วันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2557

Mamy's Lab: First Mind Map

Lab test date: 12 Aug 2014
เด็กชาย ฮั่น 5 ขวบ 9 เดือน
Topic: Mind Map for Kid


หลังจากได้ไปอบรมMind Map เราก็เอามาดัดแปลงและสอนให้กับที่บริษัท feedback ดีมาก  เลยอยากต่อยอดมาลองกับลูกดู กำลังทดลองวิธีการสอนและเทคนิคในการดึงเด็กน้อยมาสนใจจดจ่อกับ Mind Map  ได้ finding มาหลายเรื่อง ลองอ่านกันดูนะคะ

ทำอย่างไร  ให้ลูกสนใจ 
ปกติเด็กๆสนใจอะไรง่ายๆอยู่แล้ว ยิ่งถ้าพ่อแม่ทำด้วย แต่แล้วหันไปหาฮั่น ฮั่นไม่ใช่เด็กปกติทั่วไป ฮั่นไม่สนใจอะไรง่ายๆ ยกเว้นเรื่องที่ชอบ เท่านั้น ยิ่งโตก็ยิ่งชัดเจนมาก ถ้าจะให้ชักชวนมาทำ จริงๆก็ทำได้ แต่อยากให้ฮั่นสนใจเรื่องที่แม่จะนำเสนอด้วยตัวของเค้าเอง ยิ่งไปอบรม unschooling มา ยิ่งต้องนำมาใช้ ในเรื่องของ Cue คือ สังเกตลูกให้ดีว่าลูกอยากเรียนรู้อะไร แล้วหน้าที่ของพ่อแม่คือต้องป้อนให้ทัน แหม สังเกตไม่ทันอ่ะ ขอสร้างขึ้นเองเลยละกัน  โจทย์ยากมาก  แม่มันจึงต้องวางแผนซ้อนแผน manipulate กันไปแบบเนียนๆ

ง่ายสุด คือ นำพาลูกไปในสิ่งที่ลูกสนใจอยู่แล้ว เราจึงออกอุบาย (ใช้คำนี้ได้เลย) พาธันไปเดินเล่น ฮั่นเห็นบอกอยากไปด้วย เลยถามฮั่นว่าอยากไปไหน ฮั่นบอกอยากไป 7-11  เข้าล็อค คุยกันว่า อยากซื้ออะไร เอาเงินไปเท่าไรดี ฮั่นช่วยคิดช่วยวางแผน แล้วก็เดินไปด้วยกัน 3คนแม่ลูก พ่อมีมาเสริม บอกฮั่นต้องช่วยดูแลแม่กับน้องด้วย ฮั่นรู้สึกแบบมีความรับผิดชอบขึ้นมาอย่างภาคภูมิใจ ระหว่างทางคุยกันสนุก ได้ลองให้ฮั่นได้คิดประมาณการณ์เองว่า 20 บาทจะซื้ออะไรได้บ้าง  กลับบ้านกันมาอย่างแฮปปี้ อิ่มอร่อยและภูมิใจดูแลแม่กับน้องกลับบ้านปลอดภัย แถมยังใช้เงินคุ้มค่าได้ของที่ตัวเองอยากได้  แล้วฮั่นก็เข้ามุมเลโก้ไม่สนใจใคร

เริ่มปฎิบัติการ
เมื่อปูสถานการณ์มาขนาดนี้แล้ว จะไม่ยอมเสียเงิน 20 บาทกับแรงที่ต้องอุ้มธันธันเดินไปตลาดเด็ดขาด แม่มันเริ่มปฎิบัติการ เปิดกระดานวาด Mind map  มีคำกล่าวที่ว่า ไม่มีคำตอบที่ไม่ดีในโลก มีแต่คำถามที่ไม่ดี   เราต้องเริ่มคำถามชี้ชวนที่น่าสนใจหน่อย
มามี้จุ๊บ: ฮั่น ป้าย 7-11 มันมีสีอะไรบ้างนะลูก
ฮั่น: ก็มีสีส้ม สีเขียว สีแดงไง
มามี้: แล้วในร้าน นอกจากน้ำที่ฮั่นซื้อ มันมีอะไรขายบ้างนะ
ฮั่น: ก็มี bar bar bar bar
มามี้ เริ่มร่าง Map บนกระดานตามที่ฮั่นบอก
มามี้: แล้วมีอะไรอีก
ฮั่น: โอ๊ย นายก็ถามอยู่ได้ (เริ่มรำคาญ)
มามี้ : มีอันนี้ด้วยสินะ (เริ่มเอาของอร่อยที่ฮั่นชอบมาล่อให้ตอบต่อ)
แล้วก็เขียนๆ วาดๆ คร่าวๆ ประมาณหนึ่ง
ฮั่นจากนั่งเล่นเลโก้อยู่ ก็เดินมาดูที่กระดาน เห็นมีรูปขนม ไอติม น้ำ นม  ฮั่นเริ่มบอกสินค้าในแต่ละ category เพิ่มขึ้่นได้ซักพัก แล้วก็จากไป กลับไปเล่นเลโก้ต่อ

ชวนลูกลงมือ
เป็นข้อยืนยันจริงๆว่า ถึงแม้จะมีของเล่น หรือเกมมันส์น่าสนุกยังไง สำหรับเด็กเล็ก พ่อแม่ก็ยังเป็นของเล่นที่น่าสนใจอันดับหนึ่งสำหรับลูกเสมอ  เราเริ่มดึงพวก leaflet ของห้างต่างๆในบ้านมา (เก็บสะสมไว้เพื่อการณ์นี้โดยเฉพาะ)  จุดหนึ่งที่ต้องเตรียมรูปเอาไว้ เพราะฮั่นยังวาดรูปไม่เก่ง และไม่ชอบวาดรูปถ้ามันไม่สวยไม่ถูกต้อง เราจึงใช้รูปภาพแทน และเลือกการตัดแปะซึ่งเป็นวิธีที่เหมาะกับลูกมากที่สุด สำหรับลูกบ้านไหนที่วาดรูป หรือเขียนเป็นคำได้ ก็อาจจะเลือกตามที่ลูกชอบทำ
เราเริ่มทำจริงโดยวาดแก่นแกน หรือจุดกึ่งกลางเป็น โลโก้ 7-11 แทนเรื่องราวที่คุยกันมาตามที่ร่างบนกระดาน แล้วก็ตัดรูปสินค้าที่เป็นกลุ่มใหญ่มาแปะเป็นกิ่งแก้ว ตามประเภทสินค้าหลักที่คุยกัน ฮั่นก็เริ่มสนใจ เข้ามามองมาดู ได้โอกาสธันงอแง ฮั่นบอกว่า เดี๋ยวฉันทำต่อเอง โดยเลือกรูปสินค้ามาใส่ตรงตามประเภทสินค้า เป็นกิ่งก้อย ด้วยตัวเอง  นั่งตัดนั่งแปะเอง โดยแม่ไม่ต้องชักจูงให้ทำมากมาย
เสริมให้ฮั่นช่วยลากเส้นเชื่อมโยงสินค้าในกลุ่ม โดยบอกให้ใช้สีเดียวกันในกลุ่มเดียวกัน เป็นการสอนกฎ Mind Map ไปในตัว ส่วนว่าเส้นโค้งหรือตรงนั่น สำหรับครั้งแรก มีบอกฮั่นเหมือนกันว่าถ้าเขียนเส้นโค้งจะสวยดี แต่ไม่ได้บังคับมากมาย กะจะลองในครั้งหน้า

