึกเพราะหนีเที่ยวกับเพื่อน) 

หนังสือปิดท้ายได้อย่างน่ารัก ด้วยเคล็ดลับที่ทำให้ทุกคนในครอบครัวมีความสุขคืออะไร ไม่ขอเฉลยนะคะ อยากให้ไปอ่านเอง แต่คำตอบนี้ช่างเข้าใจแม่อย่างเราๆจริงๆ และ
อ่านจบเล่ม ก็จินตนาการไปพล่างว่าจะเอาไปคุยกับฮั่นยังไงหรือตอนไหนดี ตั้งใจกับตัวเองว่าจะมีสติในการพูด คุยกับลูก(สามี และญาติโยมมากขึ้น หวังใจว่านอกจากจะช่วยพัฒนาลูกได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งแล้ว ยังจะช่วยให้ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวจะดียิ่งๆ ขึ้นไป สาธุ  

ระดับความน่ามีครอบครอง
สำนักพิมพ์นี้มีแต่หนังสือดีๆค่ะ เก็บไว้ติดบ้าน ได้ใช้ตั้งแต่ลูกเริ่มพูดได้ ยันเป็นหนุ่มเลย เชียร์ค่ะ

วันพุธที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2557

ฝันเล็กๆ ของฉัน สวนผัก+คน+เมือง : วิถีชีวิตที่ออกแบบได้


คำบรรยาย 3 เรื่องดีๆที่เกิดจากการปลูกผัก



สิ่งที่ใฝ่ฝัน
ดาดฟ้าร้อนๆของบ้านจะกลายเป็นสวนผักย่อมๆ ที่ลูกๆขึ้นไปวิ่งเล่น เด็ดผักกินแบบปลอดสารพิษ ลูกชายอยากกินข้าวโพด และ popcorn จากต้นที่ปลูกกัน

สิ่งที่ประทับใจ
ที่บ้านตั้งชื่อต้นไม้รุ่นแรกที่ขึ้นไปอยู่บนดาดฟ้าว่า “รุ่นกล้าหาญ”  เพราะต้องทนสภาพอากาศแบบสุดโต่ง แต่ทุกคนก็รวมใจกันดูแล ประทับลูกชายวัยห้าขวบและขวบกว่าที่ตามขึ้นไปรดน้ำ และสามีซึ่งเป็นคนไม่เคยลุกออกจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ ก็มาช่วยกันปีนขึ้นชั้นสี่ไปรดน้ำต้นไม้ทุกวัน


สิ่งที่ได้เรียนรู้
ก่อนหน้านี้คิดว่าชีวิตยุ่งมากพอแล้วคงไม่มีเวลาดูแลสวนผักหรอก แต่พอเริ่มทำ และรักมัน ก็จะสามารถแบ่งเวลามาใส่ใจ อยู่ๆก็มีเวลาพอดี เหมือนชีวิตเราที่ทุกคนมีเวลาเสมอ อยู่ที่ว่าจะจัดการอย่างไรกับชีวิต บริหารเวลาให้เป็น เราก็สามารถทำอะไรก็ได้ทุกอย่างโดยไม่รู้สึกว่ามีข้อจำกัดของเวลา
อีกอย่างคือ ต้นไม้เป็นสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก ที่สามารถทนสภาพอากาศที่แปรปรวน ทนไม้ทนมือหนักๆของเรา และความซุกซนของเด็กๆ ล้มแล้วลุกใหม่ได้เสมอ


วันศุกร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2557

รีวิวหนังสือ: เลี้ยงลูกด้วยสัญชาตญาณ

เลี้ยงลูกด้วยสัญชาตญาณ
ผู้เขียน    สุวรรณา โชคประจักษ์ชัด (ผู้แปลหนังสือขายดี คุณคือครูคนแรกของลูก)
จำนวนหน้า            120 หน้า
สำนักพิมพ์             : สำนักพิมพ์บ้านภายใน


คำนิยมปกหลังหนังสือ:
หนังสือที่ดีที่สุดและง่ายที่สุด สำหรับการเป็นพ่อแม่ที่ดีงาม บอกเล่าเรื่องราวที่พ่อแม่ควรทำ และอยู่ในวิสัยที่ลงมือทำได้ หนังสือเล่มนี้ ช่วยให้คุณเป็นอิสระจาก ข้อมูลที่มากล้น หรือกรอบทฤษฎีหรือความเชื่อ แบบหนึ่งแบบใด ช่วยให้คุณมีวิจารณญาณ ตื่นรู้ด้วยตัวเอง และมีความสุขทั้งคุณและลูก
 
