วันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ช่วงเวลารีวิวพัฒนาการความเป็นแม่ของตัวเอง

ห่างหายจากการอัพบล็อคไปนานกว่าสองสัปดาห์ นานมากที่สุดที่เป็นมา เพราะปกติต้องเข้ามารีวิวหนังสืออย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เกิดอะไรขึ้นบ้างกับตัวเอง หนังสือที่อ่านจบไปก็สองสามเล่ม แต่ยังไม่สร้างแรงส่งให้ใจมันรีวิวเท่าไร อยากจะแชร์เล่มที่คิดว่าเจ๋งๆมากกว่า ซึ่งกำลังอ่านอย่างทุลักทุเลอยู่สองเล่ม

ที่เป็นอย่างนี้เพราะเวลาในการอ่านหนังสือน้อยลง ทั้งเหนื่อยจากที่ทำงาน กลับดึกกว่าเดิม หมดแรงจะทำอะไรต่อ สำหรับเวลากับสองลิงก็น้อยลง มากสุดคือพยายามเอาลูกเข้านอนอย่างแฮปปีื แม่มันก็หลับตามไปด้วย ไม่ได้อ่านหนังสือ
หรือบางคืนที่ลูกหลับเร็ว ก็นั่งปั่นป่วน งุ่นง่านกับการหาข้อมูล หรือช็อปปิ้ง หรือทำโน้นนี้บนอินเตอร์เน็ท หมดเวลาไปกับ social media  Line,Facebook  ไม่โทษใครทั้งนั้น เกิดจากเราเองจริงๆ

ช่วงหยุดยาวที่ผ่านมา ได้ไปเที่ยวทะเลกับครอบครัวและเด็กๆ ตั้งใจเอามือถือเก็บ เพราะต้องมีสองลิงเกาะติดตัว 24 ชั่วโมง เวลาอยู่กับลูกมันผ่านไปรวดเร็วจริงๆ แต่เป็นช่วงเวลาที่ดีที่เรากลับมาทบทวนตัวเอง กับบทบาทของคนเป็นแม่ว่ามีความก้าวหน้ายังไงบ้างกับลูกคนที่สอง

สำหรับฮั่น บทบาทหนึ่งที่เรากำลังทำอยู่ คือ ปล่อยให้ฮั่นอยู่และมีความสัมพันธ์กับญาติและคนอื่นๆให้มาก จากแต่ก่อนที่เป็นทั้งลูกติดแม่ และแม่ติดลูกอย่างรุนแรง  ฮั่นโตขึ้นมากและพร้อมที่จะไปไหนมาไหนโดยไม่มีพ่อและแม่ประกบตลอดเวลา  เราเริ่มให้ฮั่นเลือกที่จะไปซื้อของกับอาม่า หรือนั่งรถเล่นกับอากุง หรือไปกินข้าวกับอาอี้ ซึ่งหากเป็นแต่ก่อน ทำยังไงก็ไม่ยอมไปถ้าพ่อหรือแม่ไม่ไปด้วย

ได้สังเกตปฎิสัมพันธ์ที่ฮั่นมีกับญาติๆใกล้ชิด ฮั่นรู้จักขอร้อง กล้าขอความช่วยเหลือ รู้จักยืดหยุ่นกับสถานการณ์ต่างๆ สามารถปรับตัวเข้ากับญาติที่รู้จัก เริ่มเข้าหาคนอื่นก่อน บางครั้งโดนพี่สาว(ลูกพี่ลูกน้อง) แกล้งไม่ให้เล่นเกม ฮั่นไม่โกรธหรืออารมณ์เสียอย่างแต่ก่อน แต่ฮั่นกลับทำหน้าน่าสงสารแบบตลกๆ หรือพูดขอร้องขอดูหน่อยแบบขำๆ จนพี่สาวหัวเราะและยอมให้ดู ซึ่งในฐานะแม่ของเด็กห้าขวบครึ่งสังเกตเห็นสิ่งต่างๆ แล้วรู้สึกภูมิใจและประทับใจกับความก้าวหน้าในมิติทางสังคมของลูก

ส่วนธันธัน เริ่มสังเกตตัวเองว่า มีความมั่นคงในการเลี้ยงลูกของตัวมีเพิ่มขึ้นเยอะมาก ได้อานิสงค์จากทั้งจากแนวทางของโรงเรียนของฮั่น ได้อ่านหนังสือพ่อแม่ดีๆเยอะแยะ ได้อบรมจากผู้เชียวชาญเรื่องการเลี้ยงลูก หรือได้คำแนะนำดีๆจากกัลยาณมิตรรอบตัว  เดี๋ยวนี้ ไม่มีการตีโพยตีพายเวลาลูกหกล้มหรือเจ็บตัวเล็กๆน้อยๆ ปล่อยให้ลูกได้มีโอกาสช่วยเหลือตัวเองมากขี้น  ไม่เหมือนสมัยก่อนตอนฮั่นเด็กๆ ถ้าหกล้มหรือพลาดโดนอะไรเจ็บๆ เราคงกรี็ดกราด รีบเข้าไปโอ้ลูกทันที  ไม่พูดมากบ่นลูกเวลาไม่ได้ดังใจ  ไม่บังคับหรือชี้นำหรือส่งเสริมลูกให้ทำอะไรที่เค้าไม่อยากให้ทำ  ไม่ปิดกั้นเรื่องเทคโนโลยีจนเกินไป หรือไม่ตั้งกฎในบ้านมากมายจนลูกอึดอัดและขาดโอกาสลองสิ่งใหม่  ปล่อยให้ลูกตัดสินใจและคิดเองในหลายเรื่องที่หลากหลาย เปิดโอกาสให้ลูกสกปรกได้ ทำเลอะได้ ผิดพลาดได้ โกรธได้ เสียใจไม่พอใจได้ เปิดใจรับฟังลูกมากขึ้นผ่านหู ตา และใจ

วันนี้ เรารู้แล้วว่าลูกเข้มแข็งกว่าที่เราคิด เราเห็นว่าธันธันล้มลงเอง ก็ลุกขึ้นมาปัดฝุ่นออกจากมือเอง แล้วเดินเล่นต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มากสุดก็หันกลับมาโชว์มือให้เราดูว่าเจ็บ (ยกเว้น ล้มแล้วเจ็บมากร้องไห้ อันนี้จะเข้าไปปฐมพยาบาลเลย)

เรามั่นใจมากและเข้าใจอย่างชัดเจนว่าลูกเรียนรู้ เข้าใจ และรับรู้ด้านภาษาได้ดีกว่าที่เราคาด แม้ว่าตอนนี้ ธันธันยังพูดได้ไม่กี่คำแต่เห็นได้ชัดว่า เค้าเข้าใจสิ่งที่เราสื่อสาร และก็ตอบโต้กลับได้ด้วย ตอนสมัยฮั่น เป็นกังวลมากว่าทำไมฮั่นไม่พูดสักที จากที่คุยภาษาอังกฤษกับลูกมาก็หยุดรอลูกพูดไทยได้ก่อน พอกลับมาคุยภาษาอังกฤษกับฮั่นอีกทีก็สองขวบกว่าเกือบสามขวบ แม้จะเห็นผลได้ช้ดว่าเวิร์ค ลูกเข้าใจภาษาและรักภาษาอังกฤษมาก แต่เสียดายเวลาช่วงที่ไม่ได้คุยกับเค้า สำหรับธันธัน เลยตั้งใจใส่ภาษาอังกฤษเต็มๆเลย บวกกับจีนแต้จิ๋วจากอาม่าที่มาช่วยเลี้ยงธันธัน ผลออกมาเห็นได้ชัดมาก คือ บอกให้นั่ง ทั้งไทย อังกฤษก็ไม่ยอมนั่ง แต่พูดบอก "จ๋อ" ปุ๊บ นั่งทันที  ความถี่และปริมาณการพูดมีส่วนมากในการช่วยเรื่องการสื่อสาร กรรมพันธุํเด็กบ้านนี้พูดช้า เราไม่แคร์ เน้นใส่ข้อมูลก่อน ลูกพร้อมประมวลแล้วส่งผลตอบกลับเมื่อไรก็ไม่มีปัญหา มามี้คอยได้ เพราะมันได้ผลชัวร์