ชื่นชมผลงาน
เมื่อธันหายงอแง ปล่อยธันไประเลงภาพ Map บนกระดานแทน กลับมาดูงานที่ฮั่นทำ ช่วยกันคิดช่วยกันหาว่ายังขาดอะไรอีกมั้ย น่าเสียดายที่ไม่มีรูปไอติม หรือรูปขนมปังที่ฮั่นชอบ ได้โอกาสชักชวนต่อว่าคราวหน้าหารูปมาเยอะๆมาทำกันนะ ซึ่งฮั่นดูสนใจดี  เมื่อผลงานเสร็จ ก็ต้องให้คำชื่นชมจากใจ ก็มันสวยจริงๆ สำหรับ mind map ของฮั่น ขอถ่ายรูปเก็บเป็นที่ระลึก ก็ทำเป็นอายเล็กน้อย ก่อนหันกลับไปเล่นอย่างอื่นแทน

เทคนิคที่ได้จากการทดลองครั้งแรก
  1. เปิดโอกาสให้เด็กคิดได้ แต่ต้องมีชักจูง หรือนำพาในบางครั้ง เพื่อให้เกิดความสนุก
  2. กิจกรรมต้องกระชับ อย่ายืดเยื้อมาก เพราะช่วงเวลาที่ลูก focus ตั้งแต่ต้นจนจบอาจจะสั้นมาก ให้เวลาในส่วนที่ลูกสนใจ เช่น สนใจวาดรูป หรือระดมสมอง ก็อาจปล่อยเวลาเพิ่มเติมได้ ให้ความคิดไหลไป 
  3. เลือกเทคนิคการทำ Mind Map ที่ลูกถนัด เพื่อให้เกิดความสบายใจและสนุกกับการทำครั้งแรก ประสบการณ์ทำ Map ที่เพลิดเพลินจะทำให้มีครั้งที่สองได้ไม่ยาก
  4. อุปกรณ์ต้องพร้อม แต่ใจพ่อแม่ต้องพร้อมมากกว่า ต้องสนุกไปกับลูกและพร้อมเสริมข้อมูลหรือนำพาการค้นคว้าข้อมูลต่อ  เลือกเรื่องง่ายๆ ใกล้ตัว จะทำให้พ่อแม่คิดหาสิ่งที่มาเพิ่มเติม mind map ได้ง่ายและเร็วกว่า

สัปดาห์หน้า คิดไว้ในใจแล้วว่าจะชวนฮั่นทำเรื่องอะไร รอติดตามผลการทดลองได้นะคะ


อ่านต่อ 2nd Mind Map 



วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2557

รีวิวหนังสือพ่อแม่ : อิสระอย่างยิ่ง ดังอิสรา Home-made School II

ข้อมูลหนังสือ
ผู้เขียน    ยิ่ง อิสรา วังวิญญู
จำนวนหน้า            290 หน้า
สำนักพิมพ์             : วงน้ำชา
เดือนปีที่พิมพ์        : 6/2551



คำชวนอ่าน (ปกหน้าและหลัง)
เมื่อเด็กเพี้ยนไปเรียนเปียโนที่ยาโรสลาฟล์

ความเห็นส่วนตัว
ได้มีโอกาสพบเจอกับยิ่ง ผู้เขียน ตอนที่ไปอบรม เลี้ยงลูกด้วยจิตตื่นรู้ของ อาใหญ่ (วิศิษฐ์ วังวิญญู)  ซึ่งเป็นคุณพ่อของยิ่งนั้นเอง เราได้พูดคุยและสอบถามยิ่งถึงเรื่อง home school แบบ unschooling  เรื่องการเลี้ยงดูแบบไม่เทศน์ ไม่สอน  และเรื่องอีกมากมายในมุมมองของลูก  ด้วยความสงสัยว่า ทำไมจากเด็กที่ติดเกมคอมพิวเตอร์ กลายเป็นเด็กที่มีวินัยมากทั้งในเรื่องเรียน และการใช้ชีวิต  เป็นเด็กที่มีความคิด

แม้ร่างกายของยิ่งจะไม่อำนวยให้ใช้ชีวิตได้อย่างเด็กหนุ่มทั่วไป มือข้างหนึ่งไม่มีแรง เล่นเปียโนได้เพียงข้างเดียว  (ผลสืบเนื่องจากการผ่าตัด) แต่ยิ่งยังอารมณ์ดี มีมุขปล่อยมาเรื่อยๆ แผงไปด้วยความมั่นใจและความจริงใจ เราจึงอดใจไม่หยิบผลงานเขียนของยิ่งติดมือกลับบ้านมาด้วย เพราะรู้ว่าพ่อลูกคู่นี้ "ไม่ธรรมดา" 

เรื่องราวในหนังสือเป็นเขียนจดหมายอิเล็กทรอนิคส์ หรือ อีเมล ตอบกันระหว่างยิ่ง กับคุณพ่อ และบรรดาเพื่อนๆและกัลยาณมิตรในชุมชน เล่าเรื่องราวของยิ่งในวัย 16 ปีเดินทางตามความฝันเพื่อไปเรียนเปียโนไกลจากบ้านเกิดเมืองนอนไปถึงรัสเซีย ประเทศที่สร้างนักเปียโนระดับโลกมานับไม่ถ้วน  ดูเหมือนไม่น่าจะมีอะไรน่าสนใจมากมายก็คงเหมือนเด็กทั่วไปที่ได้ไปเรียนนอก ที่เด็กไปเรียนนอกก็จะต้องประสบกันทั้งเรื่องความแตกต่างทางวัฒนธรรม ภาษา สิ่งแวดล้อมที่ช่างสุดขั้วกับบ้านเรา แต่ยิ่งสามารถถ่ายทอดทุกตัวอักษรออกมาเป็นเรื่องราวที่ช่างน่าติดตามมาก (อ่านเพลินจริง) ละเมียดละมัยในการถ่ายทอด มีบุคลิกของตัวเองอย่างชัดเจน แผงไปด้วยปรัญญาของการใช้ชีวิต การจัดการความคิด อารมณ์ และความรู้สึกของตนเอง ซึ่งในบางเรื่องบอกตามตรงว่า ตัวเราเองยังเพิ่งมาคิดได้เมื่อวัยเข้าเลขสามด้วยซ้ำ  ย้อนคิดไปว่าตอนอายุ 16 เราจะคิดอะไรได้อย่างนี้หรือไม่ ตอบได้เลยว่า ไม่มีทาง ขอยกบางตอนที่ยิ่งเขียนไว้อย่างน่าประทับใจ