"หนังสือเล่มนี้อ่านแล้ว สามารถจับต้องได้  สัญชาตญาณระหว่างพ่อ แม่ และลูกๆ นั้นมหัศจรรย์มากค่ะ หมิวเชื่อว่า หนังสือเล่มนี้จะเป็นคู่มือการเลี้ยงลูกที่ดี และมีคุณค่าสำหรับลูกและตัวคุณเอง" - หมิว ลลิตา ปัญโญภาส (ศศิประภา)
 
"เลี้ยงลูกด้วยสัญชาตญาณเป็นคู่มือเลี้ยงลูกที่จะทำให้คุณ เข้าใจรักและรักอย่างเข้าใจในตัวลูกของคุณ" - แทนคุณ จิตต์อิสระ
 
รูปแบบการนำเสนอ: 
ตัวหนังสือโตดี อ่านแป๊บเดียวจบ มีการตั้งคำถามให้พ่อแม่ค่อยถามตัวเอง ชวนคิดไปในแต่ละหัวข้อ ชอบคำคมที่แสดงในหน้าคั่น
 
ความเห็นส่วนตัว: 
มาได้อ่านหนังสือเล่มนี้ตอนที่ฮั่นเริ่มเข้าที่รุ่งอรุณมาระยะหนึ่งแล้ว เพราะมีคุณครูแนะนำให้อ่าน พอเห็นชื่อผู้เขียนก็จำได้ทันทีว่าผู้เขียนเป็นคนที่แปลหนังสือเรื่อง “คุณคือครูคนแรกของลูก” (เล่มนี้ไว้มารีวิวให้ฟัง แต่ขอกลับไปอ่านอีกทีก่อนเพราะอ่านมานานมากตั้งแต่ตอนฮั่นเป็นเบบี้)  คิดว่าถ้าได้อ่านหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่ตอนลูกเพิ่งเกิด อาจจะไม่เข้าใจทั้งหมด แต่พอได้เห็นแนวทางในการดูแลและการเรียนการสอนของโรงเรียน ประกอบกับเนื้อหาของหนังสือ เลยทำเข้าใจประเด็นที่หนังสือเล่มนี้จะสื่อให้ฟังได้มากขึ้น นั้นก็คือ การเลี้ยงดูลูกนั้น ทั้งหมดทั้งปวงอยู่ที่ตัวพ่อแม่ พ่อแม่คือจุดเริ่มต้นในการสร้างเด็กตามที่เราต้องการ เป็นตัวอย่างที่ดีงามของลูก ที่สำคัญโรงเรียนได้นำแนวทางมาใช้ในการดูแลลูกเรา คุณครูปฏิบัติกับลูกเหมือนพ่อแม่ โรงเรียนเหมือนบ้าน อ่านแล้วก็เลยเกทอ กับแนวทางของโรงเรียน
 
ที่บอกว่าเข้าใจมากขึ้นเพราะเห็นตัวอย่างที่โรงเรียน ก็เพราะหนังสือสื่อสารในเชิงให้คิด ประกอบการยกตัวอย่าง โดยลำดับเรื่องราวเพื่อให้พ่อแม่ได้เข้าใจ เริ่มถึงตัวเด็กคืออะไร เด็กเรียนรู้อย่างไร ส่งต่อมาถึงเรื่องเเบบอย่างองค์รวมทั้งสี่มิติของมนุษย์ ได้แก่ ความฉลาดทางร่างกาย อารมณ์ ความคิดและจิตสำนึก และอธิบายต่อในแต่ละมิติ โดยผู้เขียนอธิบายแนวคิดกว้างๆ อาจจะไม่ได้ชัดเจน หรือมีรายละเอียดถึงขั้นที่ว่ามีตัวอย่างทุกเคส หรือทุกกรณี แต่ก็พอจะเข้าใจได้ไม่ยาก เพราะทุกเรื่องคือเรื่องพื้นฐานในชีวิตประจำวันของเรา ที่ผู้ใหญ่อย่างเราพ่อแม่อาจจะมองข้าม หรือละเลยไม่ได้ให้ความสำคัญ (เช่น การกินอาหาร การอยู่ร่วมกัน ฯลฯ) เหมือนเรื่องอื่นๆ ที่พ่อแม่ปัจจุบันนี้โฟกัสเหลือเกินอย่าง เช่น ให้ลูกเข้าโรงเรียนไหนดีๆ  หรือมองหาของเล่นดีๆแพง ตามสมัยวัตถุนิยม 