เราสังเกตเห็นการเลียนแบบของน้องอย่างชัดเจน และรู้ว่าลูกลูกก็เลียนแบบเราอยู่ทั่งสิ่งที่ดีและไม่ดี สิ่งนี้ทำให้เราพยายามทำตัวเป็น role model ในการทำกิจกรรมต่างๆในบ้าน เช่น ทำสวน หรืออ่านหนังสือ หรืองานบ้าน  สังเกตเห็นว่าธันชอบรถ และตัวต่อมาก เพราะฮั่นเล่น จริงๆ เห็นพี่เล่นอะไรก็จะเล่นตามหมด  ธันชอบออกข้างนอก เดินสวน รดน้ำต้นไม้ เพราะเราจะพาเค้าไปทำด้วยกัน ธันทำงานในสวนเล็กได้เอง ไม่ต้องจับมือสอน ธันใช้ฝักบัวตักน้ำรดน้ำเอง ใช้สายยางฉีดน้ำเป็น ใช้พรวดจิ้มดิน ทุกสิ่งทุกอย่างที่เค้าทำ เกิดจากการดูและทำตามทั้งนั้น จุดนี้เราว่า ข้อพิสูจน์ของเราเป็นจริง การเป็น role model ของกิจกรรม สามารถนำพาให้ลูกเล่น และเรียนรู้ได้จริงๆ

เราสังเกตเห็นว่าตัวเองเปิดโอกาสที่จะให้ลูกนำเล่นมากขึ้น จากแต่ก่อนคิดหาของเล่น หาโน้นนี้ให้ลูกทำ ปัจจุบันก็มีบ้าง แต่ถ้าลูกไม่ชอบเล่นจริงๆ แม่ก็เล่นให้ดู เผื่อจะเป็นแบบคอนเซปด้านบน ลูกเห็นแล้วทำตาม  ตอนนี้ เราให้ลูกนำเล่น นำทำสิ่งต่างๆเป็นหลัก แล้วทำตัวเป็นผู้ช่วยนำพาการเล่นซะส่วนใหญ่ ไปทะเลครั้งนี้ ให้ธันคิดเลยว่าอยากเล่นอะไร แม่เล่นตาม ธันเดินรอบรีสอร์ท ปีนขึ้นเตียงสองชั้น วิ่งซ่อนแอบหลังตู้ กระโดดบนเตียง เดินออกถนน แม่ได้แต่ดู และระมัดระวังไม่ให้เกิดอันตราย เล่นตามลูก บางครั้ง เหนื่อยที่มันทำไมไม่ยอมอยู่นิ่ง ก็ชี้นำให้เล่นนิ่งๆบ้าง เช่น เอาที่ตักดิน ตักก้อนหินใส่ถ้งให้ดู ธันสนใจก็นั่งตักหินโรยถนนได้นานมาก ฮั่นมาเห็นเอาอุปกรณ์ขุดทราย รถ dump truck มาเล่นตักหินด้วย สนุกกันทั้งสองพี่น้อง เราเห็นพัฒนาการในการใช้กล้ามเนื้อมือของธันที่เจ๋งที่เดียว สังเกตมาหลายครั้งแล้ว ว่าแม้จะไม่ค่อยอยู่นิ่ง แต่มีสมาธิดีในการเล่น จดจ่อดี เช่น ต่อบล็อกได้สูงสามสี่ชั้น ต่อเลโก้และแกะออกได้  ต่อตัวต่อแปลกๆ ประกอบล้อรถที่หลุดกับเข้าที อันนี้ได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ดูตั้งใจ  ธันใช้มือได้ดีถึงดีมากกับอุปกรณ์ที่คุ้นเคย แต่กับที่ตักดิน ก็ไม่ต่างกับช้อนอันใหญ่ ตักแล้วได้บ้าง หล่นบ้าง พอไม่ได้ลูกก็แก้ปัญหาเองโดยการเอามือหยิบหินใส่ที่ตักดิน แล้วค่อยเทลงถัง  เราเห็นแล้วก็รู้สึกเสียใจว่า ถ้ามีเวลาให้กับลูกมากกว่านี้ คงได้ให้เค้าเล่นอะไรได้เยอะกว่านี้ ได้มีประสบการณ์ และเรียนรู้ sensory มากกว่านี้ โชคดีที่ธันมีพี่ชาย ได้เห็นพี่เล่นอะไรต่อมิอะไร จริงเรียนรู้ผ่านพี่เป็นส่วนใหญ่

ส่วนกับแม่อย่างเรา เรายังเป็นตัวอย่างในการเล่นให้ธันได้ไม่ดีพอจริงๆ ณ ตรงที่นั่งขุดดิน มองธันธัน แล้วก็ขอโทษนะธันธันที่ไม่มีเวลาได้อยู่กับหนูอย่างมีคุณภาพ มามี้จะ make up กับเวลาที่เสียไปทุกนาที เห็นธันธันเงยหน้ามาบ่นอะไรนิดหน่อย แล้วก็เดินไปเล่นอย่างอื่นๆต่ออย่างมีความสุข  ตลอดทั้งทริป เราใช้เวลาเกือบทั้งหมด อยู่กับธัน ติดกันเป็นตังเม เล่นกันเสร็จก็กินนมแม่ กินข้าวเสร็จก็วิ่งเล่น เล่นเสร็จก็วิ่งไปจะนั่งรถไปเที่ยว พาไปเดินทะเลก็ไปเด็ดดอกผักบุ้งทะเลเล่น ธันสนุกและเป็นอิสระมาก รู้จักอ้อนและแกล้งร้องไห้เวลาอยากให้แม่ทำอะไร  ติดกันตลอดเวลา จนพอแม่หายไปเข้าห้องน้ำ ก็มายืนรอ หรือไม่ก็ร้องไห้จะเป็นจะตาย

ทุกคร้้งที่คิดเรื่องนี้ ก็มักจะมีหน้าฮั่นกำลังร้องไห้แล้วพูดว่า หาแม่ๆๆ ตอนที่ฮั่นนอนไม่ได้เพราะติดนมแม่ แต่เรายังไม่กลับจากที่ทำงาน (พ่อมันอัดวิดีโอให้ดู) เป็นภาพที่ติดตาเสมอมา

ก่อนนอนคืนนี้ ก็ยังขอโทษฮั่นไปอีกครั้ง บอกมามี้เสียใจที่ตอนเด็กๆไม่ค่อยมีเวลาดูแลหนู แล้วก็กอดฮั่นใหญ่เลย จนฮั่นบอก ฉันรู้แล้วน่า งั้นนายก็ต้องอ่านหนังสือให้หมดนี้ (หยิบมาให้ประมาณ 6-7เล่ม)

อ่านจบ เกิดแรงดลใจให้เขียนบล็อคทันที

มามี้สัญญาว่า จะให้เวลากับทั้งธันธัน ฮั่นและปะป๊าให้มากขึ้น จะจัดสรรชีวิตให้มีคุณภาพกว่านี้ จะทำให้ดีกว่านี้รับรอง


วันจันทร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2557

รีวิวหนังสือพ่อแม่ : พ่อแม่ยุคใหม่ต้องเข้าใจสมองลูก

พ่อแม่ยุคใหม่ต้องเข้าใจสมองลูก : The Science of Parenting

           

ข้อมูลหนังสือ

ผู้เขียน    Margot Sunderland (มาร์โกต์ ซันเดอร์แลนด์)

ผู้แปล     น.พ. ชัยพร วิศิษฏ์พงศ์อารีย์

จำนวนหน้า            276 หน้า

สำนักพิมพ์             : ซีเอ็ดยูเคชั่นบมจ.