  ทุกๆภาษา มันก็ร่ำรวยในตัวของมันเอง การจะเข้าใจภาษาไม่ใช่แค่ต้องรู้จักคำมากๆ แต่ต้องเข้าใจอารมณ์ของคำแต่ละคำ เข้าใจบุคลิกของคนชาตินั้น ว่าเขาใช้ถ้อยคำเหล่านั้นอย่างไร เพราะภาษามักจะเชื่อมโยงกับเรื่องราว กับผู้คน กับอะไรต่อมิอะไรมากมาย ถ้าไม่มีเรื่องราวจะบอกเล่า ภาษาก็คงไม่เกิดขึ้นบนโลกนี้มั้ง 


...จะดีกว่ามั้ย ถ้าเราจะพยายามเข้าใจผู้อื่นเสียก่อน ที่จะหวังให้เขามาเข้าใจเรา เพราะสังคมปัจจุบันปัญหาก็คือมีแต่คนอยากพูด แต่ไม่มีใครอยากฟัง ทุกคนอยากให้คนอื่นมาเข้าใจ แต่ไม่มีใครพยายามจะเข้าใจคนอื่น  .... ถ้าเราเข้าใจคนอื่น เราอาจเข้าใจตัวเองมากขึ้น ถ้าเราเข้าใจคนอื่นมากขึ้น คนอื่นก็อาจเข้าใจเรามากขึ้นเช่นกัน


... เมื่อวานได้อ่านเกี่ยวกับเรื่อง "เดินออก" ยิ่งทำให้หลุดจากร่องอารมณ์ ร่องความคิด รู้สึกตัวเองเป็นอิสระจากกรงขังบางอย่าง ผมว่าสังคมปัจจุบันมันทำให้คนแหย จะริเริ่มทำอะไรใหม่ ก็คิดโน่นคิดนี่มากเสียจนไม่ต้องทำอะไรกันพอดี การจะก้าวออกจากระบบการแข่งขัน ก็จะถูกสังคมมองว่า ล้มเหลว ไม่เก่ง การจะทำงานให้น้อย ก็จะโดนมองว่าขี้เกียจ  ผมเคยอ่านงานของท่ายติช นัท ฮันห์ ท่านบอกว่า ถ้าคนเราทำงานน้อยลง หาเงินให้น้อยลง มีเวลาให้ตัวเองมากขึ้น ทำงานด้วยความรัก และไม่ต้องเร่งรีบ คงจะดีขึ้นเยอะ อาจจะเป็นหนทางของเศรษฐศาสตร์ยุคต่อไปก็ได้ เพราะตอนนี้คนยิ่งทำงานเยอะ ยิ่งหาเงินเยอะ บริโภคเยอะ สิ้นเปลืองทรัพยากรก็เยอะ ทำอะไรก็เยอะไปหมด แต่สิ่งที่น้อยลงคือ ความสุข  เป็นไปได้หรือไม่ที่จะทำอะไรให้น้อยลง และหันมาหาความสุขกันมากขึ้น อันนี้มันก็แค่ความฝันของผมเท่านั้นแหละครับ


เห็นได้ชัดว่า ความงดงามและเบิกบางทางความคิดและปัญญาที่เกิดขึ้นกับเด็กวัย 16 คนนี้มีเป็นผลมาจากการเลี้ยงดูและได้รับการศึกษาแบบ home school  ที่เป็นอิสระในการเรียนรู้  ตามแนวการสอนแบบไม่สอน ไม่เทศน์ ของอาใหญ่  แปลกมากที่พ่อไม่ได้สอนอะไรมาก แต่เน้นการให้คำแนะนำ ให้แนวทางแบบเปิด ให้ลูกได้รู้คิดรู้ตื่นด้วยตนเอง  ยิ่งถูกพ่อเป็นแบบไม่รู้ตัว เป็นแนวให้คำแนะนำ หรือ coaching กับแนวทางการดำเนินชีวิตและกระตุ้นให้ลูกได้ลองคิดหรือทำในอีกมุมหนึ่งโดยไม่บังคับ  กลับกลายเป็นวิธีที่ได้ผลดีกว่าสั่งให้ทำเสียอีก  

ความน่ามีไว้ครอบครอง
อ่านแล้วสนุก ได้แง่คิดในการเลี้ยงลูกแบบอ้อมๆ  ใครที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับว่าเด็ก Home school มันจะสู้เด็กในระบบได้หรือ  และคำถามในใจว่าผลลัพท์มันจะออกมาเป็นยังไง  "ยิ่ง" เป็นหนึ่งใน masterpiece ของ Home school อย่างชัดเจน   (คือส่วนตัว อ่านแล้ว บอกอยากให้ลูกเป็นแบบนี้อ่ะ) 
ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ เราคงไม่ได้ลงเอยกับการทำ Home school ให้ลูก  แต่ก็ยังมั่นใจว่า ถ้าเราได้อยู่และใช้เวลาไปกับลูกอย่างคุณภาพ เพราะทุกวันคือการเรียนรู้ของลูก  อ่านเล่มนี้แล้วก็มีความหวังว่าเราก็น่าจะทำได้เช่นกัน เพราะสิ่งที่หวังจากลูก ไม่ใช่ว่าอยากให้เขาเรียนเก่ง แต่อยากให้เขาได้รู้คิด รู้จักเข้าใจ และเคารพตัวเอง ซึ่งสิ่งต่างๆจากนำพาไปถึงการเข้าใจและเคารพผู้อืน  




วันเสาร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2557

Roots and Wings ความสัมพันธ์และความอิสระสำหรับลูก


มีของขวัญพิเศษสองสิ่ง ที่เราควรมอบให้กับลูกๆของเรา
สิ่งแรก คือ ราก 
...เพื่อลูกได้มีฐานความรัก และความสัมพันธ์ที่แข็งแรง มั่นคง และปลอดภัย ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการเจริญเติบโต และเบิกบานของลูก ทั้งกาย ความคิดและจิตใจ

และอีกสิ่งหนึ่ง ที่เราควรจะมอบให้ คือ ปีก
....เด็กควรมีอิสระ มีเสียง หรือที่ของตัวเองในทุกๆเรื่อง ไม่ปิดกั้น หรือสร้างกรงครอบนกน้อยที่กำลังจะเติบโต

ความสัมพันธ์กับลูกที่แนบแน่นและมั่นคง จะนำทางให้ลูกบินได้อย่างแข็งแรง และปลอดภัย


credit: FB Skip to my Lou

More Risk More Return!! วันนี้เปิดโอกาสให้ลูกลองเสี่ยงดูหรือยัง

ยิ่งเปิดโอกาสให้เด็กได้ลอง ได้กล้าทำอะไรเสี่ยงมากเท่าไร
  ก็ยิ่งทำให้เขาได้เรียนรู้ที่จะดูแลตัวเองได้ดียิ่งขึ้น
-Roald Dahl-
Credit:  The Children's Movement of Florida



สิ่งที่เราพ่อแม่ทุกคนให้ความสำคัญกับลูกเป็นข้อแรกๆ คือ ความปลอดภัย
แต่รู้มัยค่ะว่า บางครั้งพ่อแม่เป็นคนสร้างความไม่ปลอดภัยให้เกิดกับลูกเองโดยไม่รู้ตัว