มีอยู่จุดหนึ่งที่แอบมีประเด็น จากชื่อหนังสือ “การเลี้ยงลูกด้วยสัญชาติญาณ” ตอนแรกนึกว่า เลี้ยงตามที่เราคิด แต่เนื้อหานั้น พยายามบอกให้ พ่อแม่ย้อนกลับไปดูตัวเองใน “เเบบอย่างองค์รวมทั้งสี่มิติของมนุษย์” ซึ่งมีผลต่อการดูแลและพัฒนาลูก และพ่อแม่ต้องปรับตัว เปลี่ยนแปลง เพื่อเป็นตัวอย่างและโค้ชที่ดีของลูกในแต่ละด้าน ผ่านการถ่ายทอดทั้งกาย วาจา และใจ  ฉะนั้น แสดงว่า ใช้สัญชาติญาณล้วนๆไม่ได้นะ พ่อแม่ต้องเข้าใจ รู้ตื่นและพัฒนาสัญชาติญาณตัวเองก่อนนะ อะไรประมาณนี้ ไม่แน่ใจว่าเข้าใจถูกหรือเปล่า
 

  “พ่อแม่สำคัญอย่างทดแทนกันไม่ได้” 
เป็นประโยคคำคมจบท้ายหนังสือที่ชอบมาก และแสดงจุดยืนของหนังสือได้ดี เกี่ยวกับความเป็นพ่อแม่ ให้เรารู้สึกภูมิใจกับหน้าที่รับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่และไม่มีอะไร หรือใครทดแทนพ่อกับแม่ในใจลูกได้

ความน่ามีไว้ครอบครอง
น่าอ่านค่ะ ควรมีไว้ติดบ้าน เหมาะสำหรับเด็กวัยอนุบาลขึ้นไปนะ แต่แนวคิดเกี่ยวกับมิติทั้ง4 ก็ปรับใช้ได้กับทุกเพศทุกวัย อ่านง่าย อ่านได้บ่อย

 


วันศุกร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2557

จัดการ รับมือ รับฝีปากพร้อมต่อรองกับลูกช่างต่อรอง


10 March 2014

มีคำพูดที่ว่า “ลูกก็เหมือนกระจกส่องดูตัวเรา เราเป็นยังไงลูกก็เป็นยังงั้น”
ฮั่นเป็นเด็กค่อนข้างเชื่อฟังพ่อแม่ ไม่ค่อยดื้อเท่าไร แต่ซนเนี้ยก็ปกติลูกลิง ถึงจะพูดช้า (กว่าจะเริ่มพูดก็สองขวบกว่า) หรือคิดนานกว่าจะพูดออกมา (ประมวลอย่างรอบคอบ) แต่ก็ไม่ได้ทำให้ทักษะในการคิดค้นคำพูดที่แสนจะทำให้พ่อแม่ตกใจหรือแปลกใจด้อยไปกว่าเด็กคนอื่นๆ ยิ่งทักษะการต่อรองเนี่ยบ้างที่แม่ก็อึ้งไปต่อไม่เป็นเหมือนกัน

ที่นี้ ฮั่นเริ่มต่อรองเก่งเพราะอะไรนะ ตั้งแต่เมื่อไร  มันเริ่มเหมือนไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกันแล้ว นั่นสิ  กลับมาทบทวนคำพูดที่ฮั่นใช้และสไตล์การยกเงื่อนไขและต่อรองแล้ว นั้นมันมาจากตรูทั้งนั้น (พ่อมันก็มีบ้าง แต่น่าจะเลือดแม่)  ลองมาดูหตุการณ์ในทุกวัน มันต้องมีการต่อรองกันทุกจังหวะชีวิตแบบไม่ได้ตั้งใจเลยจริงๆ

ตอนกินข้าว
มามี้: กินข้าวเร็วๆ  กินอีกสามคำก็ได้
ฮั่น: ไม่ ฮั่นจะกินอีกสองคำ
มามี้: งั้นกินกี่คำก็ได้ กินหมูให้หมดละกัน (กี่คำก็ได้ให้มีโปรตีนหน่อย)
ฮั่น: ถ้ากินเสร็จแล้ว น้องฮั่นขอกินเจเล่ต่อนะ
มามี้: ต้องกินข้าวให้หมดก่อน แล้วค่อยกินเจเล่ อ้าวจะไปไหน กลับมากินข้าวต่อก่อน (ฮั่นวิ่งหนีไปแล้ว)