เดือนปีที่พิมพ์        : 2012

 


คำชวนอ่าน (ปกหน้า & ปกหลัง)

ความรักและการเลี้ยงดูของพ่อแม่ ส่งผลยิ่งใหญ่ต่อสมองและพัฒนาการเด็ก ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์บางอย่าง อาจทำร้ายลูกโดยไม่รู้ตัว

ในช่วง ปีแรกของชีวิต สมองมนุษย์เติบโตถึง90%  การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของสารเคมีในสมองเด็ก ส่งผลต่อบุคลิกและนิสัยใจคอตอนโต วิธีเลี้ยงดูของพ่อแม่ มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อการสร้างสารเคมีทั้งดีและไม่ดีในสมอง คุณอยากให้ลูกโตขึ้นเป็นคนแบบไหน คุณกำหนดได้

 

รูปแบบการนำเสนอ

ถึงจะเล่มใหญ่และหนาราวกับ textbook แต่เมื่อเปิดอ่านแล้ว เป็นอีกเล่มที่วางไม่ลงจริงๆ ด้วยเนื้อหา (ส่วนของเนื้อหาขออธิบายด้านล่าง) และรูปแบบการนำเสนอ ที่มีสีสัน จัดวางรูปแบบของเนื้อหา รูปประกอบ ข้อมูลที่น่าสนใจ คำถามและคำตอบเรื่องสำคัญๆ รวมทั้งการสรุปประเด็นสำคัญของเล่มได้อย่างลงตัว เป็นหนังสือแปลที่อ่านลื่น ใช้ภาษาเข้าใจง่าย ศัพท์เกี่ยวกับสมองอาจจะเยอะหน่อย แต่ไม่ต้องกลัวหาข้อมูลไม่เจอ เพราะจะมีดัชนี (Index) ให้ค้นหาว่าสิ่งที่เราอยากอ่านมันอยู่หน้าไหนได้ เหมือน textbook ทั่วไป

 



ความเห็นส่วนตัว

หลายครั้งที่อ่านหนังสือพ่อแม่ แล้วเจอคำแนะนำหรือเทคนิคต่างๆ ที่ให้ทำนั้น ไม่ให้ทำนั้นทำนี้เพราะจะส่งผลเสียกับเด็ก หรือได้รับฟังความเชื่อหรือคำแนะนำในการเลี้ยงลูกจากทั้งพ่อแม่เราเอง ญาติผู้ใหญ่ ผู้เชี่ยวชาญ และเพื่อนๆพ่อแม่ บ้างความเชื่อหรือคำแนะนำก็นำมาทำตาม บ้างก็ไม่เอามาใช่เพราะไม่เหมาะกับลูก เช่น ตอนเวลาลูกเป็นเบบี้ร้องแบบไม่รู้สาเหตุ บ้านแม่เราก็บอกรีบไปอุ้มลูกก่อน อีกบ้านแม่แฟนบอกอย่าไปอุ้ม อย่าโอ้มากเดี๋ยวเคยตัว บ้านญาติบอก ไหว้เจ้าที่หรือยัง เพื่อนๆบอก อุณหภูมิในห้องสูงเกิน  ตอนนั้นก็ไม่คิดอะไรมาก เหมือนพ่อแม่ทั่วไปส่วนใหญ่ ทำอะไรก็ได้ให้ลูกหยุดร้องไห้  เพราะกลัวว่าลูกร้องไห้มากจะไม่ดีต่อเด็ก 

เคยมั้ยที่ พอทำตามความเชื่อ หรือคำแนะนำต่างๆไปแล้ว กลับเกิดคำถามผุดขึ้นในใจว่า เออ มันใช่หรือ มันจะดีจริงหรือเปล่า ทำแล้วไง หรือที่บอกไม่ดีกับเด็ก มันไม่ดียังไง ไม่เข้าใจ แต่เพื่อให้ลูกได้สิ่งที่ดีที่สุดก็ยอมทำตามทั้งที่ไม่รู้เหตุผลที่แท้จริง  พอลูกโตมาหน่อย เค้าบอกว่า อย่าพูดไม่” “ห้าม อย่า” กับลูก หรือห้ามลงโทษด้วยการตีลูก หรือการขู่หรือดุด่าลูกเพื่อให้ทำตาม ด้วยเหตุผลที่ว่าปิดกั้นเด็ก ทำให้เด็กไม่มีความคิดสร้างสรรค์ อืม มันจริงหรือ เพราะพ่อแม่เราสมัยก่อน หรือพ่อแม่ยุคไหนต่อไหนก็พูดกัน แล้วไง โทมัส แอนเดอร์สันก็ยังประดิษฐ์หลอดไฟขึ้นมาได้ แน่นอนว่าพ่อแม่เค้าคงมีดุด่าว่าตีตอนเด็กๆเหมือนกัน ที่บอกส่งผลไม่ดีต่อเด็กในระยะยาวมันจริงหรือ พิสูจน์ได้เปล่า 

 

จากข้อคับข้องใจและขี้สงสัยส่วนตัวที่เก็บมาเรื่อยๆ ถึงสงสัยก็ทำตามที่เค้าแนะนำมาเกือบทุกอย่างเพราะเห็นว่าดีกับลูก หลังจากได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว โอ้แม่เจ้า มันช่างตอบโจทย์อะไรขนาดนี้ มันช่วยเฉลยข้อสงสัยเกือบทุกเรื่องที่เป็นปัญหา เป็นพฤติกรรมของเด็กตั้งแต่เกิดได้อย่างเป็นหลักเป็นการ ตามแนววิทยาศาสตร์ ตามหลักของประสาทชีววิทยา สมกับชื่อหนังสือThe science of parenting  เขียนโดยนักจิตวิทยาชื่อดังชาวอังกฤษ ได้อธิบายเกี่ยวกับสมองของลูกในแต่ละส่วน ระบบการทำงาน สารเคมีที่สำคัญในสมอง เชื่อมโยงกับการทำงานของร่างกาย จิตใจ สติปัญญา และอารมณ์ของลูก ช่วยให้เราไม่ต้องใช้วิทยาศาสตร์คุณแม่แบบคิดเองเออเองเลย ในทุกคำถามมีคำตอบ มีอ้างอิงผลการวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบต่อสมองและที่เกี่ยวข้องรองรับ คำถามและคำตอบเชิงวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ ก็อย่างเช่น

-          เด็กทารกหลอกหรือบงการพ่อแม่ผ่านการร้องไห้ได้หรือไม่ 

-          ถ้ายอมให้ลูกเล็กมานอนด้วย แล้วต่อไปเขาจะนอนคนเดียวได้ไหม

-          เกมคอมพิวเตอร์และโทรทัศน์มีผลต่อสมองลูกอย่างไร

-          จะรับมือกับเด็กอาละวาด เด็กทะเลาะกัน เด็กไม่เชื่อฟัง หรือสงครามกับลูกในมื้ออาหารยังไง

-          Time out ได้ผล และดีต่อเด็กจริงหรือ

-          ลูกถูกรังแกเป็นประจำ จะทำอย่างไรดี

ฯลฯ

ตัวอย่างหนึ่งที่ตรงกับชีวิตจริง ยังจำได้เลยว่าตอนลูกยังเล็ก อยากฝึกให้ลูกหลับเองตามแบบฝรั่ง ปล่อยให้ร้องไป นั่งดูนาฬิกาไป เสียงร้องก็ไม่ได้ลดเลย มีแต่ดังขึ้นๆ สุดท้ายทนไม่ได้สงสารลูกก็นอน-กก-นมแม่กันมาจนสองสามขวบลูกก็เลิกไปเอง นอนเองได้แถมขี้เซาอีกต่างหาก ผู้เขียนอธิบายว่า ลูกน้อยนั้นเกิดมาพร้อมสมองในส่วนล่างซึ่งทำงานเรื่องร่างกาย การมีชีวิตอยู่รอด เป็นส่วนที่พัฒนาที่สุด ลูกร้องไห้ก็เพราะจะได้ให้พ่อแม่มาช่วยเหลือ พ่อแม่ควรตอบสนองลูกอย่างรวดเร็วและหนักแน่น เพื่อลดผลกระทบภายในสมองของลูกจากการร้องไห้ เมื่อสมองส่วนหน้าจะโตพอที่จะพึ่งพาตัวเองได้ เด็กก็จะลดการติดตัวกับแม่ได้เอง การไม่ตอบสนองลูกตอนร้องไห้หรือตอนที่ลูกต้องการกลับส่งผลเสียต่อลูกเสียอีก


Time out เป็นอีกอย่างที่สงสัยว่ามันดีจริงหรือ ได้ผลจริงหรือ เพราะทุกครั้งที่เคยลอง มันทำให้ลูกยิ่งโกรธมากขึ้น หรือบางครั้งลูกก็ไม่ใส่ใจกับการลงโทษ ผู้เขียนนำเสนอวิธีการ Time in คือแทนที่จะให้ลูกอยู่คนเดียว พ่อแม่ควรนั่งลงใกล้ๆลูก ช่วยปลอบโยนลูกซึ่งสมองกำลังปั่นป่วน และระบบโกรธกำลังทำงาน  พ่อแม่ควรใช้เวลานั่งคุย ให้สนใจกับอารมณ์ของลูก ช่วยลูกจัดการอารมณ์หรือความรู้สึกที่ไม่อาจบรรยายได้ ความใส่ใจต่อลูก และรวมกันหาทางแก้ปัญหากับลูก ทำให้ลูกได้หลุดจากอารมณ์โกรธ และได้ใช้สมองส่วนหน้าในการคิดและเข้าใจว่าต้องจัดการยังไงกับเหตุการณ์ซ้ำเดิม แทนที่จะใช้ระบบโกรธหรือรุนแรงจากสมองส่วนล่างแทน