เพิ่งมีงานหยดน้ำที่โรงเรียนไป สิ่งหนึ่งที่พ่อแม่อึ้งกันไปตามๆกันคือ การใช้มีด ใครจะนึกค่ะว่าเด็กอนุบาลจะสามารถใช้มีดหั่นผลไม้ได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย (บางคนใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว) โดยที่คุณครูไม่ต้องมากำกับเด็กหรือจับมือทำ เด็กๆหั่นผลไม้เพื่อนำมาทำน้ำปั่นกันอย่างสนุกสนาน ไม่มีใครแย่งมีดหรือเล่นมีดอย่างไม่เหมาะสม และไม่มีใครได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

เป็นเพราะอะไรรู้มั้ยค่ะ เพราะคุณครูใช้เวลาในการสอนการใช้มีดกับเด็กพอสมควรก่อนการใช้งานจริง ใส่ใจเด็กอย่างใกล้ชิดตลอดเวลาในช่วงแรก  อุปกรณ์ต่างๆได้ถูกจัดเตรียมให้เหมาะกับการใช้งานของเด็ก คือมีดจะทื่อๆ ไม่อันตรายมาก  กิจกรรมถูกจัดให้ทำเป็นประจำทุกสัปดาห์ เปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ ได้ทดลองทำ ได้สัมผัสและเข้าใจว่าทำอย่างไรจะไม่บาดมือ เด็กๆได้สนุกและภูมิใจในสิ่งที่ทำ จึงสามารถทำออกมาด้วยความมั่นใจ  ได้ทำจริงจนชำนาญ

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากห้องเรียนลูก คือ เราไม่เคยให้เวลาและเปิดโอกาสให้ลูกเรียนรู้เรื่องความปลอดภัยอย่างแท้จริง คงต้องลองเปิดใจให้ลูกทำ สำหรับเด็กเล็กก็ยังต้องอยู่ในความดูแลอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่ว่าจะให้ลองทุกอย่าง พ่อแม่ยังคงต้องคัดกรองให้อยู่ดีค่ะ ประเด็นสำคัญ คือการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ เรื่องอันตรายเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ไม่ใช่ปิดกัน ลองเปลี่ยนจากบ้านที่เต็มไปด้วยความกลัวมาเป็นมั่นใจให้ลูกลองทำ เด็กๆทำอะไรได้มากกว่าที่เราคิดค่ะ

ปล. ย้อนคิดไป เคยให้ฮั่นลองหั่นผักด้วยมีดที่บ้านซึ่งใหญ่กว่าของที่โรงเรียน ฮั่นบอกเองเลยว่า มีดนี้มันคมไม่กล้าใช้ สุดท้ายเลยช่วยกันทำ จับมือลูกหั่น เออ ลูกรู้ได้ไงว่ามันอันตราย สงสัยโดนจิ้มมาก่อนแน่เลย 555

วันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ช่วงเวลารีวิวพัฒนาการความเป็นแม่ของตัวเอง

ห่างหายจากการอัพบล็อคไปนานกว่าสองสัปดาห์ นานมากที่สุดที่เป็นมา เพราะปกติต้องเข้ามารีวิวหนังสืออย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เกิดอะไรขึ้นบ้างกับตัวเอง หนังสือที่อ่านจบไปก็สองสามเล่ม แต่ยังไม่สร้างแรงส่งให้ใจมันรีวิวเท่าไร อยากจะแชร์เล่มที่คิดว่าเจ๋งๆมากกว่า ซึ่งกำลังอ่านอย่างทุลักทุเลอยู่สองเล่ม

ที่เป็นอย่างนี้เพราะเวลาในการอ่านหนังสือน้อยลง ทั้งเหนื่อยจากที่ทำงาน กลับดึกกว่าเดิม หมดแรงจะทำอะไรต่อ สำหรับเวลากับสองลิงก็น้อยลง มากสุดคือพยายามเอาลูกเข้านอนอย่างแฮปปีื แม่มันก็หลับตามไปด้วย ไม่ได้อ่านหนังสือ
หรือบางคืนที่ลูกหลับเร็ว ก็นั่งปั่นป่วน งุ่นง่านกับการหาข้อมูล หรือช็อปปิ้ง หรือทำโน้นนี้บนอินเตอร์เน็ท หมดเวลาไปกับ social media  Line,Facebook  ไม่โทษใครทั้งนั้น เกิดจากเราเองจริงๆ

ช่วงหยุดยาวที่ผ่านมา ได้ไปเที่ยวทะเลกับครอบครัวและเด็กๆ ตั้งใจเอามือถือเก็บ เพราะต้องมีสองลิงเกาะติดตัว 24 ชั่วโมง เวลาอยู่กับลูกมันผ่านไปรวดเร็วจริงๆ แต่เป็นช่วงเวลาที่ดีที่เรากลับมาทบทวนตัวเอง กับบทบาทของคนเป็นแม่ว่ามีความก้าวหน้ายังไงบ้างกับลูกคนที่สอง

สำหรับฮั่น บทบาทหนึ่งที่เรากำลังทำอยู่ คือ ปล่อยให้ฮั่นอยู่และมีความสัมพันธ์กับญาติและคนอื่นๆให้มาก จากแต่ก่อนที่เป็นทั้งลูกติดแม่ และแม่ติดลูกอย่างรุนแรง  ฮั่นโตขึ้นมากและพร้อมที่จะไปไหนมาไหนโดยไม่มีพ่อและแม่ประกบตลอดเวลา  เราเริ่มให้ฮั่นเลือกที่จะไปซื้อของกับอาม่า หรือนั่งรถเล่นกับอากุง หรือไปกินข้าวกับอาอี้ ซึ่งหากเป็นแต่ก่อน ทำยังไงก็ไม่ยอมไปถ้าพ่อหรือแม่ไม่ไปด้วย

ได้สังเกตปฎิสัมพันธ์ที่ฮั่นมีกับญาติๆใกล้ชิด ฮั่นรู้จักขอร้อง กล้าขอความช่วยเหลือ รู้จักยืดหยุ่นกับสถานการณ์ต่างๆ สามารถปรับตัวเข้ากับญาติที่รู้จัก เริ่มเข้าหาคนอื่นก่อน บางครั้งโดนพี่สาว(ลูกพี่ลูกน้อง) แกล้งไม่ให้เล่นเกม ฮั่นไม่โกรธหรืออารมณ์เสียอย่างแต่ก่อน แต่ฮั่นกลับทำหน้าน่าสงสารแบบตลกๆ หรือพูดขอร้องขอดูหน่อยแบบขำๆ จนพี่สาวหัวเราะและยอมให้ดู ซึ่งในฐานะแม่ของเด็กห้าขวบครึ่งสังเกตเห็นสิ่งต่างๆ แล้วรู้สึกภูมิใจและประทับใจกับความก้าวหน้าในมิติทางสังคมของลูก