ตอนกลับบ้าน
ฮั่น: มามี้ วันนี้ น้องฮั่นซื้อรถ (บรรยายลักษณะ บลา บลา) มา ขอโทษด้วยนะ
มามี้: ซื้อมาอีกแล้ว (บ่น บลา บลา)
ฮั่น: โอ๊ย รู้แล้ว มามี้หยุดพูด น้องฮั่นตกลงกับปะป๊าแล้วว่าจะรดน้ำต้นไม้ให้มามี้ 5 วัน โอเคมั้ย
มามี้: โอเค
ตอนก่อนอาบน้ำ
ฮั่น: หลังจากมามี้กินข้าวเสร็จแล้ว มามี้ต้องมาเล่นสร้างบ้านกับฮั่น นะ นะ ขอร้อง
มามี้: ได้แต่ ขอเอาน้องนอน แล้วก็ไปอาบน้ำก่อนได้มั้ย
ฮั่น: ก็ให้อาม่าเอาน้องไปให้อาม่า แล้วมามี้ไปอาบน้ำ แล้วต้องมาเล่นกับฮั่น เข้าใจมั้ย

ตอนก่อนนอน
ฮั่น: มามี้ วันนี้มามี้ต้องอ่านหนังสือให้น้องฮั่นฟังทั้งหมด
มามี้: ได้สิ แต่วันนี้มามี้เหนื่อยมาก ขอ 3 เล่มได้มั้ย (ต่อเกินครึ่ง)
ฮั่น: 10 เล่มล่ะกัน
มามี้: ลดหน่อยสิ
ฮั่น: (คิดแป๊บหนึ่ง)  10 เล่ม
มามี้: 5 เล่มล่ะกัน วันนี้มี power เสียงได้เท่านี้จริงๆ
ฮั่น: (เริ่มสงสารแม่) 5 เล่มก็ได้
มามี้ ก้มหน้าก้มตาอ่านไป แล้วฮั่นก็แอบเอามาเพิ่มอีก

สังเกต ลักษณะประโยค ประเภท “ต้องทำ” อันนี้คือไม่ขอต่อรอง ต้องทำตามฉันเท่านั้น มีการใช้การเจรจาแบบ Zero sum game ตาม Game theory เลย แบบต้องมีคนที่ได้ และมีคนที่ต้องเสียผลประโยชน์  นอกจากด้วยพื้นฐานที่ฮั่นรู้ว่า สิ่งไหนแม่ให้ แม่ใจอ่อนก็จะต่อรองแนวนี้ ส่วนเรื่องไหนที่ฮั่นรู้ว่า เป็นกฎที่ตั้งมา หรือสิ่งที่แม่ไม่ชอบ ก็เลือกที่จะรองขอก่อน แล้วค่อยต่อรองกับแม่ หรือยื่นเงื่อนไขที่รู้ว่าแม่รับได้ เพื่อต่อรองให้ได้ตามที่ตัวเองต้องการ
เมื่อคิดให้ถ้วนถี่แล้ว ดูเหมือนฮั่นจะได้เข้าใจถึงกลยุทธตามคำสอนของซุนวู ที่ว่า “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง” จึงสามารถใช้คำพูดคำจา ทำให้แม่ใจอ่อนอย่างเราพลาดท่าเสียทีหลายหน  ไม่ได้ต้องเปิดตำรา “กลยุทธการเจรจา” ทันใด
ขอสรุปแบบประยุกต์จากทฤษฎี (เท่าที่เข้าใจ) บวกกับประสบการณ์จริงที่ต้องต่อรองกับลูกค้า(ตอนเป็นที่ปรึกษา) หรือต่อรองกับที่ปรึกษา (ตอนเป็นลูกค้า)  มาดูว่า เอามาใช้กับลูกได้ยังไงบ้าง




กระบวนการในการเจรจาต่อรอง

1. เตรียมตัวเตรียมใจ เตรียมพร้อมวางแผน เตรียมข้อเสนอที่น่าสนใจกว่าให้กับลูก อันนี้ ต้องคอยวางแผนด้วยว่า ช่วงนี้ ฮั่นกำลังอินกับ Angry bird เดี๋ยวต้องมาขอเล่นเกม หรือขอซื้อของอะไรที่มี Angry bird แน่ๆ เราต้องคาดการณ์และเตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ ไม่ใจอ่อน ไม่ยอมง่ายๆ

พ่อแม่ต้องตั้งใจฟังค่ะว่าลูกอยากได้ หรืออยากทำอะไร เรื่องไหนหรื ออะไรที่ลูกขอแล้วไม่ขัดกับกติกาหรือข้อตกลงภายในบ้าน เราก็ให้ลูกไปเถอะค่ะ ไม่ควรต่อรองซ้ำซ้อน ลูกจะรู้สึกว่าถูกบีบคันเกินไป ต่อรองเฉพาะบางเรื่องที่พ่อแม่คิดว่าจะมีผลกระทบต่อลูก และอื่นๆดีกว่าค่ะ เช่น ขอเล่นเกม หรือขอซื้อของเล่น/ขนมไม่มีประโยชน์ ขอไม่ทำกิจวัตรประจำวัน เป็นต้น ถ้าพิจารณาแล้วไม่โอเค ก็ต้องคุยต่อรองกันหน่อยค่ะ