คิดง่ายๆ ก็คือ เวลาลูกแฮปปี้ ได้รับความรักและดูแลเอาใจใส่ หรือตอบสนองทั้งกายและใจในเวลาที่เหมาะสม สารเคมีและฮอร์โมนดีก็จะถูกปล่อยออกมา สมองในส่วนคิดวิเคราะห์มีโอกาสได้ทำงานได้ดี   ลูกร้องไห้ หวาดกลัว หรือเครียด สารเคมีตัวเครียดก็จะออกมา ระบบการทำงานของสมองที่เกี่ยวกับความกลัว ความรุนแรง ความโกรธ เพื่อให้ชีวิตอยู่รอดจะทำงานและพัฒนาเข้มแข็งขึ้น มากกว่าสมองที่ทำหน้าที่คิด วิเคราะห์ ทำให้พฤติกรรมของลูกมีแนวโน้มที่จะก้าวร้าว แก้ไขปัญหาแบบรุนแรงอย่างอัตโนมัติ


ผู้เขียนยังให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองของผู้เป็นพ่อและแม่ เพราะรู้ดีว่าพ่อแม่เครียดและใช้เวลาและพลังงานส่วนใหญ่ไปกับการเลี้ยงดูและพัฒนาลูก ดังนั้น พ่อแม่เองก็ต้องให้เวลาดีๆ สงบๆ เติมพลังกายและพลังใจ สร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เพราะพ่อแม่เป็นหลักสำคัญที่จะสร้างลูกให้เติบโตเป็นคนที่มีคุณภาพในอนาคต

 

ระดับความน่ามีครอบครอง

เขียนมาขนาดนี้แล้ว ถ้าไม่แนะนำก็ไม่รู้จะว่าไงแล้ว เป็นคู่มือเลี้ยงลูกที่เหมาะกับพ่อแม่รุ่นใหม่อย่างเรา

อย่าลืมนำความรู้เรื่องสมองมาปรับใช้เพื่อเลี้ยงดูลูกให้เหมาะสมแล้ว แล้วจะทำให้ลูกๆของเรา เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพจิตดี และมีความสุข

 



วันพฤหัสบดีที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2557

รีวิวหนังสือพ่อแม่: สมองลูกออกแบบได้ด้วยพ่อแม่

สมองลูกออกแบบได้ด้วยพ่อแม่

           

ข้อมูลหนังสือ

ผู้เขียน    น.พ. ดุสิต ลิขนะพิชิตกุล

จำนวนหน้า            136 หน้า

สำนักพิมพ์             : รักลูกบุ๊กส์สนพ.

เดือนปีที่พิมพ์        : 10/2013

 


คำชวนอ่าน (ปกหน้า)

เข้าใจการทำงานของสมองลูก ออกแบบและพัฒนาด้วยมือคุณเอง! กระตุ้นสร้างความฉลาด รอบรู้ โดยมีคุณหมอเป็นโค้ชแนะนำใกล้ชิด

 

รูปแบบการนำเสนอ

หนังสือนำเสนอรูปแบบเรียบง่าย เน้นสีฟ้าเป็นหลัก มีรูปประกอบเล็กๆน่ารักๆ ผู้เขียนแบ่งบทเป็นเรื่องสั้นๆ อ่านง่ายจบในตอน มีบางตอนต้องอ่านต่อเนื่องเพราะเนื้อหาเชื่อมโยงกัน ภาษาที่ใช้เข้าใจง่าย เป็นกันเองเหมือนมีเพื่อนๆมาให้คำปรึกษา ไม่คิดเลยว่าเป็นคุณหมอเขียน

 

ความเห็นส่วนตัว

จุดเด่นของหนังสือที่ชัดเจนมาก คือ การอธิบายเรื่องลึกลับสับสนเกี่ยวกับสมอง ให้เป็นเรื่องเข้าใจง่ายๆ สนุกๆ โดยการเปรียบเปรยสมองเหมือนซาลาเปา แบ่งสมองเป็นส่วนแป้งกับไส้ แล้วเชื่อมโยงการทำงานของสองส่วนนี้ต่อพฤติกรรมหรือการกระทำของลูกของเรา เห็นภาพและจดจำง่าย  ซึ่งเราก็สามารถหยิบยกมาพัฒนาสมองของลูกในแต่ละเรื่องได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล ทำให้เราได้เรียนรู้เรื่องราวและที่มาที่ไปของพัฒนาการของการเรียนรู้ พัฒนาการทางจิตใจ อารมณ์ และการเอาตัวรอดของลูกในแต่ละวัยผ่านการทำงานของสมอง

 

เรื่องสมองของลูกที่ได้ความรู้ไม่ใช่แค่เฉพาะตอนเด็กเท่านั้น ผู้เขียนอธิบายที่มาของวัยรุ่นวัยร้อนในมุมที่เราก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่ามันจะเกี่ยวอะไรกับสมอง อ้อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง   ยังมีอีกหลายเรื่องที่ช่วยตอบข้อข้องใจแม่ๆ เช่น สมองดื้อ สมองกับภาษา กินอะไรถึงฉลาด อาหารสมองที่แท้จริง ฯลฯ

 

คุณหมอมีลูกเล่นในการเขียนเล่าเรื่อง นำเอาเหตุการณ์ปัจจุบัน มีมุกมาสอดแทรกตลอดเรื่อง ทำให้อ่านสนุก ไม่ได้มีแต่เรื่องทฤษฎีอย่างเดียว คุณหมอก็ยังเก็บรายละเอียดได้ดี เพราะมีเสริมเรื่องความรู้และศัพท์สมองที่ควรรู้มาด้วย   

 

 

ระดับความน่ามีครอบครอง

แนะนำค่ะ เมื่อเทียบกับหนังสือสมองเล่มอื่นๆที่อ่านมา เล่มนี้เหมือนอ่านวิเคราะห์หุ้นสำหรับพวกแมงเม่า เพราะคนอ่านไม่จำเป็นต้องเข้าใจเรื่องสมองอย่างลึกซึ้งมากมาย ก็สามารถอ่านเข้าใจและนำไปใช้ได้ง่ายๆ ย่อยง่ายๆ ตรงประเด็นในเรื่องที่อยากรู้ แต่ถ้าใครที่อยากมองหนังสือหรือคู่มือที่เป็นแนววิชาการและตอบโจทย์ทุกสิ่งอย่าง เล่มนี้อาจจะไม่ใช่แนวนะคะ เดี๋ยวจะแนะนำอีกเล่มหนึ่ง โปรดติดตามตอนต่อไป   

 

วันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

รีวิวหนังสือพ่อแม่: แผนที่นำทางสร้างศักยภาพสมองลูก

แผนที่นำทางสร้างศักยภาพสมองลูก Brain’s Guide

ข้อมูลหนังสือ
ผู้เขียน    กองบรรณาธิการ รักลูก
จำนวนหน้า            136 หน้า
สำนักพิมพ์             : รักลูก
เดือนปีที่พิมพ์        : 4/2006



คำชวนอ่าน (ปกหลัง)

เจาะลึกเส้นทางลัดพัฒนาสมองลูกให้ก้าวไกล..ทำได้ง่ายๆ

“แผนที่นำทางสร้างศักยภาพสมองลูก”
เล่มนี้จะช่วยให้พ่อแม่ค้นพบหนทางที่ว่า
..ปัจจัยช่วยเสริมสร้างสมองลูกก้าวล้ำทำได้ง่ายๆ เริ่มที่พ่อแม่ อาหาร การเล่น การอ่าน และดนตรี
..สมองลูกสาว และสมองลูกชาย แท้จริงแล้วต่างกัน
..ช่วงขวบปีแรก เป็นช่วงเวลาทอง เพียงกระตุ้นถูกวิธี สมองลูกพัฒนาก้าวไกล
..หลักการทำงานของสมอง จริงๆ แล้ว ไม่ใช่เรื่องซับซ้อนยุ่งยากเกินจะเข้าใจ ฯลฯ
เพียงเท่านี้คุณก็นำลูกมาถูกทางแล้วล่ะค่ะ