ส่วนธันธัน เริ่มสังเกตตัวเองว่า มีความมั่นคงในการเลี้ยงลูกของตัวมีเพิ่มขึ้นเยอะมาก ได้อานิสงค์จากทั้งจากแนวทางของโรงเรียนของฮั่น ได้อ่านหนังสือพ่อแม่ดีๆเยอะแยะ ได้อบรมจากผู้เชียวชาญเรื่องการเลี้ยงลูก หรือได้คำแนะนำดีๆจากกัลยาณมิตรรอบตัว  เดี๋ยวนี้ ไม่มีการตีโพยตีพายเวลาลูกหกล้มหรือเจ็บตัวเล็กๆน้อยๆ ปล่อยให้ลูกได้มีโอกาสช่วยเหลือตัวเองมากขี้น  ไม่เหมือนสมัยก่อนตอนฮั่นเด็กๆ ถ้าหกล้มหรือพลาดโดนอะไรเจ็บๆ เราคงกรี็ดกราด รีบเข้าไปโอ้ลูกทันที  ไม่พูดมากบ่นลูกเวลาไม่ได้ดังใจ  ไม่บังคับหรือชี้นำหรือส่งเสริมลูกให้ทำอะไรที่เค้าไม่อยากให้ทำ  ไม่ปิดกั้นเรื่องเทคโนโลยีจนเกินไป หรือไม่ตั้งกฎในบ้านมากมายจนลูกอึดอัดและขาดโอกาสลองสิ่งใหม่  ปล่อยให้ลูกตัดสินใจและคิดเองในหลายเรื่องที่หลากหลาย เปิดโอกาสให้ลูกสกปรกได้ ทำเลอะได้ ผิดพลาดได้ โกรธได้ เสียใจไม่พอใจได้ เปิดใจรับฟังลูกมากขึ้นผ่านหู ตา และใจ

วันนี้ เรารู้แล้วว่าลูกเข้มแข็งกว่าที่เราคิด เราเห็นว่าธันธันล้มลงเอง ก็ลุกขึ้นมาปัดฝุ่นออกจากมือเอง แล้วเดินเล่นต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มากสุดก็หันกลับมาโชว์มือให้เราดูว่าเจ็บ (ยกเว้น ล้มแล้วเจ็บมากร้องไห้ อันนี้จะเข้าไปปฐมพยาบาลเลย)

เรามั่นใจมากและเข้าใจอย่างชัดเจนว่าลูกเรียนรู้ เข้าใจ และรับรู้ด้านภาษาได้ดีกว่าที่เราคาด แม้ว่าตอนนี้ ธันธันยังพูดได้ไม่กี่คำแต่เห็นได้ชัดว่า เค้าเข้าใจสิ่งที่เราสื่อสาร และก็ตอบโต้กลับได้ด้วย ตอนสมัยฮั่น เป็นกังวลมากว่าทำไมฮั่นไม่พูดสักที จากที่คุยภาษาอังกฤษกับลูกมาก็หยุดรอลูกพูดไทยได้ก่อน พอกลับมาคุยภาษาอังกฤษกับฮั่นอีกทีก็สองขวบกว่าเกือบสามขวบ แม้จะเห็นผลได้ช้ดว่าเวิร์ค ลูกเข้าใจภาษาและรักภาษาอังกฤษมาก แต่เสียดายเวลาช่วงที่ไม่ได้คุยกับเค้า สำหรับธันธัน เลยตั้งใจใส่ภาษาอังกฤษเต็มๆเลย บวกกับจีนแต้จิ๋วจากอาม่าที่มาช่วยเลี้ยงธันธัน ผลออกมาเห็นได้ชัดมาก คือ บอกให้นั่ง ทั้งไทย อังกฤษก็ไม่ยอมนั่ง แต่พูดบอก "จ๋อ" ปุ๊บ นั่งทันที  ความถี่และปริมาณการพูดมีส่วนมากในการช่วยเรื่องการสื่อสาร กรรมพันธุํเด็กบ้านนี้พูดช้า เราไม่แคร์ เน้นใส่ข้อมูลก่อน ลูกพร้อมประมวลแล้วส่งผลตอบกลับเมื่อไรก็ไม่มีปัญหา มามี้คอยได้ เพราะมันได้ผลชัวร์

เราสังเกตเห็นการเลียนแบบของน้องอย่างชัดเจน และรู้ว่าลูกลูกก็เลียนแบบเราอยู่ทั่งสิ่งที่ดีและไม่ดี สิ่งนี้ทำให้เราพยายามทำตัวเป็น role model ในการทำกิจกรรมต่างๆในบ้าน เช่น ทำสวน หรืออ่านหนังสือ หรืองานบ้าน  สังเกตเห็นว่าธันชอบรถ และตัวต่อมาก เพราะฮั่นเล่น จริงๆ เห็นพี่เล่นอะไรก็จะเล่นตามหมด  ธันชอบออกข้างนอก เดินสวน รดน้ำต้นไม้ เพราะเราจะพาเค้าไปทำด้วยกัน ธันทำงานในสวนเล็กได้เอง ไม่ต้องจับมือสอน ธันใช้ฝักบัวตักน้ำรดน้ำเอง ใช้สายยางฉีดน้ำเป็น ใช้พรวดจิ้มดิน ทุกสิ่งทุกอย่างที่เค้าทำ เกิดจากการดูและทำตามทั้งนั้น จุดนี้เราว่า ข้อพิสูจน์ของเราเป็นจริง การเป็น role model ของกิจกรรม สามารถนำพาให้ลูกเล่น และเรียนรู้ได้จริงๆ