ขั้นการเตรียมใจ สำคัญมากคือเรื่องของอารมณ์ทั้งพ่อแม่ และทั้งคุณลูก หากอารมณ์แรงกันทั้งคู่ ลูกก็ไม่ยอม จะเอาจะเอา พ่อก็ไม่ยอม ไม่ให้ไม่ให้  ถ้าอย่างนั้น อาจจะยังไม่ใช้เวลาที่ดีสำหรับการคุยกัน ลูกอาจจะควบคุมไม่ได้ แต่พ่อแม่ต้องสำรวจตัวเองก่อนว่าควบคุมอารมณ์ตนเองได้มั้ย ถ้าได้ แล้วสามารถคุยกับลูกที่อารมณ์โกรธ หรือไม่พอใจได้หรือไม่ ต้องลองตรวจสอบข้อนี้ก่อนนะคะ ถ้าคิดว่าไหว ก็ลุยเลย แต่ถ้าไม่ พ่อแม่ควรจะทำให้ลูกกลับมาอยู่ในอารมณ์ปกติก่อน เด็กเล็กๆก็คงต้องเบี่ยงเบนความสนใจหรือหลอกล่อไปก่อน ถ้าเด็กโต คุยรู้เรื่องก็ต้องบอกเค้าค่ะว่า หายโมโหแล้วมาคุยกันนะ

2.ดำเนินการเจรจาต่อรอง ลูกอ้าปากปุ๊บ เราต้องรับฟังอย่างตั้งใจ เจรจาต่อรองด้วยความรัก ไม่จับผิด ไม่ให้สินบน พยายามปรับให้เป็น Win-Win ได้กันทั้งแม่ทั้งลูก ถ้าไม่จบก็หยุดก่อน แล้วค่อยมาคุยกันต่อ มี tip เล็กๆน้อยๆให้ด้านล่าง

พ่อแม่ต้องพยายามสร้างบรรยากาศที่ดีในการคุยต่อรองนะคะ เพราะมีแน่นอนที่ว่าคุณลูกไม่พอใจในสิ่งที่เราให้ หรือไม่ได้ตามที่ขอ ส่วนตัวจะพยายามทำให้เป็นเรื่องตลกๆ ทำเว่อร์ๆ พยายามให้คำถามแทนคำตอบในบ้างเรื่องที่ลูกขอ  ถ้าคุยกันไปแล้ว เริ่มจะกลายเป็นทะเลาะกันก็หยุดก่อนค่ะ เหมือนช่วงแรกค่ะ

ส่วนใหญ่พ่อแม่จะได้เปรียบ ถ้าสามารถจับจุดได้ว่า ลูกต้องการอะไร อันไหนมากกว่าหรือน้อยกว่า พยายามให้ลูกเลือกโดยลดข้อเสนอลงนะคะ narrow down ความต้องการลูกซะ จะได้ควบคุมได้ง่ายหน่อย สิ่งไหนที่ฝ่าฝืนกฎของบ้าน อันนี้ไม่ควรให้ต่อรองเป็นอันขาดค่ะ เดี๋ยวกฎของบ้านไม่ศักดิ์สิทธิ์

สำหรับสิ่งไหนที่มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะให้ลูก อย่าเพิ่งปฏิเสธลูกหรือรับปากลูกว่าทำได้โดยทันทีค่ะ รับปากในสิ่งที่ทำไม่ได้ ทำให้คำพูดของคุณไม่มีความศักดิ์สิทธิ ลดเครดิตความน่าเชื่อถือของพ่อแม่นะคะ นอกจากต่อรองครั้งหน้ามีโอกาสแพ้แล้ว ในระยะยาว ลูกจะไม่มั่นใจในสิ่งที่คุณรับปากและลูกอาจจะทำตามในสิ่งที่พ่อแม่ทำ นั้นก็คือไม่ทำตามสัญญาค่ะ  ลองชวนลูกคุยดูว่าจะทำให้มันเป็นจริงได้อย่างไร หากดูแล้วยังไงก็เกิดขึ้นไม่ได้ ให้บอกความรู้สึกของตัวพ่อแม่ไปแทนค่ะ เช่น พ่อแม่ก็อยากจะให้เหมือนกัน และเสียใจเหมือนกันที่หามาให้ลูกไม่ได้