รูปแบบการนำเสนอ
หนังสือเล่มเกือบสี่เหลี่ยมจัตุรัสเล็กๆ  เนื้อหาในหนังสือแบ่งเป็น 6 บท ลำดับเนื้อหาความรู้เกี่ยวกับสมองตามลำดับมาเรื่อยๆ และปิดท้ายด้วยความรู้เรื่องของสมอง
Part 1 ว่าด้วยเรื่องของสมอง
Part 2 พัฒนาสมองลูกได้ง่ายๆ
Part 3 อาหารกับสมอง
Part 4 ถึงโตแล้วก็ต้องดูแลสมอง
Part 5 สมอง..ฉลาดได้ด้วย “ดนตรี”
Part 6 ศัพท์สมอง
หนังสือสี่สี กระดาษอ่านสบายตา มีรูปประกอบน่ารักๆสไตล์หนังสือของสำนักพิมพ์รักลูก

ความเห็นส่วนตัว
ขอเริ่มหนังสือเกี่ยวกับสมองด้วยเล่มนี้ก่อน เพราะซื้อมาอ่านนานแล้วตั้งแต่ตอนท้องฮั่น เป็นหนึ่งในหนังสือชุด ส่งเสริมพัฒนาการและการเลี้ยงดูเด็กของสำนักพิมพ์รักลูก เราหยิบกลับบ้านมาพร้อมกับคู่มือเลี้ยงลูกของหมอชนิกาตอนเป็นคุณแม่มือใหม่ พอมาตอนธันธัน ก็ไม่ลืมที่จะเอามาอ่านอีกรอบเพื่อย้ำเตือนความรู้ (ที่หายไปตามวัย ขี้ลืมมาก เป็น mommy brain ของจริง)

เมื่อเปรียบเทียบกับหนังสือสมองเล่มอื่นๆที่มีที่บ้าน เล่มนี้ก็เหมือนหนังสือเรียนที่รวบรวมความรู้พื้นฐานทั่วไปเกี่ยวกับสมอง เนื้อหาสามารถหาข้อมูลได้ทั่วไปตามอินเตอร์เน็ท ไม่ได้ลงรายละเอียดลึกไปหรือไม่ได้ครอบคลุมทุกเรื่องที่ต้องอยู่ เน้นเรื่องการพัฒนาสมองของลูกตั้งแต่ยังอยู่ในท้อง จนถึงช่วงขวบแรก เป็นหลัก มีในเรื่องการดูแลและบำรุงสมองในตอนโต (ใน “Part 4 ถึงโตแล้วก็ต้องดูแลสมอง”)  หนังสือยังแนะนำปัจจัยสำคัญต่างๆ ในการสร้างสมองลูก ชอบที่ปัจจัยแรก คือ พ่อแม่ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด รองมา คือ อาหาร การเล่น ดนตรี และการอ่านหนังสือ

หนังสือมีแบบทดสอบเบื้องต้นเกี่ยวกับแววความสามารถของลูกน้อย เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ได้ประเมินและจะได้วางแผนการพัฒนาได้ถูกต้อง

บทสุดท้าย “ศัพท์สมอง” รวบรวมความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับสมอง เช่น สมองส่วนไหนชื่ออะไร คืออะไร มีหน้าที่อย่างไร เซลล์สมองเป็นยังไง มีรูปประกอบ และเราจะได้รู้จักและเข้าใจชื่อเรียกสมองส่วนต่างๆ ที่เราอาจจะเคยได้ยินเคยได้เห็นในโฆษณาหรือหนังสือ และกลไกการทำงานของสมองในแต่ละส่วน อารมณ์แบบอ่าน Finance for non-finance ประมาณว่าสามารถเข้าใจสมองได้อย่างที่ไม่ต้องจบหมอภายใน 15 นาที ประมาณนั้น

ระดับความน่ามีครอบครอง
ปานกลางค่ะ มีไว้เป็นเหมือนเป็นคู่มือประจำบ้านได้ค่ะ เหมาะสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ใช้ปูพื้ความรู้เกี่ยวกับสมองของลูก หาซื้อได้ตามร้านหนังสือทั่วไป และบูทของสำนักพิมพ์รักลูก
ถ้าใครอยากอ่านแบบไม่วิชาการ จะขอแนะนำหนังสือ “สมองลูกออกแบบได้ด้วยพ่อแม่”  หรือหากใครอยากได้คำตอบเกี่ยวกับเรื่องสมองแบบครบทุกสิ่งอย่าง เดี๋ยวจะแนะนำอีกเล่มให้ค่ะ

วันศุกร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

รีวิวหนังสือพ่อแม่ : ปั้นเด็กเก่งคิดสร้างสรรค์ Get Creative for a brighter kid

ปั้นเด็กเก่งคิดสร้างสรรค์ Get Creative for a brighter kid

           

ข้อมูลหนังสือ

ผู้เขียน    ศรัณย์ จันทพลาบูรณ์

จำนวนหน้า            164 หน้า

สำนักพิมพ์             : Think Beyond

เดือนปีที่พิมพ์        : 2011

 



คำชวนอ่าน (ปกด้านใน)

o ทำยังไงให้ลูกเป็นเด็กดีคิดต่าง?

o เลี้ยงลูกอย่างไรให้สร้างสรรค์

o ทำไมเราต้องเลี้ยงลูกให้มีความคิดสร้างสรรค์?

o เด็กๆเขามีความคิดสร้างสรรค์ยังไงกันเหรอ?

o วิธีพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์ของเด็กๆ ทำยังไง?

o เราทำถูกมั้ยที่จูงใจลูกด้วยการให้รางวัล?

o แปลงบรรยากาศในบ้านให้สร้างสรรค์ทำยังไง?

 

แนวทางเลี้ยงลูกให้มีความคิดสร้างสรรค์ทำง่ายๆ ได้ที่บ้านคุณ

 

รูปแบบการนำเสนอ

ภายในหนังสือมีแค่สี่สีเท่านั้น (ดำแดงขาวเทา) แต่สามารถจัดวางทั้งสี เนื้อหา และรูปประกอบได้ดูแล้วไม่น่าเบื่อ แต่ละหน้าจัดวางเนื้อหา ปรับเปลี่ยนตามเรื่องราวที่เล่า ไม่ตายตัวแบบหนังสือtextbook ไม่มีรูปแบบตายตัวติดกรอบของหนังสือ คิดว่าผู้จัดทำคงอยาก build ให้คนอ่านเปิดใจ คิดสร้างสรรค์นอกกรอบ

 



ความเห็นส่วนตัว

พอดีได้มีโอกาสไปอบรม Powerful Creator กับอาจารย์ศรัณย์ ซึ่งเนื้อหาตรงกับในหนังสือ พออ่านหนังสือก็เลยเข้าใจง่าย เหมือนอ่านเพื่อทบทวนและเตือนใจในสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปในการอบรม ก่อน review หนังสือ ขอพูดถึงการอบรมก่อนละกัน ต้องบอกว่าการอบรมของอาจารย์ศรัณย์ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ตั้งแต่การจัดห้องอบรมให้เป็นบรรยากาศริมชายหาด ผู้เข้าอบรมก็นั่งๆนอนๆกอดหมอน หนุนตุ๊กตาไป อบรมไปแบบชิลชิล เปิดกระบาล” ให้นอกกรอบ รวมทั้งวิธีการดำเนินการอบรมก็แปลกใหม่ เน้นดึงคำถามที่ค้างอยู่ในใจพ่อแม่ออกมา แล้วอาจารย์ก็ตอบปัญหาไป เชื่อมโยงเรื่องราวและหยิบยกเทคนิคต่างๆมาสอดแทรก จนตอบปัญหาของพ่อแม่จนจบภายในเวลาอย่างไม่น่าเชื่อ  (ไม่บอกว่าเป็นยังไง เพราะอยากให้ลองหาโอกาสไปอบรมเอง) รูปแบบนอกกรอบแต่ไม่ตกหล่นเนื้อหาหรือเรื่องราวที่จะคุยกันเรื่องการสร้างความคิดสร้างสรรค์ให้กับเด็ก ตัวชูให้การอบรมยิ่งน่าสนใจหนีไม่พ้น ลูกชายวัย 17 ของอาจารย์ที่สุดยอดมาก ทางด้านความคิดความอ่าน เหมือนฟังคนวัยเดียวกันมาพูดให้ฟัง เป็นตัวการันตีได้ดีเลยความคิดสร้างสรรค์สร้างได้จริงในบ้าน

 

กลับมาที่ตัวหนังสือเอง อ่านง่ายค่ะ มีการนำเนื้อหามาจากที่อาจารย์ไปจัดสัมมนามา เวลาอ่านจะรู้สึกเหมือนนั่งคุยกับอาจารย์อยู่ ภาษาที่ใช้ก็เป็นภาษาพูดง่ายๆ ไม่วิชาการ เข้าใจง่าย นำไปใช้ได้จริง เนื้อหาแต่ละบทสั้นๆค่ะ แต่ได้ใจความ