เราสังเกตเห็นว่าตัวเองเปิดโอกาสที่จะให้ลูกนำเล่นมากขึ้น จากแต่ก่อนคิดหาของเล่น หาโน้นนี้ให้ลูกทำ ปัจจุบันก็มีบ้าง แต่ถ้าลูกไม่ชอบเล่นจริงๆ แม่ก็เล่นให้ดู เผื่อจะเป็นแบบคอนเซปด้านบน ลูกเห็นแล้วทำตาม  ตอนนี้ เราให้ลูกนำเล่น นำทำสิ่งต่างๆเป็นหลัก แล้วทำตัวเป็นผู้ช่วยนำพาการเล่นซะส่วนใหญ่ ไปทะเลครั้งนี้ ให้ธันคิดเลยว่าอยากเล่นอะไร แม่เล่นตาม ธันเดินรอบรีสอร์ท ปีนขึ้นเตียงสองชั้น วิ่งซ่อนแอบหลังตู้ กระโดดบนเตียง เดินออกถนน แม่ได้แต่ดู และระมัดระวังไม่ให้เกิดอันตราย เล่นตามลูก บางครั้ง เหนื่อยที่มันทำไมไม่ยอมอยู่นิ่ง ก็ชี้นำให้เล่นนิ่งๆบ้าง เช่น เอาที่ตักดิน ตักก้อนหินใส่ถ้งให้ดู ธันสนใจก็นั่งตักหินโรยถนนได้นานมาก ฮั่นมาเห็นเอาอุปกรณ์ขุดทราย รถ dump truck มาเล่นตักหินด้วย สนุกกันทั้งสองพี่น้อง เราเห็นพัฒนาการในการใช้กล้ามเนื้อมือของธันที่เจ๋งที่เดียว สังเกตมาหลายครั้งแล้ว ว่าแม้จะไม่ค่อยอยู่นิ่ง แต่มีสมาธิดีในการเล่น จดจ่อดี เช่น ต่อบล็อกได้สูงสามสี่ชั้น ต่อเลโก้และแกะออกได้  ต่อตัวต่อแปลกๆ ประกอบล้อรถที่หลุดกับเข้าที อันนี้ได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ดูตั้งใจ  ธันใช้มือได้ดีถึงดีมากกับอุปกรณ์ที่คุ้นเคย แต่กับที่ตักดิน ก็ไม่ต่างกับช้อนอันใหญ่ ตักแล้วได้บ้าง หล่นบ้าง พอไม่ได้ลูกก็แก้ปัญหาเองโดยการเอามือหยิบหินใส่ที่ตักดิน แล้วค่อยเทลงถัง  เราเห็นแล้วก็รู้สึกเสียใจว่า ถ้ามีเวลาให้กับลูกมากกว่านี้ คงได้ให้เค้าเล่นอะไรได้เยอะกว่านี้ ได้มีประสบการณ์ และเรียนรู้ sensory มากกว่านี้ โชคดีที่ธันมีพี่ชาย ได้เห็นพี่เล่นอะไรต่อมิอะไร จริงเรียนรู้ผ่านพี่เป็นส่วนใหญ่

ส่วนกับแม่อย่างเรา เรายังเป็นตัวอย่างในการเล่นให้ธันได้ไม่ดีพอจริงๆ ณ ตรงที่นั่งขุดดิน มองธันธัน แล้วก็ขอโทษนะธันธันที่ไม่มีเวลาได้อยู่กับหนูอย่างมีคุณภาพ มามี้จะ make up กับเวลาที่เสียไปทุกนาที เห็นธันธันเงยหน้ามาบ่นอะไรนิดหน่อย แล้วก็เดินไปเล่นอย่างอื่นๆต่ออย่างมีความสุข  ตลอดทั้งทริป เราใช้เวลาเกือบทั้งหมด อยู่กับธัน ติดกันเป็นตังเม เล่นกันเสร็จก็กินนมแม่ กินข้าวเสร็จก็วิ่งเล่น เล่นเสร็จก็วิ่งไปจะนั่งรถไปเที่ยว พาไปเดินทะเลก็ไปเด็ดดอกผักบุ้งทะเลเล่น ธันสนุกและเป็นอิสระมาก รู้จักอ้อนและแกล้งร้องไห้เวลาอยากให้แม่ทำอะไร  ติดกันตลอดเวลา จนพอแม่หายไปเข้าห้องน้ำ ก็มายืนรอ หรือไม่ก็ร้องไห้จะเป็นจะตาย

ทุกคร้้งที่คิดเรื่องนี้ ก็มักจะมีหน้าฮั่นกำลังร้องไห้แล้วพูดว่า หาแม่ๆๆ ตอนที่ฮั่นนอนไม่ได้เพราะติดนมแม่ แต่เรายังไม่กลับจากที่ทำงาน (พ่อมันอัดวิดีโอให้ดู) เป็นภาพที่ติดตาเสมอมา

ก่อนนอนคืนนี้ ก็ยังขอโทษฮั่นไปอีกครั้ง บอกมามี้เสียใจที่ตอนเด็กๆไม่ค่อยมีเวลาดูแลหนู แล้วก็กอดฮั่นใหญ่เลย จนฮั่นบอก ฉันรู้แล้วน่า งั้นนายก็ต้องอ่านหนังสือให้หมดนี้ (หยิบมาให้ประมาณ 6-7เล่ม)

อ่านจบ เกิดแรงดลใจให้เขียนบล็อคทันที

มามี้สัญญาว่า จะให้เวลากับทั้งธันธัน ฮั่นและปะป๊าให้มากขึ้น จะจัดสรรชีวิตให้มีคุณภาพกว่านี้ จะทำให้ดีกว่านี้รับรอง


วันจันทร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2557

รีวิวหนังสือพ่อแม่ : พ่อแม่ยุคใหม่ต้องเข้าใจสมองลูก

พ่อแม่ยุคใหม่ต้องเข้าใจสมองลูก : The Science of Parenting

           

ข้อมูลหนังสือ

ผู้เขียน    Margot Sunderland (มาร์โกต์ ซันเดอร์แลนด์)

ผู้แปล     น.พ. ชัยพร วิศิษฏ์พงศ์อารีย์

จำนวนหน้า            276 หน้า

สำนักพิมพ์             : ซีเอ็ดยูเคชั่น, บมจ.

เดือนปีที่พิมพ์        : 2012

 


คำชวนอ่าน (ปกหน้า & ปกหลัง)

ความรักและการเลี้ยงดูของพ่อแม่ ส่งผลยิ่งใหญ่ต่อสมองและพัฒนาการเด็ก ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์บางอย่าง อาจทำร้ายลูกโดยไม่รู้ตัว

ในช่วง 5 ปีแรกของชีวิต สมองมนุษย์เติบโตถึง90%  การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของสารเคมีในสมองเด็ก ส่งผลต่อบุคลิกและนิสัยใจคอตอนโต วิธีเลี้ยงดูของพ่อแม่ มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อการสร้างสารเคมีทั้งดีและไม่ดีในสมอง คุณอยากให้ลูกโตขึ้นเป็นคนแบบไหน คุณกำหนดได้

 

รูปแบบการนำเสนอ

ถึงจะเล่มใหญ่และหนาราวกับ textbook แต่เมื่อเปิดอ่านแล้ว เป็นอีกเล่มที่วางไม่ลงจริงๆ ด้วยเนื้อหา (ส่วนของเนื้อหาขออธิบายด้านล่าง) และรูปแบบการนำเสนอ ที่มีสีสัน จัดวางรูปแบบของเนื้อหา รูปประกอบ ข้อมูลที่น่าสนใจ คำถามและคำตอบเรื่องสำคัญๆ รวมทั้งการสรุปประเด็นสำคัญของเล่มได้อย่างลงตัว เป็นหนังสือแปลที่อ่านลื่น ใช้ภาษาเข้าใจง่าย ศัพท์เกี่ยวกับสมองอาจจะเยอะหน่อย แต่ไม่ต้องกลัวหาข้อมูลไม่เจอ เพราะจะมีดัชนี (Index) ให้ค้นหาว่าสิ่งที่เราอยากอ่านมันอยู่หน้าไหนได้ เหมือน textbook ทั่วไป

 