3. ต่อรองขั้นสุดท้าย  สรุปผลการต่อรอง และปิดการต่อรอง สำคัญมากคือ คุยกันสรุปเป็นยังไง ก็ต้อง Close with confirmation ย้ำข้อสรุปหรือข้อตกลงระหว่างกันให้ชัดเจน ในช่วงนี้ ย้ำไปเลย แบบที่เราคุยกันโอเคตามนั้นนะ มีที่ลูกต้องทำอะไร แม่ต้องทำอะไรบ้าง ก็ว่ากันไป หากคุยกันแล้วเข้าใจไม่ตรงกันก็จะได้เคลียร์กันไป

ก่อนสรุป อาจจะเปิดโอกาสให้ลูกได้ต่อรองขั้นสุดท้าย เป็นเวทีโน้มน้าวใจให้ลูกทำตามโดยไม่บังคับมาก เกินไป เราสามารถเอาไพ่ใบสุดท้ายมาเล่นในตอนนี้ ให้ข้อเสนอที่เกือบดีที่สุด  พอตกลงกันได้ก็สรุปผลการต่อรองซ้ำ ถ้าเด็กโตหน่อย อาจจะทำสัญญาหรือจดบันทึกอะไรที่เป็นลายลักษณ์อักษรก็ได้นะคะ กันทั้งพ่อแม่ทั้งลูกลืมไป

แล้วถ้าทำยังไง ลูกก็ยังไม่ยอมตกลง ก็ย้อนกับไปข้อที่สองค่ะ ใช้การให้ทางเลือก 2 ทางให้เค้าเลือกแทน หรือไม่ก็หยุดคุยชั่วคราวก่อน เด็กเล็กๆ เมื่อหยุดคุย เดี๋ยวก็ลืมไปค่ะว่าอยากได้อะไร แต่ถ้าเค้าจำได้ พ่อแม่ก็ต้องใส่ใจกับคำขอของเค้าและนำเรื่องนั้นกลับมาคุยกันใหม่อย่างดีๆนะคะ

ขั้นนี้ อาจจะคุยถึงว่า เราจะติดตามผลยังไง เมื่อไร ว่าได้ทำตามเงื่อนไขหรือข้อตกลงตามที่สัญญากันแล้ว เปิดโอกาสให้ลูกเสนอเองก็จะเป็นการดีค่ะ ให้เค้ารับผิดชอบในสิ่งที่เค้าสัญญา

4. การติดตามผล เมื่อตกลงกันเรียบร้อย อย่าลืมติดตามผลด้วย และให้คำชมกับสิ่งที่ลูกทำได้ตามสัญญา หรือชี้ให้เห็นผลกระทบหรือผลเสียหากลูกไม่ได้ทำตามที่สัญญาไว้ แถมทำให้เกิดความคลัง น่าเชื่อของการต่อรองและผลที่ได้จากการทำตามสัญญา

สำหรับฮั่น เรามีสมุดเล่มหนึ่งไว้จดเพื่อติดตามว่า เค้าจะทำงานอะไรแลกกับของที่จะซื้อ/สิ่งที่ขอจะทำ และจดว่าได้ทำไปแล้วกี่ครั้ง ครบตามที่ขอหรือยัง ช่วงหลังดม่ือฮ่ันอยากได้อะไร ฮั่นจะเสนอตัวขอทำงานแลกของเล่นก่อนเลย แทนที่จะต้องมาต่อรองกับแม่ เช่น ขอซื้อรถแข่งแล้วจะรดน้ำต้นไม้ให้ 10 วัน  มามุขเหนือเมฆขนาดนี้ แม่มันขำ ต่อรองไม่ถูก อยากจะลดจำนวนวันให้ด้วยซ้ำ และต้องยอมไปโดยบรรยาย


Tips ส่วนตัว
Assess your kid by your ears and your heart   “รู้เขา รู้เรา” ใส่ใจฟัง และใช้คำถาม เพื่อให้รู้ความต้องการของลูก สำคัญมากๆค่ะในข้อนี้ สิ่งที่ลูกบอกว่าอยากได้ อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เค้าต้องการที่สุดค่ะ เราต้องลองฟังลูกด้วยใจ และรับความรู้สึกว่าลูกลึกๆแล้วต้องการอะไรจริงๆ

Save the best for last หากสิ่งที่ลูกขอ ไม่ใช่เรื่องที่จำเป็นที่สุด ก็ไม่มีความจำเป็นต้องทำตามโดยทันที หากมีสิ่งทดแทนได้หรือสิ่งที่จำเป็นกว่า ควรเสนอสิ่งนั้นก่อน ด้วยเหตุและผล เก็บข้อเสนอที่ดีที่สุดไว้ท้ายสุด