มีการแบ่งเรื่องราวเป็นหัวข้อๆ ลำดับเรื่องราวจากที่มา หรือคำถามว่าทำไมต้องสร้างสรรค์

 

มีการยกผลวิจัยที่เกี่ยวข้องมาเป็นระยะๆ เพื่อเชื่อมโยงให้เห็นว่าแต่ละเทคนิคจะช่วยส่งเสริมลูกเราได้อย่างไร ตัวอย่างเช่น

บ้านที่เด็กมีความคิดสร้างสรรค์สูง จะมีกฎของบ้านน้อยกว่า กฎหรือไม่มีเลย  กลายเป็นว่า พ่อแม่สร้างเงื่อนไขและกฎเกณฑ์ที่ทำให้เป็นตัวปิดกั้นความคิดของเด็กๆโดยไม่รู้ตัว อาจารย์อธิบายเรื่องนี้เยอะมากในตอนอบรม โดยเน้นให้ลองเปลี่ยน กฎ” เป็น คุณค่า แทน  เชื่อมโยงกฎให้เป็นแรงจูงใจให้เด็กคิด และปฏิบัติตาม ดีกว่าชี้นำและบังคับให้เป็นเช่นนั้น ในหนังสือมีตัวอย่างให้ค่ะ แต่จะขอยกตัวอย่างที่เห็นภาพชัดที่ได้จากที่อบรม เช่น มีบ้านหนึ่งบอกว่า ตั้งกฎว่าห้ามเดินกินข้าว ห้ามลุกออกจากโต๊ะถ้ากินข้าวไม่เสร็จ  อาจารย์ถามคุณแม่บ้านถึงเหตุผลว่าเพราะอะไรถึงตั้งกฎนี้ คุณแม่บอกเพราะว่า มันทำให้บ้านสกปรกและคนอื่นเห็นจะดูไม่ดี ไม่เรียบร้อย และเปลี่ยนกฎเป็นคุณค่าตามเหตุผลที่คุณแม่ตอบว่า บ้านเราเน้นคุณค่าเรื่องความสะอาด และมีมารยาทในการกินข้าว แทน 

 

ทั้งเล่มนี้ รวมทั้งที่ไปอบรม เราว่าเค้านำเอาหลักการ Floor time มาใช้เยอะทีเดียว เป็นหลักเดียวกันกับที่คุณครูที่รุ่งอรุณใช้กับเด็กๆ ไว้จะreview หนังสือเกี่ยวกับ Floor time ที่หลัง  ส่วนตัวบทที่ชอบคือ บทว่าด้วย อยากให้ลูกเป็นเด็กสร้างสรรค์ คุณพ่อคุณแม่ควรคิดอย่างไร” คือ ตอบโจทย์ปัญหาที่ค้างในใจได้มาก อาจารย์ให้เทคนิค 9 ข้อ เรื่องเน้นคุณค่ามิใช่กฎ เป็นหนึ่งในนั้นด้วย ข้ออื่นๆที่น่าสนใจ เช่น ยอมรับในตัวลูก ให้เสรีกับลูกไม่ห้ามหรือควบคุม หรือชี้นำเกินไป และเน้น ขำๆ ฮาๆ เพื่อให้ลูกได้คิดปล่อยมุก หรือคำถามประหลาดๆ สนุกๆและส่งเสริมสมองให้ลูกคิดสร้างสรรค์ไปโดยไม่รู้ตัว ยังมีอีกหลายข้อ อยากให้ไปอ่านกันเอง

 

ปิดท้ายก่อนจบเล่ม ด้วยวิธีการเปลี่ยนบรรยากาศในบ้านให้สร้างสรรค์ ทำให้เราอุ่นใจเยอะเลย พอรู้ว่า ผลวิจัยบอกว่าบ้านที่มีเสียงดัง มีของแปลกเข้าบ้านบ่อยๆ จะช่วยส่งเสริมเด็กให้คิดสร้างสรรค์ ไม่ปิดกั้น ไม่ตัดสิน  และอาจารย์ส่งท้ายโดยให้เรา พ่อแม่เริ่มจากการปรับทัศนคติก่อน เปิดใจและจะได้ปั้นลูกน้อยของเราให้เป็นCreative thinking อย่างมีความสุข  

 

ระดับความน่ามีครอบครอง

ต้องบอกว่าไม่ค่อยเจอหนังสือที่เน้นส่งเสริมเรื่องคิดสร้างสรรค์สำหรับเด็กอย่างนี้มาก่อน ส่วนใหญ่จะเป็นบทหนึ่งในพวกหนังสือส่งเสริมสมอง หรือไม่ก็ IQ หรือ EQ เป็นส่วนใหญ่ ถือเป็นหนังสือที่น่าสนใจค่ะ เล่มนี้ เจอที่ร้านหนังสือมือสอง เห็นอาจารย์บอกไม่มีพิมพ์แล้ว ตอนไปอบรมได้รับแจกไฟล์ต้นฉบับมา พอได้เจอหนังสือจริงๆเลยดีใจมากค่ะ ใครอยากได้ไฟล์สามารถติดต่อหลังไมค์ค่ะ ขอโปรโมทให้อาจารย์แกแทนคำขอบคุณที่จัดการอบรมดีๆค่ะ

 

วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

รีวิวหนังสือ: THE SOUND OF SUCCESS VOL.12&13 ตอน : ช่วยลูกให้เป็นแชมป์

THE SOUND OF SUCCESS VOL.12&13 ตอน : ช่วยลูกให้เป็นแชมป์          

 

ข้อมูลหนังสือ

ผู้เขียน    บัณฑิต และ แมรี่ อึ้งรังษี

จำนวนหน้า            - หน้า

สำนักพิมพ์             : www.Bundit.org

เดือนปีที่พิมพ์        : 4/2013


 

คำชวนอ่าน (ปกหลังกล่อง CD)

ซีดีชุดนี้  สรุปปัญญาและหลักคิดที่ดีที่สุด จากผลงานวิจัยหลายชิ้นของต่างประเทศ

 

บัณฑิต และ แมรี่ อึ้งรังษี  กลั่นกรองหลักคิดที่ช่วยลูกคุณให้เก่งครบ 6 ด้าน  จาก...

 

1.  หนังสืออังกฤษเกรด A  กว่า 40 เล่ม  จากนักจิตวิทยา  ผู้เชี่ยวชาญต่างๆ  ของอเมริกา  เป็นหลักการอมตะ

 

2.  ประสบการณ์ชีวิตครอบครัวของ 2 ผู้สอน ที่สำเร็จจริง


ทำไมต้อง  คบบัณฑิต  ติดรถฟัง

#1 คุณอยากได้ข้อมูลดีๆ แต่ไม่มีเวลาเปิดอ่านหนังสือ

#2 คุณอยากเปลี่ยนเวลาที่เสียไปกับการเดินทางให้เป็นประโยชน์

#3 คุณไม่มีเวลาเลือกข้อมูลที่เชื่อถือได้

#4 คุ้มค่ากว่า ชั่วโมง  สามารถเปิดฟังได้หลายรอบ  ข้อมูลอัดแน่น

 

รูปแบบการนำเสนอ

มันเป็นซีดี ที่คุณสามีเปิดให้ฟัง หลังจากที่เค้าเปิด Sound of Success ในเรื่องชีวิต เรื่องการทำงาน และเรื่องครอบครัวแล้ว (มีมันเกี่ยวทุกแผ่น) แต่ชอบแผ่นนี้มากที่สุดเพราะเป็นเกี่ยวกับลูก แถมมีคุณแมรี่ ภรรยามาพูดด้วย ก็ยิ่งชอบ เพราะเป็นหัวอกแม่เหมือนกัน เหมาะมากสำหรับคนที่ไม่ชอบอ่านหนังสือ หรือหาเวลาอ่านหนังสือได้ยาก ก็ใช้เปิดฟังเอาแทนได้ เลือกเปิดตอนรถติดๆหรือตอนทำงานเบื่อๆ ฟังได้เรื่อยๆ  

 

ซีดีในกล่องแบ่งออกเป็นสองแผ่น เล่าหลักสากล21 ข้อแห่งการสร้างเด็กให้เก่งครบ 6 ด้าน และเคล็ดลับเพิ่มศักยภาพให้ลูก  แผ่นที่ เป็นหลักสากลข้อที่ 1-19  แผ่นที่ เป็นหลักข้อที่เหลือกับเคล็ดลับ 10 ประการในการเพิ่มศักยภาพให้ลูก และมี  BONUS เพลง Don't Know What to Doโดย MOZART

 

Introduction บทนำ

หลักที่ 1 : ลูกเป็นทรัพย์สินของเราหรือไม่

หลักที่ 2 : อย่างไรเรียกว่า "รักอย่างไม่มีเงื่อนไข"

หลักที่ 3 : สอนลูกอย่างไร เมื่อเขาทำผิด

หลักที่ 4 : ทำอย่างไรให้กฎในบ้านศักดิ์สิทธิ์

หลักที่ 5 : ให้เกียรติลูกอย่างไร

หลักที่ 6 : ทำอย่างไรให้กฎระเบียบในบ้านชัดเจน

หลักที่ 7 : ทำอย่างไรไม่ให้เกิดความขัดแย้งในบ้าน

หลักที่ 8 : สอนลูกด้วยวิธีไหนที่ดีที่สุด

หลักที่ 9 : การใช้เวลากับลูก เน้นปริมาณหรือคุณภาพดี?