ความเห็นส่วนตัว

หลายครั้งที่อ่านหนังสือพ่อแม่ แล้วเจอคำแนะนำหรือเทคนิคต่างๆ ที่ให้ทำนั้น ไม่ให้ทำนั้นทำนี้เพราะจะส่งผลเสียกับเด็ก หรือได้รับฟังความเชื่อหรือคำแนะนำในการเลี้ยงลูกจากทั้งพ่อแม่เราเอง ญาติผู้ใหญ่ ผู้เชี่ยวชาญ และเพื่อนๆพ่อแม่ บ้างความเชื่อหรือคำแนะนำก็นำมาทำตาม บ้างก็ไม่เอามาใช่เพราะไม่เหมาะกับลูก เช่น ตอนเวลาลูกเป็นเบบี้ร้องแบบไม่รู้สาเหตุ บ้านแม่เราก็บอกรีบไปอุ้มลูกก่อน อีกบ้านแม่แฟนบอกอย่าไปอุ้ม อย่าโอ้มากเดี๋ยวเคยตัว บ้านญาติบอก ไหว้เจ้าที่หรือยัง เพื่อนๆบอก อุณหภูมิในห้องสูงเกิน  ตอนนั้นก็ไม่คิดอะไรมาก เหมือนพ่อแม่ทั่วไปส่วนใหญ่ ทำอะไรก็ได้ให้ลูกหยุดร้องไห้  เพราะกลัวว่าลูกร้องไห้มากจะไม่ดีต่อเด็ก 

เคยมั้ยที่ พอทำตามความเชื่อ หรือคำแนะนำต่างๆไปแล้ว กลับเกิดคำถามผุดขึ้นในใจว่า เออ มันใช่หรือ มันจะดีจริงหรือเปล่า ทำแล้วไง หรือที่บอกไม่ดีกับเด็ก มันไม่ดียังไง ไม่เข้าใจ แต่เพื่อให้ลูกได้สิ่งที่ดีที่สุดก็ยอมทำตามทั้งที่ไม่รู้เหตุผลที่แท้จริง  พอลูกโตมาหน่อย เค้าบอกว่า อย่าพูด“ไม่” “ห้าม” “อย่า” กับลูก หรือห้ามลงโทษด้วยการตีลูก หรือการขู่หรือดุด่าลูกเพื่อให้ทำตาม ด้วยเหตุผลที่ว่าปิดกั้นเด็ก ทำให้เด็กไม่มีความคิดสร้างสรรค์ อืม มันจริงหรือ เพราะพ่อแม่เราสมัยก่อน หรือพ่อแม่ยุคไหนต่อไหนก็พูดกัน แล้วไง โทมัส แอนเดอร์สันก็ยังประดิษฐ์หลอดไฟขึ้นมาได้ แน่นอนว่าพ่อแม่เค้าคงมีดุด่าว่าตีตอนเด็กๆเหมือนกัน ที่บอกส่งผลไม่ดีต่อเด็กในระยะยาวมันจริงหรือ พิสูจน์ได้เปล่า 

 

จากข้อคับข้องใจและขี้สงสัยส่วนตัวที่เก็บมาเรื่อยๆ ถึงสงสัยก็ทำตามที่เค้าแนะนำมาเกือบทุกอย่างเพราะเห็นว่าดีกับลูก หลังจากได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว โอ้แม่เจ้า มันช่างตอบโจทย์อะไรขนาดนี้ มันช่วยเฉลยข้อสงสัยเกือบทุกเรื่องที่เป็นปัญหา เป็นพฤติกรรมของเด็กตั้งแต่เกิดได้อย่างเป็นหลักเป็นการ ตามแนววิทยาศาสตร์ ตามหลักของประสาทชีววิทยา สมกับชื่อหนังสือThe science of parenting  เขียนโดยนักจิตวิทยาชื่อดังชาวอังกฤษ ได้อธิบายเกี่ยวกับสมองของลูกในแต่ละส่วน ระบบการทำงาน สารเคมีที่สำคัญในสมอง เชื่อมโยงกับการทำงานของร่างกาย จิตใจ สติปัญญา และอารมณ์ของลูก ช่วยให้เราไม่ต้องใช้วิทยาศาสตร์คุณแม่แบบคิดเองเออเองเลย ในทุกคำถามมีคำตอบ มีอ้างอิงผลการวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบต่อสมองและที่เกี่ยวข้องรองรับ คำถามและคำตอบเชิงวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ ก็อย่างเช่น

-          เด็กทารกหลอกหรือบงการพ่อแม่ผ่านการร้องไห้ได้หรือไม่ 

-          ถ้ายอมให้ลูกเล็กมานอนด้วย แล้วต่อไปเขาจะนอนคนเดียวได้ไหม

-          เกมคอมพิวเตอร์และโทรทัศน์มีผลต่อสมองลูกอย่างไร

-          จะรับมือกับเด็กอาละวาด เด็กทะเลาะกัน เด็กไม่เชื่อฟัง หรือสงครามกับลูกในมื้ออาหารยังไง

-          Time out ได้ผล และดีต่อเด็กจริงหรือ

-          ลูกถูกรังแกเป็นประจำ จะทำอย่างไรดี

ฯลฯ

ตัวอย่างหนึ่งที่ตรงกับชีวิตจริง ยังจำได้เลยว่าตอนลูกยังเล็ก อยากฝึกให้ลูกหลับเองตามแบบฝรั่ง ปล่อยให้ร้องไป นั่งดูนาฬิกาไป เสียงร้องก็ไม่ได้ลดเลย มีแต่ดังขึ้นๆ สุดท้ายทนไม่ได้สงสารลูกก็นอน-กก-นมแม่กันมาจนสองสามขวบลูกก็เลิกไปเอง นอนเองได้แถมขี้เซาอีกต่างหาก ผู้เขียนอธิบายว่า ลูกน้อยนั้นเกิดมาพร้อมสมองในส่วนล่างซึ่งทำงานเรื่องร่างกาย การมีชีวิตอยู่รอด เป็นส่วนที่พัฒนาที่สุด ลูกร้องไห้ก็เพราะจะได้ให้พ่อแม่มาช่วยเหลือ พ่อแม่ควรตอบสนองลูกอย่างรวดเร็วและหนักแน่น เพื่อลดผลกระทบภายในสมองของลูกจากการร้องไห้ เมื่อสมองส่วนหน้าจะโตพอที่จะพึ่งพาตัวเองได้ เด็กก็จะลดการติดตัวกับแม่ได้เอง การไม่ตอบสนองลูกตอนร้องไห้หรือตอนที่ลูกต้องการกลับส่งผลเสียต่อลูกเสียอีก


Time out เป็นอีกอย่างที่สงสัยว่ามันดีจริงหรือ ได้ผลจริงหรือ เพราะทุกครั้งที่เคยลอง มันทำให้ลูกยิ่งโกรธมากขึ้น หรือบางครั้งลูกก็ไม่ใส่ใจกับการลงโทษ ผู้เขียนนำเสนอวิธีการ Time in คือแทนที่จะให้ลูกอยู่คนเดียว พ่อแม่ควรนั่งลงใกล้ๆลูก ช่วยปลอบโยนลูกซึ่งสมองกำลังปั่นป่วน และระบบโกรธกำลังทำงาน  พ่อแม่ควรใช้เวลานั่งคุย ให้สนใจกับอารมณ์ของลูก ช่วยลูกจัดการอารมณ์หรือความรู้สึกที่ไม่อาจบรรยายได้ ความใส่ใจต่อลูก และรวมกันหาทางแก้ปัญหากับลูก ทำให้ลูกได้หลุดจากอารมณ์โกรธ และได้ใช้สมองส่วนหน้าในการคิดและเข้าใจว่าต้องจัดการยังไงกับเหตุการณ์ซ้ำเดิม แทนที่จะใช้ระบบโกรธหรือรุนแรงจากสมองส่วนล่างแทน