Don’t offer something they don’t want อย่าเสนอสิ่งที่อีกลูกไม่ต้องการ เพราะเราจะได้แบบนั้นเหมือนกัน นอกจากนี้ ยังทำให้ลูกรู้สึกว่าเราไม่เข้าใจความต้องการ และยิ่งทำให้ปั่นป่วนเพิ่มเติม

Always have a backup plan เก็บการลดหย่อน หรือแผนสำรองไว้สุดท้าย ยืดหยุ่นได้ ต่อสถานการณ์

Negotiation is not a war  อย่าทำให้การต่อรองเป็นเรื่องสู้รบ หรือเอาชนะลูก ขอหยุดเจรจาก่อนถ้าสถานการณ์ไม่เวิร์ค

Stick to your principles อย่าเสนอข้อเสนอที่เป็นไปไม่ได้ หรือขัดกับกฎกติกาของบ้าน เช่น ทำได้จะให้ขนม


วันจันทร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2557

อ่านเพื่อลูก รีวิวหนังสือสำหรับพ่อแม่

ความตั้งใจและวัตถุประสงค์แอบแฝงที่คิดเปิด page และ เปิด blog อีกอย่างหนึ่งก็คือ เพื่อให้ตัวเองได้ศึกษาและเรียนรู้การเป็นพ่อแม่มือโปร (ตาม goal และ mission & vision ของครอบครัวที่เคยตั้งไว้) ช่วงแรกที่เริ่มมี Facebook page " Monkeycorners" เราตั้งใจมากที่จะอ่านหนังสืออย่างน้อยวันละสัปดาห์ เพื่อเอามาใช้กับลูก แก้ปัญหาบางอย่างที่ไม่รู้ทำไง และที่สำคัญคือ อยากเขียนรีวิวหนังสือเพื่อแบ่งปันความคิดเห็นเกี่ยวกับหนังสือสำหรับพ่อแม่ที่น่าสนใจ ไว้เป็นข้อมูลในการเลือกหามาอ่านหรือซื้อมาไปติดบ้านไว้ ให้อุ่นใจเล่น

หนึ่งในชั้นวางหนังสือใหม่ที่เตรียมมาเก็บหนังสือของลูก และของพ่อ

ช่วงนั้นยังพอมีเวลาเพราะกิจกรรมกับลูกยังไม่เยอะมาก มาช่วงหลัง เอาเวลาไปดูแลลูกคนใหม่ "สวนผักและเห็ด" และ "น้องเตาอบ" เยอะไปหน่อย แถมคุณชายฮั่นก็ไฮเปอร์ขึ้น เล่นไม่ยอมนอน ธันธันก็เล่นเยอะ นอนยาก ปกติจะอ่านหนังสือก่อนนอน นี้แม่มันหลับก่อนลูกเพราะเพลียทุกวัน และเหตุผลร้อยแปดเลยไม่ค่อยได้อ่านหนังสือเลย 

ส่วนคุณสามีผู้อุปการะคุณ ก็ซื้อหนังสือมาจังเลย น่าอ่านทั้งนั้น บอกให้คุณเธอเขียนรีวิวเองก็ไม่ยอม ก็ได้ๆ จะตั้งใจใหม่ จะเริ่มจัดสรรเวลาใหม่ให้สำหรับการเพิ่มพูนปัญญา ลับเหลี่ยมสมอง พร้อมรับมือลูกๆน้อยๆ แล้วจะได้เอามาแชร์ให้อ่านกันนะคะ



ไงก็ ขอเอารีวิวเก่ามาเล่าใหม่ก่อนนะช่วงนี้ อิอิ

ถึงฤดูย้าย โยก ปรับ จัด ห้อง (ภาคต่อ)