หลักที่ 10 : ถ้ามีลูกหลายคน ต้องให้เขาแข่งขันกันหรือไม่

หลักที่ 11 : เราควรจะตีลูกหรือไม่?

หลักที่ 12 : อะไรคือสิ่งที่พ่อแม่ควรทำหลังจากทำโทษลูก?

หลักที่ 13 : อะไรคือทักษะที่พ่อแม่ควรมี เพื่อความเข้าใจในตัวลูก?

หลักที่ 14 : กิจกรรมอะไรที่ครอบครัวควรทำร่วมกัน?

หลักที่ 15 : จะปล่อยให้ลูกล้มหรือประคองไว้ตลอด?

หลักที่ 16 : ทำอย่างไรถ้าลูกไม่สมบูรณ์แบบไปทุกอย่าง?

หลักที่ 17 : เราจะสอนลูกเรื่องการประสบความสำเร็จในชีวิตว่าอย่างไร?

หลักที่ 18 : ความสัมพันธ์ใดในครอบครัวที่สำคัญที่สุด?

หลักที่ 19 : แสดงความรักต่อลูกอย่างไรดี?

หลักที่ 20 : ทำอย่างไรกับสิ่งที่ลูกเคยทำผิดในอดีต?

หลักที่ 21 : การเปรียบเทียบลูกเรากับคนอื่นเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่?

 

เคล็ดลับ 1 :  วิธีวางตัวกับลูก เป็นเพื่อนหรือผู้ปกครอง?

เคล็ดลับ 2 :  วิธีวางตัวของพ่อกับแม่ ต้องเหมือนหรือต่างกันอย่างไร?

เคล็ดลับ 3 :  วิธีสอนลูกให้ประสบความสำเร็จในชีวิต

เคล็ดลับ 4 :  อะไรคือสิ่งที่พ่อแม่ควรทำให้ลูกเห็น?

เคล็ดลับ 5 :  วิธีสอนให้ลูกรู้จักอดทนรอคอย

เคล็ดลับ 6 :  วิธีสอนให้ลูกรู้จักความหมายของการทำดี

เคล็ดลับ 7 :  อะไรคือสิ่งที่อันตรายที่สุดที่ไม่ควรปล่อยให้ลูกใช้เวลากับมัน?

เคล็ดลับ 8 :  วิธีสอนให้ลูกรักการอ่านหนังสือ

เคล็ดลับ 9 :  ดนตรีมีผลกับพัฒนาการสมองของเด็กขนาดไหน?

เคล็ดลับ 10:  วิธีทำให้ลูกค้นพบพรสวรรค์ของตัวเอง

 

 

ความเห็นส่วนตัว

เนื่องจากโดนเปิดให้ฟังโดยไม่ได้ตั้งตัว เลยไม่ได้อ่านก่อนว่าจะมีเนื้อหาอะไรในแผ่นบ้าง ทำให้ไม่ได้คาดหวังมากนัก ฟังไปเรื่อยๆ คิดตามไปเรื่อยๆ หันมามองสามีเป็นพักๆ ประมาณว่า เออ เนื้อหามันใช้เลยนะ เราไม่เคยรู้อีกมุมหนึ่งของบัณฑิตในบทบาทของความเป็นพ่อเลย เพราะที่เคยฟังมาจะเน้นเกี่ยวกับการตั้งเป้าหมายของชีวิต การดำเนินชีวิตของผู้ใหญ่ซึ่งมันช่างดุเดือด สร้างแรงบันดาลใจปลุกไฟในจิตวิญญาณอะไรประมาณนั้น  แต่พอมาคุยเรื่องที่ใกล้ตัวหน่อย อย่างเซทที่เป็นเกี่ยวกับคู่ชีวิต “Sound of success : สำเร็จที่บ้านสำคัญที่สุด” ก็เป็นอีกแนวไปเลย เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ของคู่สามีภรรยา อันนี้แนะนำให้ฟังอีกเช่นกัน ต้องฟังด้วยกันสามีภรรยาจะดีมาก   พอมาได้ฟังแนวทางเกี่ยวกับเลี้ยงลูกของบัณฑิตและแมรี่ ก็อดคิดไม่ได้ว่ามันต้องเป็นการเลี้ยงลูกที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ เด็กต้องสำเร็จ หรือแนวทางแบบฝรั่งจ้า  แต่ไม่ใช่เลย บอกได้เลยว่าน่าสนใจมาก และค่อนข้างใกล้เคียงกับวิธีที่เราใช้เลี้ยงดูลูก ฟังแต่ละหลักสากลที่บัณฑิตและแมรี่ได้ศึกษา รวบรวม ทดลอง และถ่ายทอดประสบการณ์ตรงกับลูกสาวทั้ง 4 คน (ถ้าไม่ได้ฟังซีดี ก็คงไม่รู้นะเนี่ยว่าเค้ามีลูกมีเมียน่ารัก)ถือว่าเป็นการเลี้ยงลูกที่ไม่ใช่ฝรั่งจ๋า ปล่อยๆ หรือเน้นเรื่องความสำเร็จของลูกอย่างที่คิดไว้ตอนแรกเลยสักนิดเดียว แถมส่วนตัวรู้สึกว่าแมรี่นี่ conservative เข้มงวด และมีความเป็นคนไทยกว่าเราอีกนะเนี่ย


จุดเด่นคือวิธีในการถ่ายทอดและยกตัวอย่างของทั้งคู่ บัณฑิตกับแมรี่สามารถนำเนื้อหาและบทวิจัยมาร้อยเรียงและเล่าให้ฟังอย่างเข้าใจง่าย เนื้อหาสอดคล้องเชื่อมโยงกับตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน มีน้ำหนักน่าเชื่อถือเพราะมาอ้างอิงบทวิจัยประกอบบ้าง รวมทั้งเป็นเรื่องราวที่มาจากประสบการณ์ตรงซึ่งสามารถหยิบยกมาให้คนเป็นพ่อเป็นแม่คิดตามแล้วเห็นภาพ  หลายข้อเป็นเรื่องที่เราเคยรู้แล้ว และคิดว่าเป็นเรื่องปกติที่ต้องทำ แต่พอทั้งคู่ยกขึ้นมานำเสนอในอีกมุมหนึ่ง ก็ทำให้เห็นเหรียญอีกด้านหนึ่งที่มีความสำคัญเช่นกันแต่เราอาจจะไม่ได้ใส่ใจเท่าไร 


อีกจุดหนึ่งที่ชอบซีดีแผ่นนี้ ก็คือ มันให้อารมณ์เหมือนกำลังนั่งคุยปรึกษาเพื่อนๆ เกี่ยวกับลูก เรื่องที่เราคิดว่ามีปัญหา คิดไม่ตกว่าต้องทำยังไงกับลูกดี คนที่เป็นพ่อเป็นแม่จะชอบมากที่จะค้นคว้า หาคำแนะนำดีๆ หรือวิธีแก้ไขปัญหาของลูก พอได้ฟังก็จะรู้สึกดีและได้ความรู้ใหม่ๆ ข้อไหนหรือแนวทางไหนที่เหมาะกับบ้านเราก็จะได้เอามาปรับใช้  บัณฑิตกับแมรี่เป็นเหมือนพ่อแม่เพื่อนลูก หรือกลุ่มเพื่อนพ่อแม่ ที่เราสามารถขอคำปรึกษาได้ อยากฟังว่าเค้าคิดยังไงและเรามั่นใจได้ว่าจะได้คำตอบที่ไม่ผิดหวังจริงๆ

 