คิดง่ายๆ ก็คือ เวลาลูกแฮปปี้ ได้รับความรักและดูแลเอาใจใส่ หรือตอบสนองทั้งกายและใจในเวลาที่เหมาะสม สารเคมีและฮอร์โมนดีก็จะถูกปล่อยออกมา สมองในส่วนคิดวิเคราะห์มีโอกาสได้ทำงานได้ดี   ลูกร้องไห้ หวาดกลัว หรือเครียด สารเคมีตัวเครียดก็จะออกมา ระบบการทำงานของสมองที่เกี่ยวกับความกลัว ความรุนแรง ความโกรธ เพื่อให้ชีวิตอยู่รอดจะทำงานและพัฒนาเข้มแข็งขึ้น มากกว่าสมองที่ทำหน้าที่คิด วิเคราะห์ ทำให้พฤติกรรมของลูกมีแนวโน้มที่จะก้าวร้าว แก้ไขปัญหาแบบรุนแรงอย่างอัตโนมัติ


ผู้เขียนยังให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองของผู้เป็นพ่อและแม่ เพราะรู้ดีว่าพ่อแม่เครียดและใช้เวลาและพลังงานส่วนใหญ่ไปกับการเลี้ยงดูและพัฒนาลูก ดังนั้น พ่อแม่เองก็ต้องให้เวลาดีๆ สงบๆ เติมพลังกายและพลังใจ สร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เพราะพ่อแม่เป็นหลักสำคัญที่จะสร้างลูกให้เติบโตเป็นคนที่มีคุณภาพในอนาคต

 

ระดับความน่ามีครอบครอง

เขียนมาขนาดนี้แล้ว ถ้าไม่แนะนำก็ไม่รู้จะว่าไงแล้ว เป็นคู่มือเลี้ยงลูกที่เหมาะกับพ่อแม่รุ่นใหม่อย่างเรา

อย่าลืมนำความรู้เรื่องสมองมาปรับใช้เพื่อเลี้ยงดูลูกให้เหมาะสมแล้ว แล้วจะทำให้ลูกๆของเรา เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพจิตดี และมีความสุข

 



วันพฤหัสบดีที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2557

รีวิวหนังสือพ่อแม่: สมองลูกออกแบบได้ด้วยพ่อแม่

สมองลูกออกแบบได้ด้วยพ่อแม่

           

ข้อมูลหนังสือ

ผู้เขียน    น.พ. ดุสิต ลิขนะพิชิตกุล

จำนวนหน้า            136 หน้า

สำนักพิมพ์             : รักลูกบุ๊กส์, สนพ.

เดือนปีที่พิมพ์        : 10/2013

 


คำชวนอ่าน (ปกหน้า)

เข้าใจการทำงานของสมองลูก ออกแบบและพัฒนาด้วยมือคุณเอง! กระตุ้นสร้างความฉลาด รอบรู้ โดยมีคุณหมอเป็นโค้ชแนะนำใกล้ชิด

 

รูปแบบการนำเสนอ

หนังสือนำเสนอรูปแบบเรียบง่าย เน้นสีฟ้าเป็นหลัก มีรูปประกอบเล็กๆน่ารักๆ ผู้เขียนแบ่งบทเป็นเรื่องสั้นๆ อ่านง่ายจบในตอน มีบางตอนต้องอ่านต่อเนื่องเพราะเนื้อหาเชื่อมโยงกัน ภาษาที่ใช้เข้าใจง่าย เป็นกันเองเหมือนมีเพื่อนๆมาให้คำปรึกษา ไม่คิดเลยว่าเป็นคุณหมอเขียน

 

ความเห็นส่วนตัว

จุดเด่นของหนังสือที่ชัดเจนมาก คือ การอธิบายเรื่องลึกลับสับสนเกี่ยวกับสมอง ให้เป็นเรื่องเข้าใจง่ายๆ สนุกๆ โดยการเปรียบเปรยสมองเหมือนซาลาเปา แบ่งสมองเป็นส่วนแป้งกับไส้ แล้วเชื่อมโยงการทำงานของสองส่วนนี้ต่อพฤติกรรมหรือการกระทำของลูกของเรา เห็นภาพและจดจำง่าย  ซึ่งเราก็สามารถหยิบยกมาพัฒนาสมองของลูกในแต่ละเรื่องได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล ทำให้เราได้เรียนรู้เรื่องราวและที่มาที่ไปของพัฒนาการของการเรียนรู้ พัฒนาการทางจิตใจ อารมณ์ และการเอาตัวรอดของลูกในแต่ละวัยผ่านการทำงานของสมอง

 

เรื่องสมองของลูกที่ได้ความรู้ไม่ใช่แค่เฉพาะตอนเด็กเท่านั้น ผู้เขียนอธิบายที่มาของวัยรุ่นวัยร้อนในมุมที่เราก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่ามันจะเกี่ยวอะไรกับสมอง อ้อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง   ยังมีอีกหลายเรื่องที่ช่วยตอบข้อข้องใจแม่ๆ เช่น สมองดื้อ สมองกับภาษา กินอะไรถึงฉลาด อาหารสมองที่แท้จริง ฯลฯ

 

คุณหมอมีลูกเล่นในการเขียนเล่าเรื่อง นำเอาเหตุการณ์ปัจจุบัน มีมุกมาสอดแทรกตลอดเรื่อง ทำให้อ่านสนุก ไม่ได้มีแต่เรื่องทฤษฎีอย่างเดียว คุณหมอก็ยังเก็บรายละเอียดได้ดี เพราะมีเสริมเรื่องความรู้และศัพท์สมองที่ควรรู้มาด้วย   

 

 

ระดับความน่ามีครอบครอง

แนะนำค่ะ เมื่อเทียบกับหนังสือสมองเล่มอื่นๆที่อ่านมา เล่มนี้เหมือนอ่านวิเคราะห์หุ้นสำหรับพวกแมงเม่า เพราะคนอ่านไม่จำเป็นต้องเข้าใจเรื่องสมองอย่างลึกซึ้งมากมาย ก็สามารถอ่านเข้าใจและนำไปใช้ได้ง่ายๆ ย่อยง่ายๆ ตรงประเด็นในเรื่องที่อยากรู้ แต่ถ้าใครที่อยากมองหนังสือหรือคู่มือที่เป็นแนววิชาการและตอบโจทย์ทุกสิ่งอย่าง เล่มนี้อาจจะไม่ใช่แนวนะคะ เดี๋ยวจะแนะนำอีกเล่มหนึ่ง โปรดติดตามตอนต่อไป