มาเล่าต่อค่ะ  ทิ้งค้างเอาไว้ถึงของเล่นใหม่ของปะป๊า วันนี้มาเฉลยกันว่าคืออะไร


มันก็คือ DIY white board สำหรับเฮียฮั่นนั้นเอง เป็น white board ชนิดแปะติดกับฝาผนังได้ ตัดเองติดเอง ไซด์ไหนรูปแบบอะไรตามใจเรา เขียนได้ลบง่าย สะดวกจริง  ตอนแรกอยากทำผนังเป็น white board ไปหาวิธีทำมาหลายที่ ต้องใช้สียังนั้น หรือทำเป็นบอร์ดไม้ติดเมลามิน แม่บ้านอย่างชั้นก็ไม่มีปัญญาทำ  เราก็เลยยกเอา white board อันใหญ่มาใช้แทน แต่เมื่อธันเริ่มโต ก็มาเล่นทั้งปากกา ทั้ง board พี่ๆเขียนอะไรไว้ก็ไปลูบเล่น  ประกอบกับช่วงหลัง ฮั่นไม่ค่อยเล่น เลยยกเก็บที่ห้องเก็บของไปดีกว่าทิ้งไว้ให้ธันธันมาอมปากกาเล่น  มาตอนนี้ คุณปะป๊าเลยจัดให้ ติดตั้งง่าย อยากได้สูงเท่าไรก็แล้วแต่เรา (เอาแบบเบบี้เอือมไม่ถึง) แปะปุ๊บเขียนได้ปั้บ แถมไม่แพงอีกด้วย ขอแค่มีฝาผนังว่างๆก็พอ  ตอนแรกคุณปะป๊าจะติดทั้งฝาฝนังเลย แต่รู้สึกมันจะเยอะไป เลยแบ่งส่วนหนึ่งไว้ใช้เขียนเล่นบนพื้นราบแทน


นอกจากจะจัดห้องใหม่เพื่อธันธันแล้ว เราก็มองว่า ฮั่นกำลังจะเป็นพี่อ. 3 เทอมหน้าแล้ว ซึ่งจะเริ่มมีการเขียนและเรียนภาษามากขึ้น  จึงต้องเริ่มฝึกหัดขีดๆเขียนๆ มากขึ้นกว่าเดิมประกอบกับช่วงนี้ ด้วยวัยของฮั่นที่เริ่มมีจินตนาการ และคิดสร้างสรรค์มากขึ้น ฮั่นมักจะคิดเกมหรือคิดอยากทำของเล่นเองเป็นประจำ  ล่าสุด อยากทำเมืองและถนนให้รถแข่งกัน  ปะป๊าเลยหา DIY White board มาให้วาดเล่น แล้วเอาบรรดารถในcollection ของคุณชายฮั่นมาเล่นกันอย่างสนุกสนาน  ศิลปะง่ายเมื่อเอามาประยุกต์ใช้ก็สร้างความสนุกได้แบบประหยัดๆ        



สิ่งที่ลูกเคยรับรู้ถูกกลั่นกรองออกมาเป็นรูปภาพหรือศิลปะ ภาพนี้ ฮั่นวาดรูปหู และส่วนประกอบของหู (มีขี้หูด้วย) และดวงตา ที่เคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับร่างกายด้วยกัน วาดเสร็จ ฮั่นถามว่าขี้หูเขียนยังไง เลยเขียนให้ฮั่นดู ฮั่นก็มาเขียนตามที่เราเขียน ได้เรียนเรื่องภาษาไปในตัวอีกด้วย 

หูของฮั่น
มีขี้หูด้วย

จะเห็นว่า ฮั่นจะไม่ค่อยมีของเล่นแบบสำเร็จรูป หรือจำลองการเล่นเท่าไร เช่น ชุดหมอ ชุดทำครัว  มีมากสุดก็เป็นพวกรถและของเล่นบลาบลาที่อากุงอาม่าซื้อให้ (แบบไม่ได้คิดอะไร รักหลานเห็นหลานขอก็ซื้อให้) ที่เหลือก็จะเป็นอะไรที่ต้องต่อๆ สร้างๆ ประกอบเองเป็นหลัก เช่น Lego รางรถไฟ บล็อคไม้  ฮั่นก็เหมือนเด็กทั่วไป เห็นของเล่นที่ชอบก็อยากได้ แต่เจอพ่อแม่สกัดไม่ให้ซื้อ แต่ก็จะชวนให้ฮั่นไปซื้อของเล่นพวกตัวต่อหรือ Lego มากกว่า เพราะเป็นของเล่นที่ส่งเสริมความคิดปลายเปิด และสามารถต่อยอดกับของเล่นอื่นๆได้  ซึ่งจะเห็นได้ชัดเลยว่า หลังจากที่ฮั่นเขียนเมืองเรียบร้อยแล้ว ก็ไปเอาบล็อค เอารถ  

ไม่รู้ว่า พ่อลูกจะเห่อเล่นกันนานขนาดไหน แต่มามี้ชอบและสนับสนุนที่มีของให้เล่นฮั่นแบบมีประโยชน์ เสริมความคิดสร้างสรรค์ และที่สำคัญจะได้ดึงคุณพ่อคุณลูกออกจากจอ I-phone, I-pad หรือ note II มาเล่นกันบนจอ White board ทั้งสนุกทั้งถนอมสายตา แถมสร้างเสริมสัมพันธ์ในครอบครัว ถูกใจมามี้มากๆค่ะ

 

ปล.ใครสนใจ ติดต่อหลังไมค์ได้ค่ะ ชุดนี้มีปากกาหลากสีแบบไม่มีกลิ่นด้วย