ระดับความน่ามีครอบครอง

แนะนำเลยเหมาะสำหรับพ่อแม่เอาไว้ติดรถฟังมากๆค่ะ ลองลดเวลาฟัง gossip ดาราหรือข่าวหุ้น ข่าวบอลบนรถ มาฟังสองคนนี้มาให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกดูนะคะ

 

วันพุธที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

รีวิวหนังสือ: สูตรสำเร็จ ฝึกลูกพูดเก่ง

สูตรสำเร็จ ฝึกลูกพูดเก่ง


ข้อมูลหนังสือ
ผู้เขียน    สองขา
จำนวนหน้า            151 หน้า
สำนักพิมพ์             : รักลูก
เดือนปีที่พิมพ์        : 11/2009

คำชวนอ่าน (ปกหลัง)
ปัญหาทักษะการพูด ใครว่าเรื่องเล็ก ถ้าเด็กไม่พูด พูดช้า พูดน้อย พูดไม่ชัด พูดเร็ว พูดไม่เป็นภาษา พูดดัง พูดเบา พูดมาก พูดติดอ่าง พูดสลับคำ พูดสื่อความหมายได้ไม่ตรงกับที่ใจนึก ฯลฯ
อย่ารอช้า! สิ่งสำคัญคือท่าทีในการมองปัญหาของพ่อแม่และวิธีปฏิบัติที่สอดคล้องกับปัญหานั้น อย่าลืมว่าภาษา การพูด การสื่อสาร เปรียบเสมือนกุญแจดอกใหญ่ของเด็กที่จะสื่อความคิด แสดงความต้องการของตนเอง และสามารถสื่อสารเพื่ออยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคมได้ ถ้ารากฐานในทักษะด้านภาษาไม่ดีพอ ก็ยากที่จะทำและเรียนรู้ในทักษะใหม่ๆ

รูปแบบการนำเสนอ
หนังสือไม่หนามาก เนื้อหาไม่แน่นจนอึดอัด แต่ก็ให้ข้อมูลครบเรื่องการพูดของลูก สีสันสดใส อ่านแล้วไม่เบื่อ มีรูปประกอบน่ารักๆ
มีที่จดบันทึก ใต้การทำกิจกรรมต่างๆ ที่หนังสือนำเสนอ รวมทั้ง ท้ายเล่มมีที่ให้จดบันทึกลูกรัก เกี่ยวกับพัฒนาการ และปัญหาของลูก สามารถเขียนหรือเอาไปดัดแปลงใช้ได้


ความเห็นส่วนตัว
หยิบเล่มนี้มาอ่านตอนไปสัมมนา (อีกแล้ว) เพราะช่วงนี้ธันธันก็ขวบสี่เดือนแล้ว แต่ยังไม่ยอมพูดสักคำ คำที่เคยพูดได้ก็เลิกไม่พูดอีกแล้ว ถึงยังไม่พูดแต่ธันธันฟังเข้าใจและทำตามที่สั่งหรือบอกได้  เล่มนี้เคยอ่านไปตอนฮั่นเด็กๆ เพราะฮั่นพูดช้าเหมือนกัน บอกเลยว่าจำเนื้อหาไม่ได้แล้ว มามี้เลยขอย้ำความเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการพูด และแนวทางในการส่งเสริมลูกน้อยในการพูดอีกสักที

“สองขา” ผู้เขียนก็เป็นคุณแม่ที่มีลูกพูดช้า ต้องไปเรียนกับครูฝึกพูดอยู่หลายปี ได้เขียนหนังสือเล่มนี้เพื่อแบ่งปันประสบการณ์และความรู้ที่ได้จากชีวิตจริงในการสอนและพัฒนาการสื่อสารของเด็ก การถ่ายทอดของเนื้อหาเลยเข้าใจง่าย และเป็นกฎเกณฑ์หรือข้อบังคับมากเกินไป ผู้เขียนเริ่มหนังสือ ปลุกใจพ่อแม่ ไม่ใช่ ให้พ่อแม่เข้าใจว่า “ใครๆก็สื่อสารได้” ลิงก็ยังทำได้ ทำไมลูกเราจะทำไม่ได้ งั้นมาเข้าใจถึงที่มาของการสื่อสาร และพัฒนาการทางภาษาของเด็กที่ควรจะเป็น ชอบที่ผู้เขียนเน้นว่าเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน พี่น้องกันก็อาจมีพัฒนาการต่างกัน อยู่ที่เรา พ่อแม่จะสังเกต ส่งเสริม และแก้ไขให้ลูกในแต่ละปัญหายังไง เรื่องของพัฒนาการ

ว่าแล้ว ก็กะว่าจะตั้งใจอ่านตั้งแต่ต้นจนจบ เพราะตอนสมัยฮั่น จำได้ว่าเราแอบเปิดดูบท “แนวทางในการแก้ไข” กับ “ฝึกลูกพูด” ไปเลย เพราะอยากรู้แต่วิธีแก้ไขด่วนๆ แต่ก็ไม่ค่อย get ว่าเพราะอะไร เอาละมาตั้งใจแล้วกลับมาอ่านต่อ ค่อยๆเป็นค่อยๆไป กว่าสัมมนาจะเริ่ม สรุปอ่านแป๊บเดียวไม่ถึงชั่วโมงก็จบ

พอเข้าใจพัฒนาการในการสื่อสารของเด็กแล้ว ผู้เขียนได้อธิบายปัจจัย 5 ประการ ที่ทำให้คนเราพูดสื่อความหมายได้รู้เรื่อง นั้นก็คือ หู สมอง ปาก สิ่งแวดล้อม และสิ่งเร้า  โดยอธิบายปัจจัยแต่ละประการอย่างละเอียด เชื่อมโยงกับการสื่อสารของเด็กตามวัย สอดแทรกเคล็ดลับและตัวอย่างที่พ่อแม่ควรทำเพื่อช่วยลูกให้พูดสื่อสารได้ตามวัย


หลังจากเข้าใจองค์ประกอบของการสื่อสารแล้ว ผู้เขียนอธิบายเรื่องปัญหาในการพูดของเด็กที่พบได้บ่อยๆ ซึ่งก็ตามคำปกหลังด้านบน แล้วก็ค่อยๆ ไล่แนวทางในการแก้ไขในแต่ละปัญหา และ ยกกิจกรรมที่ใช้ “ฝึกลูกพูด” มีรูปประกอบให้เห็นภาพด้วย  ซึ่งพ่อแม่ต้องดูวัยของลูกแล้วลองนำไปประยุกต์ใช้ดูนะคะ ส่วนตัวเริ่มจากการฝึกธันธันแบบง่ายๆ เพราะธันยังไม่มีสมาธิพอจะนั่งฟังหรือทำตามที่สั่งมากนัก เราเอาวิธีการสอนแบบ “รูปธรรม” คือ สอนจากของจริง และฝึกแบบเริ่มจากสิ่งที่ลูกสนใจ เพื่อให้ธันธันชอบ และให้ความร่วมมือ บวกกับต้องทำให้สนุกสนาน เพราะวัยขวบกว่านี้ เกรียนมาก ไม่พอใจหรือเบื่อก็เดินหนีไปเล่นอย่างอื่นๆ ทิ้งแม่ไปไม่ให้สุ่มให้เสียงได้

อย่างที่ผู้เขียนกล่าวในบทนำว่า
               “ไม่มีไม้เท้ากายสิทธิ์ในชีวิตของพ่อแม่ที่จะแตะโน่น ปิ๊งนี่ แล้วลูกเราจะเป็นไปได้อย่างใจนึก หรือได้ผลดีทันตาเห็น เพราะกว่าที่เด็กคนหนึ่งจะได้เรียนรู้ ต้องอาศัยทั้งเวลา และความอดทน ...

มามี้จะคอยวันที่ธันธัน พูดกับมามี้ นอกจากคำว่า “แหม่ม แหม่ม” (กินนม) เป็น “I Love You”
มามี้จะอดทนและฝึกฝนกันต่อไป

ระดับความน่ามีครอบครอง
สำหรับพ่อแม่ที่คิดว่าลูกตัวเองมีปัญหาเรื่องการพูด หรือสื่อสาร อาจจะเป็นหนังสือเริ่มต้นทำความเข้าใจการสื่อสารที่ดีค่ะ แต่ถ้าลูกมีปัญหามาก คิดว่าหนังสือยังไม่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาในเชิงลึก เพราะหนังสือเสนอเน้นหาครอบคลุมทุกโรค อาจจะดีกว่าที่จะไปหาหมอ หรือหาหนังสือเฉพาะทางค่ะ